suratsek's profileSURATSEK SpacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    ก็โทรตามใจฉัน

     
     
     
                                                                               โทรศัพท์ของฉัน




     
                                                          ผมกำลังเพลินกับการดูละครซิทคอมทางทีวีช่องหนึ่ง
                                                           โทรศัพท์มือถือประจำตัวก็ส่งเสียงว่ามีสายเรียกเข้า ....

                     ผมจึงเอื้อมมือไปกดปุ่มรับสาย  
    >>  http://reidiary.exteen.com/20091013/entry-1
     
     
     
     
     

    เฮฮา


                                                                        ฮากันวันหยุด  สบายๆ




                                                                    ในระหว่างสงครามกลางเมืองของอเมริกา
                                    ประธานาธิบดีอับบราฮัม  ลินคอล์น  มีคำสั่งไปถึงขุนพลของท่านทุกหน่วยในสนามรบ
                                    ให้รายงานการปฏิบัติงานมาถึงท่านอย่างละเอียด  - และโดยด่วนทุกครั้ง

                                                                    แล้วก็มีนายพลผู้เคร่งครัดท่านหนึ่ง   ส่งโทรเลขรายงานมาว่า
                                                                        "ทางเราจับวัวมาได้หกตัว  จะให้ทำอย่างไรครับท่าน?"
                                                                        "รีดนม"   เป็นคำตอบจากท่านประธานาธิบดี





                                                    ความฝันอยากเป็นนักร้องของผมเกิดขึ้นสมัยเป็นวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่
                    มาถึงสมัยพี่เบิร์ดผมไม่อยากเป็นนักร้องแล้ว   ได้แต่อิจฉาที่พี่เบิร์ดเก่งทุกอย่าง  และเก่งอยู่ได้นาน
                    ที่ผมอยากเป็นตอนหลังคืออยากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
                    เพราะเห็นว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดใหญ่ที่สุดในจังหวัดแล้ว   ไม่ต้องกลัวใคร
                    พอได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจริงไม่ยักเป็นอย่างที่คิด  ใหญ่ก็ไม่ใหญ่
                    มีคนที่ผู้ว่าฯ  (อย่างผม)  ต้องกลัวเยอะไปหมด

                                                    ผมเป็นคนชอบยอ  ชอบให้คนชม   ใครตำหนิแม้จะเป็นการติเพื่อก่อก็หาชอบไม่
                    สมัยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด   อยากจะเป็นผู้ว่าฯ ที่ประชาชนรักและศรัทธา
                    เพราะฉะนั้น  สื่อมวลชนจึงมีความสำคัญต่อชีวิตผมมาก
                    ถ้าสื่อมวลชนทำข่าวเกี่ยวกับการทำงานของผมไปในทางชมเชย  (ถึงแม้จะเป็นผักชีก็ชมไปเถอะ)
                    ภาพลักษณ์ของผมในสายตาประชาชนก็จะเป็นคนน่ารักและน่าศรัทธา
                    ถ้าสื่อมวลชนตำหนิจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม    ความศรัทธาอันเป็นยอดปรารถนาของผมก็จะลดน้อยลง
                    ผมเคยคิดเสมอว่ารู้อย่างนี้ไม่เป็นดีกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด   เป็นสื่อมวลชนดีกว่า

                                                   
    ผมจะเล่าเรื่องความอัดอั้นตันใจของผู้ว่าฯ เกี่ยวกับสื่อมวลชนให้ฟังสักเรื่อง
                                            เป็นเรื่องของผมคนเดียวนะครับ   ผู้ว่าฯ คนอื่นไม่เกี่ยว

                                                   
                                                    สมัยผมเป็นผู้ว่าฯ เริ่มมีข่าวเรื่องโรคติดต่อที่น่ากลัวโรคหนึ่งคือโรคเอดส์
                    ตามข่าวโรคเอดส์เป็นโรคติดต่อที่อันตรายต่อมนุษยชาติมากที่สุด
                    เพราะเป็นแล้วไม่มีทางรักษาต้องตายลูกเดียว   ก่อนตายต้องทุกข์ทรมานมาก
                    เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ทั้งทางเพศสัมพันธ์  ทางเลือด  ทางน้ำลาย
                    มีสถิติคนตายทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
                    ความกลัวของผู้คนก็มีส่วนทำให้โรคนี้มีความสำคัญมากขึ้น
                    ญาติพี่น้องไม่กล้าเข้าใกล้ผู้ป่วยโรคเอดส์   ชาวบ้านเดินขบวนห้ามวัดเผาศพคนตายด้วยโรคเอดส์
                    ผู้ว่าฯ ก็ด้วยคน  ย่อมมีความกลัวโรคเอดส์เป็นของธรรมดา

                                                    อยู่มาวันหนึ่ง  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้รถมารับไปโรงพยาบาลโดยด่วน
                    หมอก็สั่งผู้ว่าฯ อย่างผมได้  เพราะผมเป็นคนไข้หลายโรคทางโรงพยาบาลดูแลรักษาอยู่
                    พอไปถึงโรงพยาบาลผู้อำนวยการรอรับอยู่ข้างบันได  รีบพาไปห้องประชุมทันทีโดยไม่บอกว่าเรื่องอะไร
                    ในห้องประชุมมีโต๊ะอาหารสี่เหลี่ยม    ผู้อำนวยการดันหลังผมให้นั่งลงทางหัวโต๊ะ
                    แล้วเชิญแขกผู้หญิงนั่งทางซ้ายแขกผู้ชายนั่งทางขวา   ผู้อำนวยการออกไปยืนอ่านรายงานห่างออกไปหลายวา
                    มีกล้องโทรทัศน์และนักข่าวหนังสือพิมพ์ทั้งส่วนกลางและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง
                    ผู้อำนวยการรายงานเสียงสั่นว่า
                                                        "แขกที่นั่งรับประทานอาหารกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนไข้โรคเอดส์ทั้งคู่
                    เพื่อแสดงให้เห็นว่าโรคเอดส์ไม่ใช่โรคที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่คิด"
                    (ไม่น่าเกลียดน่ากลัวแล้วทำไมคุณไปยืนอ่านรายงานเสียตั้งไกล)   ข้อความในวงเล็บผมพูดในใจ
                    หมอรายงานต่อว่า   "โรคเอดส์ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ   เพื่อยืนยันในความจริงข้อนี้
                    เราจึงเชิญผู้ว่าฯ ของเรามาร่วมรับประทานอาหารกับคนไข้โรคเอดส์
                    ใครมีญาติเป็นคนไข้โรคเอดส์ต่อไปนี้ไม่ต้องกลัว  ไม่ต้องรังเกียจ   ดูท่านผู้ว่าฯ เป็นตัวอย่าง"
                    (ถ้าจริงอย่างหมอว่า  หมอทำไมไม่เป็นตัวอย่างเสียเอง   ผู้ว่าฯ กลัวแทบตายอยู่แล้ว) 
                                                        "ป้อนข้าวท่านผู้ว่าฯ หน่อยครับ"   (ใครฟะคิดเรื่องพิเรนขึ้นมาได้)
                    คุณเอดส์ผู้ชายรีบตักไข่เจียวมาวางบนข้าว   แล้วตักข้าวไข่เจียวป้อนให้ผม
                                                        "ค้างไว้ก่อนครับ  ค้างไว้"
                    (บ้าเอ๊ย  แทนที่จะรีบป้อนรีบชักมือเอดส์ออกไปไกลๆ ดันให้ค้างไว้อีก)
                                                        "คุณผู้หญิงป้อนด้วยค่ะ"   (เธอทำไมไม่มาป้อนเสียเองฟะ)
                                                    ผมทนกินข้าวแกงเนื้อกับไข่เจียวอาหารโปรดอย่างฝืดคอที่สุดจนหมดจาน
                    รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหมือนออกวิ่งสักสามกิโล
                                                    ถามว่าไม่พอใจทำไมไม่ปฏิเสธ
                                                    นี่แหละครับที่ผมเจ็บใจไม่หาย   เพราะผมกลัวสื่อมวลชนน่ะซี
                    ภายใต้สายตาสื่อมวลชนเป็นฝูง   ถ้าผมปฏิเสธสื่อมวลชนคงลงข่าวตำหนิอย่างรุนแรง
                    เรดติ้งผมก็ตกหมดซีครับ    ที่น่าเจ็บใจก็คือ  ผมอุตส่าห์ฝืนใจแสดงด้วยความเหนื่อยยาก
                    แต่ไม่มีทีวีช่องไหนออกข่าว   หนังสือพิมพ์ก็ไม่มีลงสักฉบับเดียว
                    ถามนักข่าวท้องถิ่นบอกว่าจังหวัดอื่นเป็นข่าวก่อนเราหลายจังหวัดแล้ว   ข่าวของเราเลยทิ้งลงตะกร้า
    !





