suratsek's profileSURATSEK SpacePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
ก็โทรตามใจฉัน โทรศัพท์ของฉัน
ผมกำลังเพลินกับการดูละครซิทคอมทางทีวีช่องหนึ่ง โทรศัพท์มือถือประจำตัวก็ส่งเสียงว่ามีสายเรียกเข้า .... ผมจึงเอื้อมมือไปกดปุ่มรับสาย >> http://reidiary.exteen.com/20091013/entry-1 เฮฮาฮากันวันหยุด สบายๆ ในระหว่างสงครามกลางเมืองของอเมริกา ประธานาธิบดีอับบราฮัม ลินคอล์น มีคำสั่งไปถึงขุนพลของท่านทุกหน่วยในสนามรบ ให้รายงานการปฏิบัติงานมาถึงท่านอย่างละเอียด - และโดยด่วนทุกครั้ง แล้วก็มีนายพลผู้เคร่งครัดท่านหนึ่ง ส่งโทรเลขรายงานมาว่า "ทางเราจับวัวมาได้หกตัว จะให้ทำอย่างไรครับท่าน?" "รีดนม" เป็นคำตอบจากท่านประธานาธิบดี ความฝันอยากเป็นนักร้องของผมเกิดขึ้นสมัยเป็นวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ มาถึงสมัยพี่เบิร์ดผมไม่อยากเป็นนักร้องแล้ว ได้แต่อิจฉาที่พี่เบิร์ดเก่งทุกอย่าง และเก่งอยู่ได้นาน ที่ผมอยากเป็นตอนหลังคืออยากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเห็นว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดใหญ่ที่สุดในจังหวัดแล้ว ไม่ต้องกลัวใคร พอได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจริงไม่ยักเป็นอย่างที่คิด ใหญ่ก็ไม่ใหญ่ มีคนที่ผู้ว่าฯ (อย่างผม) ต้องกลัวเยอะไปหมด ผมเป็นคนชอบยอ ชอบให้คนชม ใครตำหนิแม้จะเป็นการติเพื่อก่อก็หาชอบไม่ สมัยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด อยากจะเป็นผู้ว่าฯ ที่ประชาชนรักและศรัทธา เพราะฉะนั้น สื่อมวลชนจึงมีความสำคัญต่อชีวิตผมมาก ถ้าสื่อมวลชนทำข่าวเกี่ยวกับการทำงานของผมไปในทางชมเชย (ถึงแม้จะเป็นผักชีก็ชมไปเถอะ) ภาพลักษณ์ของผมในสายตาประชาชนก็จะเป็นคนน่ารักและน่าศรัทธา ถ้าสื่อมวลชนตำหนิจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ความศรัทธาอันเป็นยอดปรารถนาของผมก็จะลดน้อยลง ผมเคยคิดเสมอว่ารู้อย่างนี้ไม่เป็นดีกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นสื่อมวลชนดีกว่า ผมจะเล่าเรื่องความอัดอั้นตันใจของผู้ว่าฯ เกี่ยวกับสื่อมวลชนให้ฟังสักเรื่อง เป็นเรื่องของผมคนเดียวนะครับ ผู้ว่าฯ คนอื่นไม่เกี่ยว
สมัยผมเป็นผู้ว่าฯ เริ่มมีข่าวเรื่องโรคติดต่อที่น่ากลัวโรคหนึ่งคือโรคเอดส์ ตามข่าวโรคเอดส์เป็นโรคติดต่อที่อันตรายต่อมนุษยชาติมากที่สุด เพราะเป็นแล้วไม่มีทางรักษาต้องตายลูกเดียว ก่อนตายต้องทุกข์ทรมานมาก เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ทั้งทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด ทางน้ำลาย มีสถิติคนตายทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความกลัวของผู้คนก็มีส่วนทำให้โรคนี้มีความสำคัญมากขึ้น ญาติพี่น้องไม่กล้าเข้าใกล้ผู้ป่วยโรคเอดส์ ชาวบ้านเดินขบวนห้ามวัดเผาศพคนตายด้วยโรคเอดส์ ผู้ว่าฯ ก็ด้วยคน ย่อมมีความกลัวโรคเอดส์เป็นของธรรมดา อยู่มาวันหนึ่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้รถมารับไปโรงพยาบาลโดยด่วน หมอก็สั่งผู้ว่าฯ อย่างผมได้ เพราะผมเป็นคนไข้หลายโรคทางโรงพยาบาลดูแลรักษาอยู่ พอไปถึงโรงพยาบาลผู้อำนวยการรอรับอยู่ข้างบันได รีบพาไปห้องประชุมทันทีโดยไม่บอกว่าเรื่องอะไร ในห้องประชุมมีโต๊ะอาหารสี่เหลี่ยม ผู้อำนวยการดันหลังผมให้นั่งลงทางหัวโต๊ะ แล้วเชิญแขกผู้หญิงนั่งทางซ้ายแขกผู้ชายนั่งทางขวา ผู้อำนวยการออกไปยืนอ่านรายงานห่างออกไปหลายวา มีกล้องโทรทัศน์และนักข่าวหนังสือพิมพ์ทั้งส่วนกลางและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ผู้อำนวยการรายงานเสียงสั่นว่า "แขกที่นั่งรับประทานอาหารกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนไข้โรคเอดส์ทั้งคู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าโรคเอดส์ไม่ใช่โรคที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่คิด" (ไม่น่าเกลียดน่ากลัวแล้วทำไมคุณไปยืนอ่านรายงานเสียตั้งไกล) ข้อความในวงเล็บผมพูดในใจ หมอรายงานต่อว่า "โรคเอดส์ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ เพื่อยืนยันในความจริงข้อนี้ เราจึงเชิญผู้ว่าฯ ของเรามาร่วมรับประทานอาหารกับคนไข้โรคเอดส์ ใครมีญาติเป็นคนไข้โรคเอดส์ต่อไปนี้ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องรังเกียจ ดูท่านผู้ว่าฯ เป็นตัวอย่าง" (ถ้าจริงอย่างหมอว่า หมอทำไมไม่เป็นตัวอย่างเสียเอง ผู้ว่าฯ กลัวแทบตายอยู่แล้ว) "ป้อนข้าวท่านผู้ว่าฯ หน่อยครับ" (ใครฟะคิดเรื่องพิเรนขึ้นมาได้) คุณเอดส์ผู้ชายรีบตักไข่เจียวมาวางบนข้าว แล้วตักข้าวไข่เจียวป้อนให้ผม "ค้างไว้ก่อนครับ ค้างไว้" (บ้าเอ๊ย แทนที่จะรีบป้อนรีบชักมือเอดส์ออกไปไกลๆ ดันให้ค้างไว้อีก) "คุณผู้หญิงป้อนด้วยค่ะ" (เธอทำไมไม่มาป้อนเสียเองฟะ) ผมทนกินข้าวแกงเนื้อกับไข่เจียวอาหารโปรดอย่างฝืดคอที่สุดจนหมดจาน รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหมือนออกวิ่งสักสามกิโล ถามว่าไม่พอใจทำไมไม่ปฏิเสธ นี่แหละครับที่ผมเจ็บใจไม่หาย เพราะผมกลัวสื่อมวลชนน่ะซี ภายใต้สายตาสื่อมวลชนเป็นฝูง ถ้าผมปฏิเสธสื่อมวลชนคงลงข่าวตำหนิอย่างรุนแรง เรดติ้งผมก็ตกหมดซีครับ ที่น่าเจ็บใจก็คือ ผมอุตส่าห์ฝืนใจแสดงด้วยความเหนื่อยยาก แต่ไม่มีทีวีช่องไหนออกข่าว หนังสือพิมพ์ก็ไม่มีลงสักฉบับเดียว ถามนักข่าวท้องถิ่นบอกว่าจังหวัดอื่นเป็นข่าวก่อนเราหลายจังหวัดแล้ว ข่าวของเราเลยทิ้งลงตะกร้า! ประธานาธิบดีจอมเผด็จการประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศหนึ่ง สั่งให้พิมพ์แสตมป์มีภาพตัวเองหราอยู่บนนั้น ครั้นแสตมป์ออกจำหน่ายได้ระยะหนึ่ง ราว ๑ ปีปรากฏว่าไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ท่านจึงเรียกผู้อำนวยการฝ่ายการพิมพ์แสตมป์มาถามไถ่ถึงสาเหตุที่แสตมป์ไม่ได้รับความนิยม "คือว่ามันไม่ค่อยติดกับซองน่ะครับ" ผอ. การพิมพ์ตอบ "ก็ทำไมทึ้งใช้กาวห่วยๆ อย่างนั้นล่ะ" "ไม่เกี่ยวกับกาวหรอกครับ คนส่วนใหญ่เขาเอาน้ำลายป้ายผิดด้านน่ะครับ" ทั้งสามเรื่องจากต่วย’ ตูน ปีที่ ๓๗ เล่มที่ ๒ ฉบับปักษ์หลัง – กันยายน ๒๕๕๐ เรื่องผู้ว่าฯ ตรงกลางเขียนโดยคุณอนันต์ แจ้งกลีบ ผมอ่านแล้วมัน(ส์)มากจนอดนำบางตอนขึ้นมาฉายไม่ได้ ก็ต้องขออนุญาตและขอบพระคุณด้วยนะครับ (ช่วงนี้กำลังอ่านต่วย’ ตูน อย่างเมามันครับ กรุณาอย่าถือสา) โรแมนติค ดรามา เส้นทางแห่งรัก
หลิงได้งานเป็นอาจารย์โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และอรรถคดีด้านการเงิน การบัญชี พบเจ้าหลานชายคนนี้ทีไร ผมจะบอกเสมอๆ ว่า "ลูกเอ๋ย เจ้าโชคดีจริงๆ ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีแต่กลิ่นกุหลาบสีชมพูหอมฟุ้งตลอดกาล" ครอบครัวนี้มีแต่กลิ่นกุหลาบสีชมพูหอมฟุ้งตลอดกาลจริงๆ ลูกสาวผมนิ่งไปสักพักแล้วบอก สงสัยพ่อดูหนังเกาหลีมากไป
แต่ก่อนที่จะละสายตาจากเรื่องนี้ไป
โรแมนติค ดรามา เส้นทางแห่งรัก
แต่แล้วกาลเวลาก็หมุนย้อนกลับ จนนายฝรั่งมองดูอย่างประหลาดใจ "เกิดอะไรขึ้น" นายฝรั่งถาม มีแต่แม่บ้านทำความสะอาดและคนขับรถ ยูก็คงไม่อยากทำหน้ายิ้มปลาบปลื้มกับเด็กๆ ที่ยูสอน แล้วกลับไปนอนคนเดียวในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียวดายและหงอยเหงา"
โรแมนติค ดรามา เส้นทางแห่งรัก
เพื่อนที่อยู่บริษัทน้ำมันบอกว่าสนใจงานน้ำมันหรือไม่ ถ้าสนใจให้ไปสมัครดู
เธอรับคำสั่งมาจากใคร ใครเป็นตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลัง"
กองเต็มบ้าน
โรแมนติค ดรามา เส้นทางแห่งรัก
เหม่หลิงใช้เวลาอีกหลายปีต่อจากนั้น
กว่าจะเรียนจบปริญญาเอกด้านบริหารการศึกษา แล้วเธอก็ไปได้งานเป็นผู้บริหารโรงเรียนของรัฐ ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเธอส่งข่าวมาว่าหนาวเข้ากระดูก ตอนที่วีรวัฒน์ทำงานจะครบหกปี เขาเตรียมตัวลาออก เพื่อไปอเมริกาตามหารัก ธนาคารมีคำสั่งตูมให้วีรวัฒน์ไปเป็นผู้จัดการที่ฮ่องกง เบื้องแรกวีรวัฒน์ปฏิเสธ ไม่รู้ภาษาจีน พูดได้แต่ภาษาแต้จิ๋วภาษาเดียว เจ้านายบอกว่า ที่ฮ่องกงใช้ภาษาอังกฤษติดต่อสื่อสารกันในทางธุรกิจ นี่เป็นโอกาสที่หายากครั้งหนึ่งในชีวิตทีเดียวนะ พ่อกับแม่ก็สนับสนุนให้ไป ทั้งๆ ที่บอกจะไปอเมริกา จะไปเอาลูกสะใภ้มาฝาก พ่อแม่บอกว่า สะใภ้เดี๋ยวจะหาให้ คนที่อยู่อเมริกาน่ะ ป่านนี้คงไม่รอหรอก เพราะอายุคงปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วมั้ง และหลงก็ไม่รู้ว่าหลิงแต่งงานแล้วหรือยัง จดหมายและโทรศัพท์ที่ติดต่อกันเป็นระยะๆ เธอไม่เคยเอ่ยถึงใครเลย นอกจากพ่อแม่ น้อง แล้วก็นักเรียนที่เธอสอน ตอนที่ถามเธอว่า ไปอยู่ฮ่องกงดีไหม เธอตอบว่า ไปเถอะ เผื่อมีลู่ทางดีๆ เธอจะไปบ้าง ไปฮ่องกง งานมากกว่ากรุงเทพฯ สามเท่า ไม่เคยมีเวลาเป็นส่วนตัว มีแต่ธุรกิจ – ธุรกิจ – ธุรกิจ เวลากลับมาประเทศไทย ก็พานักธุรกิจฮ่องกงมาด้วย มาตีกอล์ฟ แล้วก็แอบไปซุกซนกันตามประสาผู้ชาย ในไนท์คลับ อาบอบนวด คาราโอเกะ สิ่งบันเทิงทุกอย่างเป็นเรื่องของธุรกิจ อยู่ฮ่องกงอีกเจ็ดปี การติดต่อกับหลิงก็เริ่มขาดหายไป หลงเคยเร่งเร้าหลิงให้บินมาฮ่องกง ใช้เวลาเกือบสองเดือน กว่าเธอจะตอบกลับมาว่า เธอวุ่นวายอยู่กับชีวิตการทำงานมาก และต้องคอยดูพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ก็แก่มากแล้ว ทำอะไรไม่ค่อยไหว เงินทองก็ไม่ค่อยเหลือ สุดท้ายไม่มีแม้แต่คริสต์มาสการ์ดหรือการ์ดวันเกิดจากเหม่หลิง วันเวลา พาเธอหายไปจริงๆ โทรศัพท์ไปก็ไม่มีใครรับสาย จดหมายและบัตรอวยพรถูกตีกลับ ส่วนวีรวัฒน์ก็ทำแต่งาน – งาน – งาน แทบไม่มีวันหยุด แทบไม่มีวันพักผ่อน ไม่มีเวลาให้กับอย่างอื่นเลย การพักผ่อน ก็มีเพียงออกกำลังกายในฟิตเนส อ่านหนังสือ ดูวิดิโอ อยู่ฮ่องกงเจ็ดปี กลับมาอยู่กรุงเทพฯ อีกเจ็ดปี วีรวัฒน์เริ่มรู้สึกทนไม่ไหวกับงาน ยิ่งในระยะหลังๆ ธนาคารมีการเปลี่ยนแปลงระบบชนิดกลับหน้ามือเป็นหลังมือ หรือที่เรียกกันว่า รีเอ็นจิเนียริ่ง วีรวัฒน์รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเต่าล้านปี จากนักเรียนทุนอนาคตสดใส ผ่านไปยี่สิบปีกลายเป็นตัวถ่วงระบบ กลายเป็นส่วนเกินขององค์กร วีรวัฒน์หมายมั่น มีโครงการเมื่อไหร่ขอเออร์ลี่รีไทร์ทันที โรแมนติค ดรามา เส้นทางแห่งรัก
(ความเดิมมีอยู่ว่า วีรวัฒน์ หนุ่มนักศึกษาไทยในอเมริกา
หลังจากนั้นวีรวัฒน์ก็เป็นแขกประจำของร้านเร็ดแดรกอน สาวสวยหน้าหมวยคนหนึ่งวางอยู่
โรแมนติค ดรามา เส้นทางแห่งรัก
ปีนั้นคือ ค.ศ. ๑๙๗๖ เวียดกงบุกเข้าไซ่ง่อน ผู้บริหารเวียดนามใต้บินหนีออกจากประเทศ อเมริกาถอนทัพจากเวียดนาม เวียดนามรวามประเทศเป็นหนึ่งเดียว หลังจากถูกมหาอำนาจจับแบ่งแยกเป็นนาน ทุกคนหวั่นไหวกับชะตาชีวิตของญาติตนในเวียดนาม โดยเฉพาะพวกที่เป็นนายทุนและคบค้าทำมาหากินกับอเมริกา อยู่บ้านนอก ไม่รู้จะอยู่อย่างไร เอ้อ ... คุณเป็นคนเวียดนามเหมือนกันเรอะ" คุณมาอยู่ที่นี่นานหรือยัง" แต่ไม่เคยเจอคุณเลย เพิ่งเจอครั้งนี้แหละ" ร้านฉันอยู่ในไชน่าทาวน์ ชื่อร้านเรดแดรกอน" ตอนที่เรียนอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย เท่าที่ฟังจากไอ้วัดดวงตาเธอเหมือนมีมนต์สะกด
ขอเชิญติดตามชมตอนจบฉบับหน้าครับ)
ช้าหน่อยคงไม่เป็นไรนะ หนังยังไม่ฉาย – ผู้ตัดต่อ เอ๊ย ผู้เรียบเรียงครับ (ฮิ ฮิ)
โรแมนติค ดรามา เส้นทางแห่งรัก
ชมรมนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยแห่งเพ็นซิลเวเนีย ออกล่าหาสมาชิก
โรแมนติค ดรามา เส้นทางแห่งรัก
“หลง" เป็นชื่อที่เจ้าตัวตั้งขึ้นเองในภายหลัง
โรแมนติค ดรามา
ปักษ์แรกและปักษ์หลัง – กันยายน ๒๕๕๐ (ขออนุญาตอีกครั้งนะครับ) . . . . . . . . . . . . . . .