     

                                                     
                                ประธานาธิบดีจอมเผด็จการประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศหนึ่ง
                    สั่งให้พิมพ์แสตมป์มีภาพตัวเองหราอยู่บนนั้น
                    ครั้นแสตมป์ออกจำหน่ายได้ระยะหนึ่ง   ราว ๑ ปีปรากฏว่าไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
                    ท่านจึงเรียกผู้อำนวยการฝ่ายการพิมพ์แสตมป์มาถามไถ่ถึงสาเหตุที่แสตมป์ไม่ได้รับความนิยม
                                                        "คือว่ามันไม่ค่อยติดกับซองน่ะครับ"   ผอ. การพิมพ์ตอบ
                                                        "ก็ทำไมทึ้งใช้กาวห่วยๆ อย่างนั้นล่ะ"
                                                                         "ไม่เกี่ยวกับกาวหรอกครับ   คนส่วนใหญ่เขาเอาน้ำลายป้ายผิดด้านน่ะครับ" 



                     
    ทั้งสามเรื่องจากต่วย ตูน    ปีที่ ๓๗   เล่มที่ ๒    ฉบับปักษ์หลัง กันยายน  ๒๕๕๐
                                                                           
    เรื่องผู้ว่าฯ ตรงกลางเขียนโดยคุณอนันต์  แจ้งกลีบ
                                                                      
    ผมอ่านแล้วมัน(ส์)มากจนอดนำบางตอนขึ้นมาฉายไม่ได้
                                                            ก็ต้องขออนุญาตและขอบพระคุณด้วยนะครับ
                                                                (ช่วงนี้กำลังอ่านต่วย
    ตูน อย่างเมามันครับ  กรุณาอย่าถือสา) 
     
     
     
     
     

    โรแมนติค ดรามา

     
     
                                                                                         เส้นทางแห่งรัก
     
     
     
     
     
     
     

                                                    หลิงได้งานเป็นอาจารย์โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
                    ส่วนหลงลาออกจากบริษัทน้ำมัน   มาเปิดสำนักงานรับปรึกษาปัญหาหนี้เสีย

                    และอรรถคดีด้านการเงิน  การบัญชี
                    งานแต่งงานของคนทั้งสองที่โบสถ์แห่งนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย   แต่น่าประทับใจยิ่ง
                    ผมผู้ซึ่งเป็นสักขีพยานรัก  รู้สึกเหมือนตนเองเป็นวาทยกรที่กำลังกวัดไม้บาตอง
                    ลงเป็นสัญญาณแห่งการจบของบทเพลงรักโรแมนติกอันแสนยาวนานบทนี้

                                                    หลงและหลิงอาจไม่ใช่ตำนานสุดท้ายแห่งความรัก
                    แต่เป็นตำนานรักที่ใช้เวลารอคอยอันยาวนาน
                    เป็นตำนานที่ผมจำต้องใช้เป็นบทเตือนใจยามที่มีปัญหากับสุภาพสตรีข้างกาย
                                                    คราใดมีปัญหาครอบครัว
                    ตำนานรัก 
    หลงกับหลิง"  เป็นยาขนานวิเศษ  ที่ย้อนกาลเวลาให้ผมระลึกถึงห้วงแรกแห่งรักของเราทั้งสอง
                    แล้วเราก็หันกลับมาพูดคุยกันด้วยความอภิรมย์

                                                    หลงและหลิงทิ้งปัญหาอยู่เบื้องหลัง
                    จนบัดนี้ก็ไม่ทราบว่าเรื่องโรงกลั่นน้ำมันไปถึงไหนแล้ว
                                                    เธอทั้งสองมีพยานรักเพศชายหนึ่งคน  เจ็ดขวบแล้ว 

                    พบเจ้าหลานชายคนนี้ทีไร    ผมจะบอกเสมอๆ ว่า  

                                                    "ลูกเอ๋ย  เจ้าโชคดีจริงๆ ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีแต่กลิ่นกุหลาบสีชมพูหอมฟุ้งตลอดกาล"

                    ครอบครัวนี้มีแต่กลิ่นกุหลาบสีชมพูหอมฟุ้งตลอดกาลจริงๆ
                    เพราะหลงกับหลิงทะนุถนอมความรักยิ่งกว่าแหวนแก้วเพชรมณี
                    ประคองไว้ราวกับว่ามันเปราะบางจนง่ายต่อการหลุดร่วงแตกร้าวไป             


       
                                               
                                                    . . . . . . . . . . . . .
                                                                                    . . . . . . . . . . . . .                       
                                              พอเล่าเรื่องนี้จบ  ลูกสาวผมบอก  ไหนบอกว่าน้ำเน่า  ไม่เห็นเน่าตรงไหน  แต่มันจืด
                                                                        เรื่องของพ่อจืดสนิทยังกะแกงจืดไม่ใส่น้ำปลา
                                                                ผมบอก  นี่แหละนิยายน้ำเน่าของจริง   เพราะมันนิ่งสนิท
                                                              ความรักมันนิ่งสนิทมาเป็นสิบๆ ปี   กว่าจะกระเพื่อมอีกครั้ง

                                                           ลูกสาวผมนิ่งไปสักพักแล้วบอก  สงสัยพ่อดูหนังเกาหลีมากไป 



     

     

                                                       แต่ก่อนที่จะละสายตาจากเรื่องนี้ไป 
                    และไหนๆ ท่านคงเดินออกจากโรง (ภาพยนตร์)  ด้วยรอยยิ้มแล้ว
                    ก็แถมอมยิ้มต่อกับขำ ขัน อีกเรื่อง    ซึ่งอยู่ในต่วย
      ตูนเล่มเดียวกันครับ



                                                    เซลส์แมนนายหนึ่งพยายามหาลูกค้าด้วยวิธีต่างๆ มามากมาย
                    แต่ก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ   วันนี้เขาเลือกใช้การโทรศัพท์เข้าไปตามบ้าน
                                                        "หวัดดีฮับ"    เสียงเด็กกระซิบกระซาบรับสาย
                                                        "มีใครอยู่บ้านบ้างไหมจ๊ะหนู"   เซลส์แมนกระซิบเสียงหวานกลับไป
                                                        "มีเยอะแยะเลยฮับ"   เด็กกระซิบกลับมา
                                                        "งั้นเรียกคุณพ่อมาคุยกับน้าหน่อยซิ"
                                                        "ป๊ะป๋าไม่ว่างฮับ"
                                                        "งั้นคุณแม่ล่ะ"
                                                        "หม่าม้าก็ยุ่งอยู่ฮับ"
                                                        "งั้นตอนนี้ที่บ้านมีใครอีกล่ะ"
                                                        "มีพวกเพื่อนบ้านแถวๆ นี้ฮับ"
                                                        "เรียกเค้ามาคุยซักคนซิ"
                                                        "พวกเค้ากำลังวุ่นวายกันใหญ่เลยอ่ะครับ"
                                                        "แล้วยังมีใครอีกไหมเนี่ย"   เซลส์แมนชักหงุดหงิด
                                                        "มีพวกลุงตำรวจ  กับพี่ๆ หน่วยกู้ภัยฮับ"
                                                        "แล้วเค้าว่างไหม"
                                                        "ดูจากท่าทางแล้ว   คงไม่ว่างซักคนหรอกฮับ"
                                                        "นี่หมายความว่าไง"   เซลส์แมนขึ้นเสียงใส่เด็กเพราะเหลืออดแล้ว
                    "บ้านนี้ไม่มีใครว่างซักคน   แถมยังมีใครต่อใครมาอยู่กันเต็มไปหมด   เค้ามาทำอะไรกันเนี่ย"
                                                        "พวกเค้ากำลังตามล่า  เอ๊ย
    !  ตามหาตัวผมอยู่ฮับ"

     

     

     

     

     

     

    โรแมนติค ดรามา

     
     
                                                                                         เส้นทางแห่งรัก
     
     
     
     
     
     
     

                                                    แต่แล้วกาลเวลาก็หมุนย้อนกลับ
                                                    สตีเฟ่น   ฮอร์กิ้ง  บอกไว้ว่า  กาลเวลาอาจไม่เป็นเส้นตรงเสมอไป
                                                    บางทีในอวกาศ   กาลเวลาก็เป็นเส้นโค้ง
                                                    กาลเวลาของวีรวัฒน์โค้งกลับสามร้อยหกสิบองศา
                                                    กาลเวลาของหลงกับหลิงเวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง    จุดเริ่มต้น  


                                                     ครูใหญ่คนที่ตำรวจบอกว่าเป็นหัวหน้าต่อต้านมายืนตรงหน้าเขาแล้ว
                                                    เธอจะเป็นใครไปไม่ได้  นอกจากเหม่หลิง
                                                    แม้วัยจะร่วงโรยไปตามวันเวลา   แต่ดวงตาที่เขาเคยเฝ้าฝันทั้งวันทั้งคืน
                    ก็มาลอยอยู่ตรงหน้าเขา
                                                    วีรวัฒน์ไม่เคยหลั่งน้ำตามานานแล้ว
                                                    ไม่เคยรู้ว่า  อารมณ์แบบไหนจึงต้องหลั่งน้ำตา
                                                    แต่วันนี้น้ำตาหลั่งล้นท้นออกมาไม่ขาดสาย
                                                    น้ำตาพรั่งพรูออกมา  ดุจทำนบกั้นน้ำแตก
                                                    น้ำตาสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกในตัวตนของวีรวัฒน์ขณะนั้นชัดเจนที่สุด
                                                    สุดจะบรรยายได้ว่า  อะไรเป็นตัวขับน้ำตาที่ถูกกักเก็บตลอดยี่สิบปีให้ไหลออกมา
                                                    และอะไรเป็นตัวผลักอารมณ์ที่อยู่เบื้องลึกที่สุดในหัวใจให้บรรเจิดออกมา


                                                    เหม่หลิงก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
                                                    ไม่คิดว่า  คนที่เธอจะต้องเผชิญหน้าในฐานะฝ่ายตรงข้าม  จะเป็นคนที่เธอเคยรัก
                                                    น้ำตาของเธอหลั่งออกมาไม่น้อยไปกว่าน้ำตาของวีรวัฒน์
                                                    ไม่มีน้ำเสียงหลุดออกจากของทั้งสองคน   มีแต่จ้องหน้ากัน

                     จนนายฝรั่งมองดูอย่างประหลาดใจ       "เกิดอะไรขึ้น"  นายฝรั่งถาม
                                                    พ้นจากอาการมึนงง   วีรวัฒน์บอกนายฝรั่งว่า  " ชี  อิส  มาย  ลองไทม์  เลิฟ "
                    - เธอเป็นคนรักของผมมายาวนาน
                                                    ฝรั่งร้อง   "โอ้
    มายก๊อด   พระเจ้า! "
                                                     วีรวัฒน์ขอเวลาคุยส่วนตัวกับหลิงหนึ่งวัน
                                                        "ไอเห็นยูค่อยๆ เงียบไป   จดหมายไม่ค่อยตอบ   คิดว่ายูคงแต่งงานไปแล้ว  หลง"
                                                        "ไออยากไปอเมริกา  แต่หนทางมันตีบตันเหลือเกิน
                    ไอทุ่มกับงานๆๆ     สุดท้ายไอก็เป็นไอ้แก่คนหนึ่งที่รอเขาถีบทิ้ง    แล้วยูไปอยู่ที่ไหน
                    โทร.ไปก็ไม่มีใครรับสาย  จดหมายก็ตีกลับ"
     
                                                                  "ไอไปอยู่อัพสเตทนิวยอร์กหลายปี   แล้วไปอยู่แคลิฟอร์เนีย
                    จนพ่อแม่เสียไปแล้ว  น้องสาวกับน้องชายแต่งงานไปแล้ว  พอดีทางกระทรวงศึกษาเวียดนามบอกว่า
                    ต้องการคนเวียดนามคืนถิ่น  เพื่อกลับมาช่วยชาติ   ไอเลยลองสมัครดู
                    เขาต้องการผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ    สำหรับเด็กต่างชาติและเด็กเวียดนาม
                    ให้เรียนรู้ภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้รู้ทันโลก   ไอก็เลยได้มาบริหารที่นี่แหละ
                    แต่ตอนนี้ทำท่าไม่ค่อยดีแล้วละ  เพราะบริษัทน้ำมันของยูจะมาตั้งใกล้ๆ แถวนี้   สิ่งแวดล้อมเสียหมด
                    มีชาวบ้านขอให้ไอไปพูดกับฝรั่ง   ไอก็เลยขอเจรจา  แต่ไม่สำเร็จ"
                                                         "ลืมเรื่องโรงกลั่นน้ำมันเสียเถอะ   เรามาคุยเรื่องของเราดีกว่า
                    ยูแต่งงานหรือยังล่ะ"

                                                                          "ไอแต่งกับงาน   ไอรักเด็ก  อยากสร้างอนาคตของเด็ก   แล้วยูมีลูกกี่คนล่ะ"
                                                        "เวลาของไอก็หมดไปกับงาน   ไอไม่เคยนึกถึงเรื่องชีวิตคู่  ไม่เคยอยากแต่งงาน
                    ไม่เคยอยากมีเมีย   ไม่เคยนึกรักใคร  ลืมไปแล้วว่ารักเป็นฉันใด"
                                                        "แล้วยูจะทำยังไงกับโครงการนี้ต่อไป"
                                                        "ไอควิท"   ร้องไห้   "พรุ่งนี้ลาออกแล้ว   ยูด้วยลาออกเถอะ  ไปอยู่กรุงเทพฯ กับไอ
                    ไปแต่งงานกันเถอะ   ไอรอมายี่สิบปีแล้วนะ  หลิง"
                                                    หลิงน้ำตาไหลพราก
                                                        "ยูจะให้ไอทิ้งเด็ก  ทิ้งชาวบ้านที่ฝากความหวังกับไองั้นหรือ"
                                                        "กว่าจะจบงานนี้  ยูก็อาจจะกลายเป็นผู้หญิงแก่ๆ รอวันอับเฉาโรยรา
                    ไม่มีความหวังอะไรสำหรับชีวิตและจิตใจตนเองอีกต่อไป   เราทำให้กับงานมามากแล้ว
                    เราทำให้กับผู้อื่นมาเยอะแล้ว   ถึงเวลาแล้วที่จะขุดความปรารถนาของเราขึ้นมาให้สัมฤทธิผล"
                                                        "ไม่ได้   เรื่องนี้จบง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้"
                                                        "ทำไมล่ะ  หลิง   เวียดนามไม่เหมือนอเมริกานะหลิง
                    ไอไม่รู้ว่าถ้ายูยืนหยัดอย่างนี้ต่อไป  ยูจะเป็นยังไง   ไอกลัวเหลือเกิน  กลัวจะสูญเสียยูไป"
                                                        "ชาวบ้านต้องการหลิงนะ  หลง    ไอเป็นคนเดียวที่เขายกให้เป็นผู้ตัดสินใจ
                    ไอไม่กล้าทำให้พวกเขาผิดหวัง"
                                                        "เรายังมีเวลาเหลืออยู่ไม่มากนะ   เราอาจมีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงสิบยี่สิบปี"
                                                    หลงแทบตะโกน    "ไอไม่อยากอยู่บ้านคนเดียวในบ้านหลังโตๆ ตอนแก่ 

                    มีแต่แม่บ้านทำความสะอาดและคนขับรถ   ยูก็คงไม่อยากทำหน้ายิ้มปลาบปลื้มกับเด็กๆ ที่ยูสอน

                    แล้วกลับไปนอนคนเดียวในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียวดายและหงอยเหงา"
                                                    ไม่มีเสียงขานรับจากฝ่ายหญิง
                                                    เวลาผ่านไปเนิ่นนานเหมือนศตวรรษ   แล้วหลงก็พูดเสียงกระเส่า
     
                                                                  "หลิง
    !!
       ไปกรุงเทพฯ เถอะ

     

     

     

     

     

                 

    โรแมนติค ดรามา

     
     
                                                                                      เส้นทางแห่งรัก
     
     
     
     
      
     

                                                              เพื่อนที่อยู่บริษัทน้ำมันบอกว่าสนใจงานน้ำมันหรือไม่   ถ้าสนใจให้ไปสมัครดู
                    เจ้านายฝรั่งกำลังมีโครงการสร้างโรงกลั่นน้ำมันในเวียดนาม
                                                                  เพียงแต่คำว่า 
    เวียดนาม"  ผ่านเข้ามาในหูเท่านั้น
                      
    หัวใจของวีรวัฒน์ก็วาบแปลบขึ้นมาทันที
                                                   หลิง ... เธออยู่ไหน
     


                                                       วีรวัฒน์ลาออกจากธนาคารโดยไม่รอเออร์ลี่รีไทร์
                    เพราะมีงานอยู่แล้วที่บริษัทน้ำมัน    ทำงานใหม่ได้สิบวันเจ้านายฝรั่งพาบินไปฮานอยทันที
                                                    สถานที่ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันอยู่ใกล้ริมฝั่งทะเล  ห่างจากฮานอยไม่มากนัก
                    ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลแล้ว   แต่มีแรงต่อต้านจากชาวบ้านพื้นที่
                    แม้จะไม่ออกหน้าออกตา   แต่จากการสัมผัสเพียงสองวันแรก   วีรวัฒน์ก็รู้สึกว่างานนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว
                                                    เจ้าหน้าที่เวียดนามกระซิบกระซาบว่า
                                                                  "หัวหน้าผู้ต่อต้านเป็นครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติ     พวกเรากำลังสืบว่า

                         เธอรับคำสั่งมาจากใคร   ใครเป็นตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลัง"


                                                        การต่อต้านซึ่งมีรูปแบบที่ดูเสมือนบางเบา   กลับมีเนื้อหาที่เข้มข้น
                    ล่ามที่มาช่วยวีรวัฒน์แปลบอกว่า   ชาวบ้านมีข้อเรียกร้องเพียงประการเดียว
                                                    ยกเลิกการสร้างโรงกลั่นน้ำมัน
    !!!
                                                    เมื่อพบชาวบ้าน  ชาวบ้านกุลีกุจอเอาน้ำยกข้าวมาให้กินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
                    แต่เมื่อวีรวัฒน์พูดถึงข้อเสนอของบริษัทน้ำมัน    ชาวบ้านยิ้ม  แต่ส่ายหน้าลูกเดียว
                                                    ตำรวจที่มาด้วยทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจ   แต่วีรวัฒน์บอกให้ใจเย็นๆ
                                                    วีรวัฒน์บอกผ่านล่ามไปว่า  ขอพบครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติ
                                                    สามวันต่อมา  วีรวัฒน์ก็ได้พบครูใหญ่คนนั้น   


                                                              
    กาลเวลาผ่านไปยี่สิบปีอย่างจืดชืด
                                                    กาลเวลาผ่านไปด้วยการอุทิศกายถวายใจให้กับงาน
                                                    กาลเวลาผ่านไปพร้อมกับเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงาน  
    และหนังสือวารสารด้านธุรกิจ

                    กองเต็มบ้าน
                                                    กาลเวลาผ่านไปพร้อมกับชีวิตที่แห้งแล้ง
                                                    กาลเวลาของหลงหมดไปกับงาน
                                                    กาลเวลาทำให้หนุ่มน้อยอนาคตไกล  กลายเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี
                                                    กาลเวลาทำเอาหลงลืมไปแล้วว่า  สุดยอดแห่งความรื่นรมย์ของชีวิตคืออะไร
                                                    กาลเวลาทำให้เขาไม่มีหัวใจ  และไม่เงยหน้ามองผู้คน
                                                    กาลเวลาทำให้หัวใจของเขาแห้งเหือด  และหลังเขาเริ่มงุ้มลง

     

     

     

     

     

     

    โรแมนติค ดรามา

     
     
                                                                               เส้นทางแห่งรัก
     
     
     
     
     
     
     