เส้นทางแห่งรัก
ผมค้นหนังสือต่วย’ ตูนเล่มเก่าๆ ขึ้นมา ตั้งใจจะหาเรื่องสนุกขำขันมาอ่าน ไปถูกอกถูกใจซาบซึ้ง (ว่าเข้านั่น) กับรักโรแมนติกเข้าเรื่องหนึ่ง เรารู้สึกว่าชอบก็เมื่อเรื่องกำลังดำเนินไปแล้วยังไม่จบ ต้องอ่านต่อเล่มถัดไป และเราก็ยอมไปค้นหาเล่มนั้นมาอ่านให้จบ จะว่าไปเรื่องรักโรแมนติกเรื่องไหนๆ ก็มีแนวคล้ายๆ กัน (แค่ความเห็นส่วนตัวครับ) อย่างหนัง (ภาพยนตร์) ซีรี่ย์เกาหลี จีน หรือญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยม ได้ชมหรือได้อ่านแล้วก็สดชื่นรื่นรมย์ดี (ถ้าจบแบบแฮ็ปปี้เอนดิ้ง) ถ้าใครชื่นชอบ เป็นคอหนังประเภทนี้ก็สามารถดูได้บ่อยและหลายเรื่อง ไม่ค่อยเบื่อ ผมก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ดูเรื่องโน้นบ้างเรื่องนี้บ้างหลายๆ แนว ตามอารมณ์ แต่อายุไม่น้อยแล้ว จะเอาแต่ไร้สาระก็กระไรอยู่ ไม่มีสาระเลยก็ไม่ดี ตอนเป็นเด็กผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือแนวนวนิยายเรื่องดังๆ ที่เป็นเล่ม ก็ช่วงตอนปิดเทอมภาคเรียนใหญ่ ไปยืมห้องสมุดมาอ่านที่บ้าน ยอมรับสารภาพว่าเรื่องเด็ดๆ ของนักเขียนดังๆ บางท่านสามารถสะกดคนอ่าน (อย่างผมคนหนึ่งล่ะ) ให้สามารถอ่านทนและทนอ่านได้ชนิดที่เรียกว่า ลืมกินลืมนอน เลยทีเดียว ถึงตอนไหนที่โศกเศร้าสะเทือนใจ น้ำตาก็ไหลไปกับเรื่องราวในหนังสือด้วย ผมและน้องๆ อ่านกันได้แบบข้ามวันข้ามคืน คืออ่านอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินมาก เป็นเรื่องแต่ง แต่ปกติผู้อ่านก็เห็นภาพเหมือนได้ชมภาพยนตร์อยู่แล้ว แล้วก็อินไปกับเรื่องราวในเรื่องได้ คงเพราะชีวิตประจำวันของแต่ละคนมีทั้งเรื่องสนุกและไม่สนุก เวลาส่วนตัวทุกคนก็อยากมีความสุขตามความชอบของตน การได้ชมภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือที่ชอบแล้วเพลิดเพลินไปกับมัน จึงเป็นความสุขที่ผ่อนคลายให้ตัวเองทดแทนความไม่สนุก ถึงแม้ว่ามันจะไร้สาระบ้างก็ตาม แถ่น แทน แท้น . . . . ผมกำลังพาท่านไปอ่านเรื่องรักโรแมนติกพร้อมกัน ไปท่องโลกแห่งความรักกันสักพัก เรื่องนี้นำมาจากหนังสือต่วย’ ตูน (อีกแล้วครับท่าน) ท่านที่อ่านนวนิยายรักมากๆ หรือดูซีรี่ย์รักมากๆ มาแล้วอาจรู้สึกเฉยๆ ก็ได้นะครับ แต่ผมไม่ค่อยได้อ่าน รู้สึกว่าสดใสสบายอารมณ์ดี เรื่องราวก็ไม่ยาวมาก เป็นเรื่องสั้นในพ็อคเก็ตบุ๊ค ก็เลยขออนุญาตนำมาแบ่งกันอ่าน เผื่อว่าท่านอาจจะพลอยรู้สึกดีมีความสุขไปพร้อมๆ กันด้วย อย่าลืมว่าควรอ่านแค่เพลินๆ นะครับตามความชอบความสุขของแต่ละคน ตอนหน้าจะว่ากันถึงเรื่องราวและผู้แต่งครับ . . . .