                                                    เหม่หลิงใช้เวลาอีกหลายปีต่อจากนั้น
                    กว่าจะเรียนจบปริญญาเอกด้านบริหารการศึกษา   แล้วเธอก็ไปได้งานเป็นผู้บริหารโรงเรียนของรัฐ
                    ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก   ซึ่งเธอส่งข่าวมาว่าหนาวเข้ากระดูก
                                                    ตอนที่วีรวัฒน์ทำงานจะครบหกปี  เขาเตรียมตัวลาออก
                    เพื่อไปอเมริกาตามหารัก    ธนาคารมีคำสั่งตูมให้วีรวัฒน์ไปเป็นผู้จัดการที่ฮ่องกง
                    เบื้องแรกวีรวัฒน์ปฏิเสธ  ไม่รู้ภาษาจีน  พูดได้แต่ภาษาแต้จิ๋วภาษาเดียว
                                                    เจ้านายบอกว่า  ที่ฮ่องกงใช้ภาษาอังกฤษติดต่อสื่อสารกันในทางธุรกิจ
                    นี่เป็นโอกาสที่หายากครั้งหนึ่งในชีวิตทีเดียวนะ
                                                    พ่อกับแม่ก็สนับสนุนให้ไป   ทั้งๆ ที่บอกจะไปอเมริกา  จะไปเอาลูกสะใภ้มาฝาก
                    พ่อแม่บอกว่า  สะใภ้เดี๋ยวจะหาให้    คนที่อยู่อเมริกาน่ะ  ป่านนี้คงไม่รอหรอก
                    เพราะอายุคงปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วมั้ง
                                                    และหลงก็ไม่รู้ว่าหลิงแต่งงานแล้วหรือยัง

                                                   
    จดหมายและโทรศัพท์ที่ติดต่อกันเป็นระยะๆ เธอไม่เคยเอ่ยถึงใครเลย
                    นอกจากพ่อแม่  น้อง  แล้วก็นักเรียนที่เธอสอน
                                                    ตอนที่ถามเธอว่า  ไปอยู่ฮ่องกงดีไหม
                    เธอตอบว่า  ไปเถอะ  เผื่อมีลู่ทางดีๆ เธอจะไปบ้าง

                                                    ไปฮ่องกง  งานมากกว่ากรุงเทพฯ สามเท่า
                    ไม่เคยมีเวลาเป็นส่วนตัว    มีแต่ธุรกิจ
    ธุรกิจ ธุรกิจ
                    เวลากลับมาประเทศไทย  ก็พานักธุรกิจฮ่องกงมาด้วย  มาตีกอล์ฟ
                    แล้วก็แอบไปซุกซนกันตามประสาผู้ชาย   ในไนท์คลับ  อาบอบนวด  คาราโอเกะ
                    สิ่งบันเทิงทุกอย่างเป็นเรื่องของธุรกิจ
                   
                   
                                     อยู่ฮ่องกงอีกเจ็ดปี   การติดต่อกับหลิงก็เริ่มขาดหายไป
                    หลงเคยเร่งเร้าหลิงให้บินมาฮ่องกง
                    ใช้เวลาเกือบสองเดือน  กว่าเธอจะตอบกลับมาว่า  เธอวุ่นวายอยู่กับชีวิตการทำงานมาก
                    และต้องคอยดูพ่อแม่  เพราะพ่อแม่ก็แก่มากแล้ว  ทำอะไรไม่ค่อยไหว  เงินทองก็ไม่ค่อยเหลือ
                                                    สุดท้ายไม่มีแม้แต่คริสต์มาสการ์ดหรือการ์ดวันเกิดจากเหม่หลิง
                                                    วันเวลา  พาเธอหายไปจริงๆ
                                                    โทรศัพท์ไปก็ไม่มีใครรับสาย
                                                    จดหมายและบัตรอวยพรถูกตีกลับ
                                                    ส่วนวีรวัฒน์ก็ทำแต่งาน
    งาน งาน
                                                    แทบไม่มีวันหยุด   แทบไม่มีวันพักผ่อน
                                                    ไม่มีเวลาให้กับอย่างอื่นเลย
                                                    การพักผ่อน  ก็มีเพียงออกกำลังกายในฟิตเนส   อ่านหนังสือ   ดูวิดิโอ

                                                    อยู่ฮ่องกงเจ็ดปี   กลับมาอยู่กรุงเทพฯ อีกเจ็ดปี
                    วีรวัฒน์เริ่มรู้สึกทนไม่ไหวกับงาน
                                                    ยิ่งในระยะหลังๆ ธนาคารมีการเปลี่ยนแปลงระบบชนิดกลับหน้ามือเป็นหลังมือ
                    หรือที่เรียกกันว่า  รีเอ็นจิเนียริ่ง    วีรวัฒน์รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเต่าล้านปี
                                                    จากนักเรียนทุนอนาคตสดใส    ผ่านไปยี่สิบปีกลายเป็นตัวถ่วงระบบ
                                                    กลายเป็นส่วนเกินขององค์กร
                                                    วีรวัฒน์หมายมั่น   มีโครงการเมื่อไหร่ขอเออร์ลี่รีไทร์ทันที 
     
     
     
     
     
     

    โรแมนติค ดรามา

     
     
                                                                              เส้นทางแห่งรัก
     
     
     
     
     
     

                                                                           (ความเดิมมีอยู่ว่า  วีรวัฒน์ หนุ่มนักศึกษาไทยในอเมริกา
                                          เกิดปิ๊ง
    เหม่หลิง" เพื่อนนักศึกษาสาวจากเวียดนาม
                                 ความรักของเขาจะลงเอยฉันใด   ติดตามอ่านตอนจบได้    บัดนี้



     

     

                                                               หลังจากนั้นวีรวัฒน์ก็เป็นแขกประจำของร้านเร็ดแดรกอน
                    จากแรกเริ่มเป็นลูกค้า   ไปๆ มาๆ ทานฟรีทุกครั้งที่มาร้าน   พ่อแม่ของเหม่หลิงอัธยาศัยดี
                    ทราบว่าวีรวัฒน์จะต้องกลับไปทำงานแบงก์ที่เมืองไทย  ก็ชื่นชม
                    และอวยพรให้มีอนาคตไกลในการทำงาน

                                                    ความรักงอกเงย  ดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่ง
                    ฟิลาเดลเฟียยามเหมันต์หิมะตกเป็นสีขาวโพลน   แต่หัวใจสองเธอกลับอบอุ่นด้วยไอรัก
                    เหม่หลิงชวนวีรวัฒน์ไปเล่นสกีนอกเมือง    ทั้งๆ ที่เกิดมาไม่เคยเห็นหิมะและไม่เคยเล่นสกี
                    แต่ความรักในหัวใจ   ทำให้วีรวัฒน์ไม่กลัวความเย็นของหิมะ  และความน่าหวาดเสียวของสกีอีกต่อไป

                                        แล้ววันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ   หลงก็บอกรักหลิง
                    ตรงหน้าอนุสาวรีย์ เบ็นจามิน  แฟรงกลิน  ในมหาวิทยาลัยแห่งเพ็นซิลเวเนีย

                                          ไอ เลิฟยู หลิง  ไอเรียลลี่เลิฟยู"
                                                     
    มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน"  เหม่หลิงแย้ง
                                                     
    ทำไมเล่า  เราสองคนรักกัน  เราสมควรใช้ชีวิตร่วมกัน"

                                                     
    ตื่นจากฝันเถอะหลง  ซัมเมอร์นี้ยูก็ต้องกลับประเทศไปแล้ว
                    ไปทำงานตามภาระผูกพันที่ยูมีต่อธนาคาร    ส่วนไอยังเรียนไม่จบ  บ้านไอก็อยู่ที่นี่
                    ไอต้องทำมาหากินด้วย   เงินทองก็มีไม่มากนัก
                    แล้วประเทศไทยกับอเมริกาก็ไม่ใช่เหมือนไทยกับเวียดนาม   จะบินไปหามาสู่กันได้ง่ายๆ"

                                                      
    ยูรอเราได้ไหม  หกปีเท่านั้น   ไอทำงานชดใช้ธนาคารเพียงหกปีเท่านั้น
                    หลังจากนั้นไอจะบินมาที่นี่  มาหางานทำที่นี่  มาหายู  มาเป็นทาสรักของยู  มาอยู่กับยูชั่วฟ้าดินสลาย"

                                                      
    หกปี ไอรอได้  แต่ยูจะรอได้หรือเปล่า   สาวไทยสวยกว่าสาวจีนมากนัก
                    ตาโต   ผิวสวย   ไม่ตาตี่  ผิวซีดแบบพวกเราหรอก"

                                                      
    บ้านไอเป็นคนจีน  แต่ละคนก็ตาตี่  ผิวซีดทั้งนั้น   แต่ความรักมันไม่ใช่แค่นี้นะ
                    มันเป็นความผูกพัน  ไม่ใช่ความนึกคิด  เป็นเรื่องของหัวใจ  ไม่ใช่สมอง    ยูรอไอ  ไอรอยู
                    หลงกับหลิงก็จะอยู่กันตราบชีวาจะหาไม่"

                                                     
    ฝันเพ้อไปแล้วเจ้าหนุ่มน้อย"  หลิงหัวเราะออกมา    



                                                                                                           
    เวลาผ่านไปเหมือนปีกบิน
                                                                       จากหกปีกลายเป็นสิบปี   แล้วก็ยี่สิบปี

                                                    วีรวัฒน์ในวัยสี่สิบสี่  เริ่มเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต  ที่มีแต่งาน
    งาน  และก็งาน
                    ถ้าธนาคารมีโครงการเออร์ลี่รีไทร์เมื่อไหร่   เขาจะสมัครเป็นคนแรก
                                                    จากหนุ่มน้อยสดใส  ดีกรีปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัย
                    ในกลุ่มไอวี่ลีกของสหรัฐอเมริกา   เขาเป็นอนาคตของธนาคาร
                    และชีวิตการทำงานของเขามีเส้นทางแห่งอาชีพอันสวยหรูรองรับเขา

                                                    สาวๆ ในธนาคารหลายคนหมายปอง
                    ลูกค้าสาวภายนอกให้ความสนใจกับหนุ่มหน้าตี๋จบโทนอก   บางคนทอดไมตรีให้ดื้อๆ
                    แต่วีรวัฒน์ทำเหมือนไม่รู้ว่าสาวเจ้าต้องการอะไร
                                                    เขาบอกผมว่าไม่เคยมีใครที่มีแววตาเหมือนวิไลหรือเหม่หลิงสักคน  
                    ส่วนใหญ่จะมีดวงตาอ้อนออเซาะ    วีรวัฒน์บอกว่านอกสเปค
                                                    บางคนนินทาว่า  เขาคงเป็นพวกแอบจิต  จึงไม่เห็นสนใจผู้หญิงคนไหน
                    บางคนก็ค่อนแคะว่าสงสัยกามตายด้าน
                                                    แต่เมื่อมองที่โต๊ะทำงานก็จะเห็นกรอบรูปใส่รูปขนาดโปสการ์ด

                    สาวสวยหน้าหมวยคนหนึ่งวางอยู่

     

     

     

     

     

     

    โรแมนติค ดรามา

     
     
                                                                                    เส้นทางแห่งรัก
     
     
     
     
     
     
     

                                                       ปีนั้นคือ ค.ศ. ๑๙๗๖   เวียดกงบุกเข้าไซ่ง่อน    ผู้บริหารเวียดนามใต้บินหนีออกจากประเทศ

               อเมริกาถอนทัพจากเวียดนาม   เวียดนามรวามประเทศเป็นหนึ่งเดียว 

                   หลังจากถูกมหาอำนาจจับแบ่งแยกเป็นนาน     ทุกคนหวั่นไหวกับชะตาชีวิตของญาติตนในเวียดนาม

               โดยเฉพาะพวกที่เป็นนายทุนและคบค้าทำมาหากินกับอเมริกา

                                                   
    วีรวัฒน์ตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้เหม่หลิง  แล้วถามเธอว่า
                                                   
    ครอบครัวคุณเป็นอย่างไรบ้าง"
                                                    เธอหันมามองทำหน้าไม่รู้จัก  แต่เธอก็ตอบว่า
                                                   
    พ่อแม่ฉัน  น้องฉันมาอยู่อเมริกาได้หกเดือนแล้ว   เหลือแต่คุณปู่กับคุณย่า

                อยู่บ้านนอก  ไม่รู้จะอยู่อย่างไร    เอ้อ ... คุณเป็นคนเวียดนามเหมือนกันเรอะ"
                                                   
    เปล่า  ผมเป็นคนไทย   ประเทศที่อเมริกาใช้เป็นฐานทัพในการโจมตีเวียดนามนั่นแหละ

                คุณมาอยู่ที่นี่นานหรือยัง"
                                                   
    มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี   พ่อให้มาเรียน  และให้มาดูลู่ทางด้วย
                   
    เพราะพ่อทำโรงแรมให้ทหารอเมริกันเช่า  กะว่าถ้าพลาดพลั้งอย่างไร  คงอพยพมาอยู่ที่นี่กันได้
                    หกเดือนที่แล้วพ่อเห็นไม่ไหว  เลยยกกิจการให้ลูกน้องดูแล   แล้วเดินทางมาที่นี่พร้อมกับแม่และน้องอีกสองคน"

                                                                   
    แล้วตอนนี้  พวกคุณอยู่กันยังไง"
                                                              
    ฉันเปิดร้านอาหารจีนมาได้ปีหนึ่งแล้ว  พอพวกเขามาก็มาช่วยกันในร้าน  พออยู่ได้"
                                                                  
    คุณไม่ได้เรียนที่นี่เหรอ"
                                                                  
    ฉันเรียนปริญญาเอกที่นี่ด้านบริหารการศึกษา   คุณล่ะเป็นใคร  มาถึงถามได้ถามเอา"
                                                                   
    ผมเรียน เอ็ม.บี.เอ. มาอยู่ได้เทอมหนึ่งแล้ว   พอดีมีคนไปชวนมาเข้าชมรม  ก็เลยมา 

                แต่ไม่เคยเจอคุณเลย  เพิ่งเจอครั้งนี้แหละ"
                                                               
    ฉันไม่ค่อยว่าง  ไหนจะเรียนไหนจะทำร้านอาหาร    เออ ... ว่างๆ ไปอุดหนุนหน่อยซิ

                ร้านฉันอยู่ในไชน่าทาวน์  ชื่อร้านเรดแดรกอน"
                                                                  
    พ่อแม่ผมตั้งชื่อผมว่า สมอลแดรกอน    คุณเรียกผมว่าหลงก็แล้วกัน
                    ผมจะพาเพื่อนคนไทยไปทานอาหารร้านคุณ

                                                              
    ขอบคุณ"
                                                                  คุยกันถูกคอพักใหญ่  ก็ได้เวลาทานอาหาร

                                                                
    เหม่หลิงเป็นคนผอมบาง  ความสวยปานกลาง   หน้าตามีแววกังวล
                    แต่สายตาของเธอแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่ฝังลึกอยู่ภายใน
                    ผมเคยถามวีรวัฒน์ในภายหลังว่า  ชอบเธอตรงไหน
                    เขาตอบว่าไม่ได้ชอบตรงไหนหรอก   พิจารณาโดยองค์รวมแล้ว  คิดว่าเป็นคู่ชีวิตได้
                    แต่ที่สะกดให้เขาตกตะลึงก็คือดวงตานี่แหละ
                                                                
    ตาของเหม่หลิงเหมือนวิไลยังไงยังงั้น"

                                                              วิไลคือ  ผู้หญิงรั้วแม่โดมคนหนึ่ง  ที่ไอ้วัดเคยชอบ   เธออยู่คณะเศรษฐศาสตร์
                    ส่วนไอ้วัดเรียนอยู่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี     วัดเคยพูดกับเธอไม่กี่ครั้ง
                    แต่เห็นว่าความรักคงเป็นไปไม่ได้   ก็เลยเลิกจีบ
                                                   วิไล คือ คุณวิไลลดา   บุตรสาวท่านทูตประจำออสเตรเลีย
                    ส่วนไอ้วัดเป็นลูกเจ๊ก   พ่อแม่ขายของอยู่ตลาดบางรัก
                                                               
    ผมไม่รู้จักวิไล   แต่วัดก็เคยเล่าให้ผมฟังสองสามครั้งเมื่อเริ่มสนิทกัน

                    ตอนที่เรียนอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย    เท่าที่ฟังจากไอ้วัดดวงตาเธอเหมือนมีมนต์สะกด
                                                   แล้วไอ้วัดก็มาเจอดวงตาแบบเดียวกัน  ที่เหม่หลิงนี่แหละ 


      

     

                                                                                  
                               (ความรักของวีรวัฒน์จะสมหวังหรือไม่    เหม่หลิงจะกลับไปตกระกำลำบากที่เวียดนามหรือไร

                                            ขอเชิญติดตามชมตอนจบฉบับหน้าครับ)  


     


                                                                 ในหนังสือเล่มที่ ๑  เขียนไว้อย่างนี้จริงๆ ครับ    ได้เวลาพักแล้ว
                                                              ผมต้องขอลุกจากที่นั่งไปห้องน้ำสักหน่อย    อาจจะหาของขบเคี้ยวมาด้วย

                                                           ช้าหน่อยคงไม่เป็นไรนะ    หนังยังไม่ฉาย ผู้ตัดต่อ เอ๊ย ผู้เรียบเรียงครับ    (ฮิ    ฮิ) 

     




                                                                                              Intermission 

     

     

     

     

     

    โรแมนติค ดรามา

     
     
                                                                            เส้นทางแห่งรัก
     
     
     
     
     
     
     

                                                         ชมรมนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยแห่งเพ็นซิลเวเนีย   ออกล่าหาสมาชิก
                    ใครที่หน้าออกตี๋ๆ เป็นโดนจีบไปเป็นสมาชิกทั้งสิ้น
                    ทีแรกวีรวัฒน์เซย์โนๆ บอก ไอแอมฟรอมไทยแลนด์   เพื่อนฟังเป็นไทหวัน
                    เลยส่งภาษาจีนกลางล้งเล้งๆ กับไอ้วัด    มันได้แต่ทำหน้าปูเลี่ยนๆ
                    แล้วเขียนใส่กระดาษให้ไอ้หมอนั่นว่า 
    “THAILAND”    ไอ้หมอนั่นจึงได้หยุดพูด
                       
    แต่แล้วก็บอกว่าถึงยูมาจากไทยแลนด์   ยูก็มีเชื้อจีนเหมือนกันละน่า  หน้าตาบอกยี่ห้อ
                    ยูพูดภาษาจีนได้บ้างไหมล่ะ    ไอ้วัดบอกว่า  พูดได้แต่ภาษาเตี่ยจิว  (แต้จิ๋ว)
                    ไอ้หมอนั่นไม่รู้ว่าภาษาเตี่ยจิวเป็นยังไง   หันไปถามสาวน้อยที่มาด้วยกัน
                        ซึ่งรู้ภายหลังว่ามาจากสิงคโปร์    สาวเจ้าก็บอกว่าเตี่ยจิวก็ภาษา
    เฉาโจว" ไงล่ะ
                          คนกวางตุ้งเรียกว่า
    ฉิ่วเจ๊า"
       แล้วสาวน้อยก็พูดแต้จิ๋วแบบสิงคโปร์กับไอ้วัด
                    ไอ้วัดชักปลื้มถามว่า  ยูก็เป็นแต้จิ๋วเหมือนกันเหรอ
                    สาวเจ้าก็บอกว่าใช่   ที่สิงคโปร์มีคนแต้จิ๋วเยอะเหมือนกัน

                                                                   
    ไอ้วัดพูดภาษาแต้จิ๋วเป็นมาแต่อ้อนแต่ออก
                        รู้ว่าภาษาตัวเองเรียกว่า
    เตี่ยจิว"   แต่ไม่ยักกะรู้ว่าจีนกลางเรียก เฉาโจว"

                    และกวางตุ้งเรียก
    ฉิ่วเจ๊า" เลยชักปลื้ม   ยอมสมัครเป็นสมาชิกชมรมนักศึกษาจีนตั้งแต่บัดนั้น



                                                                 
    ครั้นถึงวันชุมนุมเลี้ยงสังสรรค์
                    กรรมการจัดงานบอกมาว่า  ให้แต่งชุดประจำชาติที่ตนเองมีภูมิลำเนาอยู่
                    และเตรียมเล่าเรื่องเกี่ยวกับคนจีนในประเทศตนสักห้านาที   ให้เพื่อนร่วมเชื้อชาติฟัง
                    เจ้าวีรวัฒน์จัดแจงงัดชุดพระราชทานชุดใหญ่ที่เตรียมไปจากกรุงเทพฯ ออกมา
                    เป็นชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนแขนยาว   มีผ้าคาดเอวสวยงาม
                    เพื่อนหญิงชาวไทยอีกคนก็แต่งชุดพระราชนิยมสีแดงเลื่อมทองสวยมาก
                    ทั้งสองคนออกไปเดินโชว์ร่วมกับเพื่อนชาวจีนจากประเทศต่างๆ    ห้องรับรองของหอสมุดมหาวิทยาลัย
                    จนเกือบจบชุดโชว์เสื้อผ้าประจำชาติแล้วก็มีสาวหมวยนางหนึ่งแต่งชุดเวียดนามกระหืดกระหอบมาถึง
                    พิธีกรในงานจึงประกาศว่ายังมีชุดประจำชาติเวียดนามอีกชุดหนึ่งที่ยังไม่ได้โชว์
                    เนื่องจากเธอเพิ่งเดินทางมาถึง   ขอให้เธอพักผ่อนสักครู่ก่อน  แล้วจึงออกมาเดินให้ชม

                                                   
    ไอ้วัดมองหน้าสาวจีนจากเวียดนามคนนั้นแล้วตกตะลึงเหมือนกามเทพแผลงศร
                    เขาตกหลุมรักเธอทันที   ยืนค้างอยู่ข้างเวทีเหมือนต้องมนต์สะกด

                                                   
    หลังจากพิธีกรกล่าวอะไรเพิ่มเติมเป็นการฆ่าเวลาสักครู่หนึ่งแล้ว
                    เธอก็ประกาศว่า  คุณเหม่หลิงจากเวียดนามจะเป็นผู้แสดงแบบเสื้อประจำชาติ
                    ที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่ให้ชมเป็นชาติสุดท้ายตามลำดับตัวอักษร 
                    หลังประกาศจบ  สาวเจ้านามเหม่หลิงก็เยื้องย่างร่างกายมากลางเวที
                    หมุนตัวให้คนได้ชื่นชมชุดประจำชาติ   แล้วเธอก็เดินไปที่ไมโครโฟนพร้อมกับประกาศว่า
                                                   
    ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ดิฉันสวมใส่ชุดประจำชาติของเวียดนาม
                 เพราะเพิ่งทราบจากข่าวโทรทัศน์เมื่อสักครู่ว่ากรุงไซ่ง่อนแตกแล้ว


                                                    เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีทั่วทั้งห้อง
                    ในห้องนั้นมีชาวจีนที่มาจากเวียดนามไม่น้อย   เสียงฟังไม่ได้ศัพท์
                    จนประธานชมรม
    สาวใหญ่ชาวจีนซึ่งเป็นอาจารย์ในภาควิชาภาษาจีนขึ้นกล่าวประกาศว่า
                                                   
    ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ    เชื่อว่ารัฐบาลอเมริกันคงดำเนินการอะไรสักอย่างไปในทางที่ดีได้

     

     

     

     

     

     

    โรแมนติค ดรามา

     
     
                                                                                  เส้นทางแห่งรัก
     
     
     
     
     
     
     

                                                                     หลง"  เป็นชื่อที่เจ้าตัวตั้งขึ้นเองในภายหลัง
                ชื่อจริงชื่อวีรวัฒน์  นามสกุลอะไรอย่าไปรู้เลย    วีรวัฒน์เป็นเด็กลูกแม่โดม  เรียนเก่ง
                ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง   สอบชิงทุนของธนาคารเอกชนแห่งหนึ่งได้ไปเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจ

                    
    หรือ เอ็ม.บี.เอ. ที่นี่   จบแล้วก็ต้องกลับมาทำงานรับใช้เจ้าของทุนอย่างน้อยสามเท่าของเวลาที่ใช้ไปในการเรียน
                 วีรวัฒน์เป็นคนจีนแต้จิ๋ว   บ้านอยู่แถวตลาดบางรัก   พ่อแม่ตั้งชื่อจีนให้ว่า  "เสี่ยวเล้ง"

                 แปลว่า เจ้ามังกรน้อย   แต่เรียกกันสั้นๆ ว่าไอ้เล้ง
                    
    เมื่อไปอยู่อเมริกา  มันเลยบอกเพื่อนๆ ที่เป็นชาวจีนว่ามันชื่อหลง
                 ตามสำเนียงแมนดารินหรือจีนกลางที่แปลว่ามังกร   แต่เพื่อนคนไทยเรียกมันว่า 
    ไอ้วัด"

                                                               ตอนเรียนอยู่ปีหนึ่ง   วีรวัฒน์เรียนอย่างขยันขันแข็งเป็นอันมาก
                 เพราะฟังเล็คเชอร์ของอาจารย์ไม่ค่อยจะเข้าใจ    ยิ่งเจออาจารย์ที่มาจากอิสราเอลและรัสเซียด้วยแล้ว
                 ไอ้วัดแทบยกธงขาว   เพราะฟังไม่รู้เรื่องเอาซะเลย   ขนาดมันสอบโทเฟลได้เกือบหกร้อย
                 ยังฟังอาจารย์ฝรั่งพูดเหมือนน้ำรดหัวตอ    แต่อาศัยว่าเทอมแรกลงวิชาคำนวณไว้เยอะหน่อย
                 เพราะมีพื้นฐานคำนวณดี  ก็เลยรอดตัวไป 
                 เทอมสองพอฟังฝรั่งพูดรู้เรื่องแล้ว   จึงเลือกเรียนวิชาที่เน้นฟังเล็คเชอร์
                 แถมยังต้องมีการอภิปรายในชั้นเรียน  เช่น  วิชาด้านการตลาด    การจัดการ  ฯลฯ  ต่อไป

                                                                       ช่วงเทอมสองนี่เอง   ที่หลงพบกับหลิง

     

     

     

     

     

     

     

    โรแมนติค ดรามา

     


                                                                                เส้นทางแห่งรัก




                 ต่วย
    ตูน   ปีที่ ๓๗   เล่มที่ ๑ และ ๒                                                                       ทรงเกียรติ   อิศเรศ   เขียน
                 ปักษ์แรกและปักษ์หลัง
    กันยายน  ๒๕๕๐                                                                              (ขออนุญาตอีกครั้งนะครับ)



        

                                                       . . . . . . . . . . . . . . .
                                                          . . . . . . . . . . . . . . .

                                                                         ผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ลูกสาวฟัง
                                                                         ลูกสาวร้องว่า  โห ... ยังกะละคร
                                                                         ผมเกทับว่าเรื่องนี้ธรรมดามาก
                                                                         อยากฟังเรื่องที่ยิ่งกว่าละครไหม

                                                                                                                                           
    . . . . . . . . . . . . . . .
                                                                                                                          . . . . . . . . . . . . . . .


                                                                                              
    ลูกสาวผมบอกชีวิตโหดร้ายจัง
                                                       ผมจึงบอกว่า  ชีวิตจริงมันยิ่งกว่านิยายหลายร้อยเท่า
                                                            แต่ถ้าจะให้เน่าสุดๆ ต้องเรื่อง   หลงกับหลิง 



     


                                                    งานมงคลสมรสของ หลงกับหลิง    จัดขึ้นที่โบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งบนถนนคอนแวนต์
                    พิธีเป็นไปอย่างขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์   อิ่มเอมและเป็นคำมั่นสัญญาต่อหน้าองค์พระเยซูคริสต์เจ้า
                    แต่สิ่งที่ผมเห็นทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของคู่บ่าวสาว    ทำให้ผมเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์
                    วิมานแมนที่มีนางฟ้าและเทพบุตรมีปีกอยู่ในชุดสีขาว   ขับกล่อมเพลงแห่งรัก
                    และโปรยปรายกลีบดอกไม้บนปุยเมฆขาว   ฉันใดฉันนั้น

                                                               เมื่อบ่าวสาวจุมพิตกัน  ผมแลเห็นหยาดน้ำตาไหลลงอาบแก้มเป็นทางของคนทั้งสอง
                    มันไม่ใช่เป็นเพียงหยาดน้ำตาแห่งความปีติของความรักอันสมหวังเท่านั้น
                    แต่มันหมายถึงกาลเวลาแห่งการรอคอยด้วยความอดทนสิ้นสุดลงแล้ว
                    ปรารถนาแห่งรักของสองเธอได้มาบรรจบกันเสียที

                                                              ความรักของคู่บ่าวสาวไม่ต้องฟันฝ่าอุปสรรค  ไม่มีมือที่สามเข้ามาสอดแทรก
                    ไม่มีญาติผู้ใหญ่เที่ยวคอยมาห้ามปราม
                    มีแต่กาลเวลาที่จืดชืด  ทอดชีวิตรักเธอทั้งสองให้ค่อยๆ ถูกกลืนกินไปในอากาศ
                    เหมือนเสียงเพลงตอนใกล้จบที่ค่อยๆ เบาลง - เบาลงจนจางหายไปในที่สุด
                                                    เหลือแต่ความอดทนเท่านั้นที่รอคอยความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้น
                                                    แต่ก่อนที่เสียงเพลงแห่งรักจะจางหายไปจนถึงโน๊ตสุดท้าย
                    มันกลับดังขึ้นมาด้วยคีตลีลาและท่วงทำนองเหมือนต้นบทเพลงย้อนกลับมาอีกครั้ง
                                                    คราวนี้เพิ่มอารณ์และความรู้สึกแห่งรักให้ย้อนกลับมา
                                                                      มากขึ้นสิบเท่าร้อยเท่า . . . . . . .