ขำ ขำ
“ผมไม่รู้จะเล่นกับใคร" เจ้าตัวน้อยตอบเสียงเศร้า “หนูไม่มีเพื่อนเลยเหรอ" เธอถามด้วยความห่วงใย “อันที่จริงผมก็มีเพื่อนอยู่สองคน" หนูน้อยบอกอย่างขมขื่น “แต่คนนึงผมเกลียดเค้า ส่วนอีกคนเค้าเกลียดผม"
แต่เขาพิมพ์อี-เมลแอดเดรสของภรรยาผิดพลาด อี-เมลนั้นจึงถูกส่งไปยังแม่ม่ายนางหนึ่ง เขาจึงมองตามและเห็นข้อความดังนี้
ชายหาดขาวสะอาดให้ลูกๆ ของคุณได้วิ่งเล่น ** พิเศษสุด ในทะเลมีฉลามไว้สำหรับแม่ยายด้วย
“ลูกไปกันเถอะ เดี๋ยวพระเป็นเจ้าจะช่วยพ่อเอง” ท่านปฏิเสธอย่างนิ่มนวล พวกนั้นจึงจ้วงพายนำเรือเล็กออกไป “ไม่เป็นไร พระเจ้าจะคุ้มครองพ่อ พวกลูกกลับไปเถอะ” ท่านโบกไม้โบกมือไล่เป็นพัลวัน นักบินจึงจำใจต้องนำเครื่องฝ่าพายุกลับไป
ขอบคุณเรื่องขำ ขำ จากต่วย' ตูน ปักษ์แรก - ตุลาคม ๒๕๕๐ ปักษ์หลัง - ตุลาคม ๒๕๔๙
ขำ ขำ
จิม เมื่อสองวันก่อนชั้นปวดหัวมาก ทรมานเหมือนหัวจะระเบิด
"ทหารใหม่ทุกคน" ครูฝึกประกาศ ก่อนที่ครูฝึกจะสั่งว่า "เอ้าทุกคน ... เปลี่ยนเสื้อผ้ากับคนข้างๆ" “โรงงานที่ชั้นทำงานอยู่พึ่งซื้อเครื่องจักรเข้ามาใหม่
คาวบอยต่างถิ่นควบม้ามาหยุดลงตรงหน้าบาร์ ด้วยความโกรธเกรี้ยวเขาชักปืนออกมาสาดกระสุนขึ้นฟ้าแล้วตะโกนก้อง ออกไปหน้าบาร์ ปรากฏว่าม้าของเขาถูกนำกลับมาผูกไว้ที่เดิมอย่างน่าอัศจรรย์
การทำงานเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดในโลก – ถ้าเราผลัดไปทำมันได้ในวันพรุ่งนี้ (ฮ่า ฮ่า)
โทรศัพท์มือถือฟังกัน (แค่) เพลินๆ
มีคำถามว่า
คิดว่าโทรศัพท์มือถือที่เหมาะกับนักเรียนควรเป็นยี่ห้อไหน รุ่นไหนดี ตามความคิดของแต่ละท่าน ตอนนี้เรา ม.3 ใช้ . . .