     

     


                                         เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้    วีรวัฒน์ โทรมาหาผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดขีด  
             ไอ้เบี้ยว  เหลือเชื่อโว้ย  เหลือเชื่อ"
                                       
      อะไรเหลือเชื่อ  ไอ้วัด"
      ผมงงงันกับน้ำเสียงของวีรวัฒน์  เพื่อนเลิฟของผม
                                                   
    หลิง  -  หลิง"  น้ำเสียงกระหืดกระหอบ  หลิงอยู่ที่เวียดนาม"

                                                   
    เอ็งอย่าบอกนะว่า  โทรมาจากเวียดนาม"

                                        
    ข้าอยู่ฮานอย"  น้ำเสียงไม่มีท่าทีคลายความตื่นเต้นเลย
                       
    จำได้ไหม  ที่ข้าเคยเล่าให้ฟังว่าโรงกลั่นน้ำมันที่บริษัทข้าจะไปสร้างน่ะ  ถูกต่อต้าน 
                       เอ็งยังหัวเราะใส่ข้าเลย

                                       
    แล้วไง"
                                       
    หลิงเป็นหัวหน้า"
                                       
    หลิงไหน"
                                       
    หลิงไหน"  มันตะโกนใส่โทรศัพท์
                   
    มึงจำไม่ได้แล้วเหรอ   เหม่หลิงไง  เหม่หลิง  ที่เคยเรียนอยู่ที่ยูเพ็นไง"

                                                   
    “เ
    ฮ้ย!   ป็นไปได้ไง!”  ผมตะโกนบ้าง
                                                   
    เธอยังโสดอยู่โว้ย"
      ไอ้วัดตะโกนกลับมา


                                                        
    สมัยที่ผมไปเป็นกะเหรี่ยงอยู่ในอเมริกา
                    ผมพักอยู่ในเมืองที่ เบ็นจามิน  แฟรงกลิน เป็นเทพเจ้า    จำลุงเบ็นได้ไหมครับ
                    คนที่ชักว่าวตอนฝนตกเพื่อพิสูจน์ว่าบนเมฆมีประจุไฟฟ้านั่นแหละ
                    ใครอยากรู้เรื่องอังเคิลเบ็นมากกว่านี้   กรุณาหาอ่านได้ตามสะดวก
                    เพราะผมจะเล่าเรื่อง 
    หลงกับหลิง"


                                                    ในเมืองฟิลาเดลเฟีย
                    นอกจากมีสถานที่ต่างๆ ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่เบ็นจามิน  แฟรงกลิน หลายแห่งแล้ว
                    ยังเป็นชื่อสนามกีฬาของมหา
    ลัยแห่งเพ็นซิลเวเนียด้วย
                    มหา
    ลัยแห่งนี้  เป็นหนึ่งในแปดสถาบันการศึกษาที่เป็น ตำนาน" ของสหรัฐอเมริกา
                         ที่มีชื่อเรียกรวมๆ กันว่า
    ไอวี่ลีก"
        ผมน่ะ ไอ.คิว. ไม่ถึงขั้นเรียนระดับไอวี่ลีกหรอก
                    แต่วีรวัฒน์หรือไอ้วัดซิ   มันเรียนที่นี่    ในเมืองนี้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกสองสามแห่ง
                    เด็กไทยที่เรียนอยู่ในเมืองนี้รวมๆ กันไม่มาก   ส่วนใหญ่ก็มักคุ้นเคยกันไม่มากก็น้อย

     

     

     

     

     

     

     

    เส้นทางแห่งรัก


                                                                                    โรแมนติค  ดรามา



                                                                                   

                                                                                   ผมค้นหนังสือต่วย ตูนเล่มเก่าๆ ขึ้นมา     ตั้งใจจะหาเรื่องสนุกขำขันมาอ่าน
                                      
    แต่ไม่พบเรื่องโจ๊กที่ถูกใจ     ก็เลยพลิกๆ ดูในเล่มว่ามีอะไรชวนอ่านบ้าง

                                                              
    ไปถูกอกถูกใจซาบซึ้ง  (ว่าเข้านั่น)  กับรักโรแมนติกเข้าเรื่องหนึ่ง
                    เรารู้สึกว่าชอบก็เมื่อเรื่องกำลังดำเนินไปแล้วยังไม่จบ    ต้องอ่านต่อเล่มถัดไป
                    และเราก็ยอมไปค้นหาเล่มนั้นมาอ่านให้จบ 
                    จะว่าไปเรื่องรักโรแมนติกเรื่องไหนๆ ก็มีแนวคล้ายๆ กัน   (แค่ความเห็นส่วนตัวครับ)
                    อย่างหนัง (ภาพยนตร์) ซีรี่ย์เกาหลี   จีน  หรือญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยม
                    ได้ชมหรือได้อ่านแล้วก็สดชื่นรื่นรมย์ดี   (ถ้าจบแบบแฮ็ปปี้เอนดิ้ง)
                    ถ้าใครชื่นชอบ เป็นคอหนังประเภทนี้ก็สามารถดูได้บ่อยและหลายเรื่อง   ไม่ค่อยเบื่อ
                    ผมก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป  ดูเรื่องโน้นบ้างเรื่องนี้บ้างหลายๆ แนว    ตามอารมณ์
                    แต่อายุไม่น้อยแล้ว   จะเอาแต่ไร้สาระก็กระไรอยู่     ไม่มีสาระเลยก็ไม่ดี
     

                                                   ตอนเป็นเด็กผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือแนวนวนิยายเรื่องดังๆ ที่เป็นเล่ม
                    ก็ช่วงตอนปิดเทอมภาคเรียนใหญ่    ไปยืมห้องสมุดมาอ่านที่บ้าน
                    ยอมรับสารภาพว่าเรื่องเด็ดๆ ของนักเขียนดังๆ บางท่านสามารถสะกดคนอ่าน (อย่างผมคนหนึ่งล่ะ)
                    ให้สามารถอ่านทนและทนอ่านได้ชนิดที่เรียกว่า ลืมกินลืมนอน เลยทีเดียว
                    ถึงตอนไหนที่โศกเศร้าสะเทือนใจ    น้ำตาก็ไหลไปกับเรื่องราวในหนังสือด้วย
                    ผมและน้องๆ อ่านกันได้แบบข้ามวันข้ามคืน     คืออ่านอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินมาก
                    เป็นเรื่องแต่ง    แต่ปกติผู้อ่านก็เห็นภาพเหมือนได้ชมภาพยนตร์อยู่แล้ว
                    แล้วก็อินไปกับเรื่องราวในเรื่องได้
                    คงเพราะชีวิตประจำวันของแต่ละคนมีทั้งเรื่องสนุกและไม่สนุก
                    เวลาส่วนตัวทุกคนก็อยากมีความสุขตามความชอบของตน
                    การได้ชมภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือที่ชอบแล้วเพลิดเพลินไปกับมัน
                    จึงเป็นความสุขที่ผ่อนคลายให้ตัวเองทดแทนความไม่สนุก    ถึงแม้ว่ามันจะไร้สาระบ้างก็ตาม
                       


                                                                                     
    แถ่น  แทน  แท้น . . . .
                                 ผมกำลังพาท่านไปอ่านเรื่องรักโรแมนติกพร้อมกัน     ไปท่องโลกแห่งความรักกันสักพัก
                                                      
    เรื่องนี้นำมาจากหนังสือต่วย ตูน   (อีกแล้วครับท่าน)
                                    ท่านที่อ่านนวนิยายรักมากๆ หรือดูซีรี่ย์รักมากๆ มาแล้วอาจรู้สึกเฉยๆ ก็ได้นะครับ
                                                        แต่ผมไม่ค่อยได้อ่าน   รู้สึกว่าสดใสสบายอารมณ์ดี    
                               เรื่องราวก็ไม่ยาวมาก   เป็นเรื่องสั้นในพ็อคเก็ตบุ๊ค   ก็เลยขออนุญาตนำมาแบ่งกันอ่าน
                                                 เผื่อว่าท่านอาจจะพลอยรู้สึกดีมีความสุขไปพร้อมๆ กันด้วย
                                      อย่าลืมว่าควรอ่านแค่เพลินๆ นะครับตามความชอบความสุขของแต่ละคน
                                                            ตอนหน้าจะว่ากันถึงเรื่องราวและผู้แต่งครับ . . . .              