บางความเห็น มือถือรุ่นไหนก็ได้ เอาเเค่เล่น MP3 มีกล้องพอถ่ายได้ บลูทูธ เพิ่มเม็มได้ก็เพียงพอละ เเต่ค่านิยม ฐานะทางการเงิน เเละความคิดของคนเราไม่เหมือนกัน จะไปบังคับอะไรเค้าก็ไม่ได้
บางความคิดเห็น
กับบางความเห็น - MP3 Player ส่วนใหญ่วัยรุ่นจะชอบฟังก์ชั่นนี้อยู่แล้ว เอาไว้ฟังแก้เซ็ง - Camera อันนี้สาวๆ นิยมมาก เอาไว้ถ่ายแอ๊บแบ๊ว ถ่ายหน้ากระจก ฯลฯ - Insert Memory เอาไว้เก็บภาพต่างๆ เพลง ฯลฯ - โทร-เข้าออกได้ !!!! อันนี้สำคัญสุด ถ้าซื้อมาแล้วโทรออกไม่ได้ก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร - GPS อ้อ!!! อันนี้คงไม่ต้องมีหรอกมั้ง
นี่อีกความเห็น แล้วแต่งบประมาณและก็ขีดความสามารถของเครื่องว่าเจ้าของต้องการแบบไหน รุ่นไหน
กับอีกความเห็น เหมาะกับนักเรียน คืออันที่พ่อแม่ไม่ลำบาก
บางความเห็น (เฮฮา) iPhone เอาไว้ดูหนังเล่นเกมใต้โต๊ะ 5555
อีกความเห็นนึง (หนึ่ง) เด็กๆ มัธยมไม่ค่อยจะใช้อะ ไรมากจริงๆ ค่ะ อย่างน้องสาวเราเป็นต้น MP3 กล้อง (ล้านเดียว mp ก็พอค่ะ) แบตด้วยค่ะ (เผื่อคุยกะใครดึกๆ นานๆ)
และอาจจะมีอ็อพชั่นพิเศษสำหรับบางราย (น้องสาวอีกแล้ว) ถึก ทน (ร่วงวันละครั้งเป็นอย่างน้อย) สีหวานๆ มีให้เลือกเยอะ ไม่ใช่แค่ ดำ เงิน (เหอๆ) *** แล้วก็อย่าลืมเอารุ่นที่มีรูเสียบที่ห้อยมือถือนะคะ
ที่สำคัญอีกอย่าง ดูลักษณะนิสัยเด็กด้วยค่ะ ว่าเป็น (ยัง) ไง ระมัดระวังรึเปล่า (ทำร่วงเป็นงานอดิเรก) และก็ "ขี้ลืม" มั้ย .. น้องเราทำมือถือหายมาสองรอบแล้วค่ะ ถ้าเป็นบ่อยเกินจะเยียวยา รุ่นแพงๆ ก็อย่าให้เลยค่ะ
แต่ว่ากับเด็กๆ บางคน ถ้าให้ของที่มีค่ากับเค้า เค้าจะรักษามันอย่างดีก็มีนะคะ
>> Source: http://www.pantip.com /cafe/mbk/topic/T8050978 /T8050978.html สนุกๆ ขำขันกันวันสบายๆ ครับ อย่าเคร่งเครียดมาก
ขำ ขำ
สา แม่บ้านสองนางวิสาสะกันที่ริมรั้ว
ขอบคุณเรื่อง ขำ ขำ จาก ต่วย' ตูน เช่นเคย ปีที่ ๓๕ เล่มที่ ๒๔ ปักษ์หลัง - สิงหาคม ๒๕๔๙
ขำ ขำ
พบว่าโปรแกรมนี้มีอาการแปลกๆ รวมถึงกินพื้นที่และทรัพยากรอันมีค่าเป็นอันมาก
ให้ทำงานเป็น 'ภรรยา ๑.๐' อยู่ดี ทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือ คุณจะต้องเรียกคำว่า ‘C : ขอโทษจ้ะที่รัก‘ ในกรณีที่เกิด
มิสเตอร์อัลเฟรด – เซลส์แมนขายเน็กไทแบรนด์เนมจากมหานครนิวยอร์ก "ลุง ... ลงจากเนินทรายเลี้ยวซ้ายไปอีกสองเนิน ผมเห็นร้านขายเครื่องดื่มชื่อเกรทพีระมิด" "อา ... คุณลุงต้องการน้ำดื่ม" เจ้าของร้านพยักหน้าหงึกหงัก "ได้เลย ... ข้างในร้านมีน้ำสารพัดชนิดให้เลือก เรายินดีต้อนรับสุภาพชน ลุงต้องไปผูกเน็กไทก่อนจึงจะเข้าร้านได้นะครับ”
ขำ ขำ
“ขับเข้าไปเลย ชนเป็นชน” ท่านนายพลสั่งพลขับโดยไม่สนใจการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน
ขำขำ ไม่หนวกหู
ถึงตอนนางเอกตกทุกข์ได้ยากทีไร น้องเป็นต้องสงสารจน น้ำหูน้ำตาไหลพราก ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักมักจี่นังเอกคนนั้นสักหน่อย ภรรยา : ทำไมยะ ... มันต่างอีตรงไหนกับคุณดูมวยแล้วเชียร์โหวกเหวก หัวร่อร่าเหมือนคนบ้าเมื่อเห็นสมจิตรชกชนะ ... คุณรู้จักเค้ารึไง ?
“จริงไหมครับที่พวกคุณนับถือโมเสสมาก” ผู้สื่อข่าวอาหรับถามนายพลทหารยิว “ทุด ... ไม่จริงเลย” ท่านนายพลตอบก่อนจะยิ้มแค่นๆ “โดยเฉพาะตัวผมเองแล้วยิ่งไม่จริงใหญ่เลย” “อ้าว ... ทำไมล่ะ” ผู้สื่อข่าวอาหรับสงสัย “คุณลองคิดดูก็แล้วกัน” ท่านนายพลให้เหตุผล “ตอนที่โมเสสนำบรรพบุรุษของพวกเราอพยพ ออกจากแผ่นดินฟาโรห์ ถ้าเขาตัดสินใจได้ถูกต้องโดยพาพวกเราเลี้ยวซ้ายแทนที่จะเลี้ยวขวาละก้อ ป่านนี้ยิวจะเป็นชาติอภิมหาเศรษฐีครอบครองบ่อน้ำมันจำนวนมากมายมหาศาล ส่วนอาหรับอย่างคุณก็จะได้ที่ดินผืนใหญ่มหึมาที่เป็นทะเลทรายแห้งแล้งแทนไงล่ะ ... หรือคุณจะเถียงว่าไม่จริง”
ขอบคุณเรื่องขำขำจาก ต่วย' ตูน ปีที่ ๓๘ เล่มที่ ๑๘ ปักษ์หลัง - พฤษภาคม ๒๕๕๒
จี้จริงๆ
ค้างคาว
จนตัวหนึ่งทนไม่ได้ จึงบ่นว่า “ทนไม่ไหวแล้วเว๊ย ! “ พร้อมกับบินออกไปจากถ้ำเพื่อหาอาหาร เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ค้างคาวตัวที่สามก็บินกลับเข้ามาพร้อมกับมีเลือดสดๆ ที่ปาก “พวกแกเห็นต้นไม้นั้นไหมล่ะ”
ณ บาร์ริมทะเล ในหมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่ง ชาวประมงกำลังคุยโม้อยู่กับโจรสลัด เมื่อคุยมาถึงการผจญภัยของโจรสลัด ชาวประมงก็สังเกตว่าโจรสลัด มีขาเทียมข้างหนึ่ง มือขวาเป็นตะขอ แล้วก็พันผ้าปิดตาไว้ข้างหนึ่ง เหมือนโจรสลัดตามนิยายทั่วไป ชาวประมงจึงถามว่า “ทำไมนายถึงใช้ขาเทียมล่ะ” “เราเจอพายุหนักกลางทะเล ข้าตกทะเลลงไปอยู่กลางฝูงปลาฉลาม ฉลามตัวหนึ่งกัดขาข้าขาด แต่ข้าก็รอดมาได้” โจรสลัดตอบ “โอ้ เก่งจริงๆ “ ชาวประมงกล่าวอย่างชื่นชม “แล้วมือขวาที่เป็นตะขอล่ะ” โจรสลัดลุกขึ้นตอบอย่างอาจหาญ “ข้าศึกบุกขึ้นบนเรือ ต่อสู้ด้วยดาบ ข้าพลาดถูกฟันแขนขาด แต่ข้าก็รอดมาได้”
ผมก็ได้เงินจากบริษัทประกันฯ มาร้อยกว่าล้าน
เมาอะไรสักอย่าง
ขอบคุณเรื่องขำขำจาก ต่วย' ตูน ปีที่ ๓๘ เล่มที่ ๑๕ ปักษ์แรกเมษายน ๒๕๕๒
|
|
|