     

     

      

    ขำ ขำ

     


                                                                                           ขำ  ขำ




                               ครู           วันนี้ครูปวดหัวมาก   ขอให้ทุกคนอ่านหนังสือกันเงียบๆ อย่าก่อเรื่องวุ่นวายนะ
                               น.ร.         ทำไมคุณครูไม่ทำอย่างแม่ผมเวลาท่านปวดหัวล่ะครับ
                               ครู           แม่เธอทำยังไงเหรอจ๊ะ
                               น.ร.         ไล่ให้พวกผมออกไปเล่นข้างนอกไงครับ




                                                                                    หญิงสาวพบเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งหงอยเหงาอยู่ที่สนามเด็กเล่น
                                                                เธอจึงเข้าไปทักทาย
                                                                                   
    ทำไมมานั่งอยู่คนเดียวละจ๊ะหนู"
                                                                                   
    ผมไม่รู้จะเล่นกับใคร"  เจ้าตัวน้อยตอบเสียงเศร้า
                                                                                   
    หนูไม่มีเพื่อนเลยเหรอ"
      เธอถามด้วยความห่วงใย
                                                                                   
    อันที่จริงผมก็มีเพื่อนอยู่สองคน"
      หนูน้อยบอกอย่างขมขื่น
                                                                                   
    แต่คนนึงผมเกลียดเค้า   ส่วนอีกคนเค้าเกลียดผม




     

     


                                                             จอร์จเดินทางไปพักผ่อนที่เมืองชนบท   เขาเข้าพักในโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง
                    และพบว่าในห้องพักมีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตให้ใช้ด้วย    เขาจึงส่งข้อความไปหาภรรยาที่บ้าน

                    แต่เขาพิมพ์อี-เมลแอดเดรสของภรรยาผิดพลาด    อี-เมลนั้นจึงถูกส่งไปยังแม่ม่ายนางหนึ่ง
                    ซึ่งพึ่งกลับจากพิธีฝังศพสามี     เมื่อเธอมาเช็คเมลและเห็นข้อความนั้นเข้าเธอก็ทรุดฮวบล้มตึงไปในทันใด
                    ลูกชายของนางเข้ามาเห็นแม่นอนตาเบิกโพลงจับจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์

                    เขาจึงมองตามและเห็นข้อความดังนี้

                                                   
    ยอดรักของผม
                                       ผมเดินทางมาถึงแล้ว   ไม่ต้องเป็นห่วง
                              คุณคงแปลกใจสินะที่ได้รับข้อความนี้   ผมยังคิดไม่ถึงเลยว่าในดินแดนที่เงียบสงบอย่างนี้
                              จะมีอินเตอร์เน็ตใช้ด้วย   ผมสอบถามเจ้าหน้าที่แล้ว   เขาบอกว่ายังมีที่ว่างอยู่อีกมาก
                              ผมเลยจองห้องที่ดีที่สุด   เอาไว้รอคุณด้วย   ที่นี่สวยมากจริงๆ   พรุ่งนี้พบกันนะที่รัก



     


                                                                           ผมกำลังหาสถานที่พักผ่อนสักแห่งหนึ่งสำหรับวันหยุดหน้านี้ 
                                                      จึงลองเข้าไปค้นดูในเนต   แล้วก็เจอสถานที่ถูกใจเข้าแห่งหนึ่ง   เขาโฆษณาว่า
                                                                                   ที่นี่เรามีพร้อมทุกอย่าง   ห้องพักแสนสบายสำหรับครอบครัว
                                                      บาร์โคโยตี้สุดสวิงสำหรับคุณ   ร้านขายของฝากมากมายให้ภรรยาคุณได้เพลิดเพลิน

                                                      ชายหาดขาวสะอาดให้ลูกๆ ของคุณได้วิ่งเล่น

                                                                                                              **  พิเศษสุด  ในทะเลมีฉลามไว้สำหรับแม่ยายด้วย


     

     


                                              บาทหลวงท่านหนึ่งประสบเหตุเรือถูกพายุถล่มจนอับปางที่กลางมหาสมุทร
                    ท่านเกาะอยู่บนซากเรือที่ค่อยๆ จมลงทีละน้อย
                                    
    คุณพ่อครับ  ขึ้นมาบนเรือเล็กนี่เถอะ   บรรดาผู้โดยสารตะโกนเรียกให้ท่านลงเรือชูชีพ

                                     ลูกไปกันเถอะ   เดี๋ยวพระเป็นเจ้าจะช่วยพ่อเอง  ท่านปฏิเสธอย่างนิ่มนวล 

                    พวกนั้นจึงจ้วงพายนำเรือเล็กออกไป
                                               
     "ท่านบาทหลวงไปกับพวกผมสิครับ   เหล่ากลาสีบนเรือเล็กอีกลำร้องเชื้อเชิญ
                                               
    ไม่ล่ะ  พระเป็นเจ้าไม่ทอดทิ้งพ่อแน่ๆ
      ท่านยังยืนกรานเช่นเดิม   พวกกลาสีจึงพายเรือจากไป
                                              
    เหลือท่านเป็นคนสุดท้ายแล้ว  รีบไต่บันไดเชือกขึ้นมาเร็ว
      เสียงประกาศดังมาจากเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย

                                               ไม่เป็นไร   พระเจ้าจะคุ้มครองพ่อ   พวกลูกกลับไปเถอะ  ท่านโบกไม้โบกมือไล่เป็นพัลวัน

                    นักบินจึงจำใจต้องนำเครื่องฝ่าพายุกลับไป

                                              
    ในที่สุดเรือก็จมจนมิดลำ   ท่านบาทหลวงจมน้ำเสียชีวิต
                    วิญญาณของท่านโลดลิ่วสู่สรวงสวรรค์   ท่านรู้สึกตัวอีกทีที่เบื้องพระพักตร์พระเป็นเจ้า
                    
                               ทำไมพระองค์ทอดทิ้งข้า   ทำไมพระองค์ปล่อยให้ข้าตายอย่างอนาถ  บาทหลวงร่ำไห้ตัดพ้อ
                                               
    ข้าส่งคนไปช่วยแล้วตั้งสามครั้ง    แต่เจ้าปฏิเสธ"  

            
                   

     

     

     

     

                                ขอบคุณเรื่องขำ  ขำ จากต่วย' ตูน     ปักษ์แรก - ตุลาคม  ๒๕๕๐     ปักษ์หลัง - ตุลาคม  ๒๕๔๙ 

     

     

     

     

    ขำ ขำ


                                                                                                                  ขำ  ขำ



       

     

                                                                   จิม           เมื่อสองวันก่อนชั้นปวดหัวมาก  ทรมานเหมือนหัวจะระเบิด
                                                                    ชั้นทนไม่ไหวเลยไปซื้อยาแก้ปวดมากระปุกใหญ่
                                                                    ตั้งใจจะกรอกให้หมดเอาให้ตายไปเลย   จะได้จบๆ ไปซะที
                                                    โจ            ฮ้า . . .แล้วนายรอดมาได้ไงเนี่ย
                                                    จิม           ก็พอกินเข้าไปแค่สองเม็ดแล้วมันดันหายปวดน่ะสิ




     

     

                                       "ทหารใหม่ทุกคน"  ครูฝึกประกาศ
                   
    หลังจากที่เราฝึกหนักคลุกดินคลุกทรายมาตลอดสิบวัน  โดยแทบไม่ได้พักผ่อน
                    ไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเลย   วันนี้ครูมีข่าวดีมาบอก  คือทุกคนจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งชั้นนอกชั้นใน"
                                                    มีเสียงพึมพำด้วยความดีใจดังมาจากแถวทหารใหม่ผู้แสนจะอิดโรยและโสมม 

                ก่อนที่ครูฝึกจะสั่งว่า  "เอ้าทุกคน ... เปลี่ยนเสื้อผ้ากับคนข้างๆ"




     

                                                                                โรงงานที่ชั้นทำงานอยู่พึ่งซื้อเครื่องจักรเข้ามาใหม่
                                                        มันเป็นเครื่องที่แย่ที่สุดเท่าที่ชั้นเคยเห็นมา
      หนุ่มโรงงานปรารภกับเพื่อน
                                                                               "มันทำงานไม่ได้เรื่องเลยเหรอ"    เพื่อนหนุ่มสงสัย

                                    เปล่า  
    มันทำงานได้ดีที่สุด  ดีจนแทนคนได้ครึ่งโรงงานเลยล่ะ รวมทั้งชั้นด้วย"



      

     

     

                                                      คาวบอยต่างถิ่นควบม้ามาหยุดลงตรงหน้าบาร์
                    เขาผูกม้าไว้แล้วเดินเข้าไปนั่งดื่มเบียร์อยู่พักหนึ่ง   เมื่อเขากลับออกมาก็พบว่าม้าของเขาถูกขโมยไปแล้ว  

                    ด้วยความโกรธเกรี้ยวเขาชักปืนออกมาสาดกระสุนขึ้นฟ้าแล้วตะโกนก้อง
                                                   
    ชั้นจะกลับเข้าไปกินเบียร์อีกเหยือก   ถ้ากลับออกมาแล้วไม่เห็นม้าของชั้นอยู่ตรงนี้
                    ชั้นก็จะทำอย่างที่เคยทำในเท็กซัส   แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าชั้นไม่อยากทำมันอีกแล้ว


                                                    เขากลับเข้าไปนั่งหน้าบึ้งอยู่ในบาร์   บรรดาลูกค้าทั้งหลายนั่งตัวเกร็งเงียบกริบ
                    มีเพียงบาร์เทนเดอร์เท่านั้นที่รีบรินเบียร์มาเสิร์ฟด้วยมืออันสั่นเทา   หลังจากเบียร์หมดเหยือกเขาก็เดินส่ายอาดๆ

                ออกไปหน้าบาร์   ปรากฏว่าม้าของเขาถูกนำกลับมาผูกไว้ที่เดิมอย่างน่าอัศจรรย์
                                                   
    คาวบอยแก้เชือกแล้วกระโดดขึ้นหลังม้าเตรียมตัวออกเดินทางต่อ
                   
    แต่บาร์เทนเดอร์ยังตามมารั้งเขาไว้ด้วยคำถาม
                                                    "คุณครับ  ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าคุณทำอะไรที่เท็กซัส"

                                                    คาวบอยสะกิดเท้ากระตุ้นม้าให้ออกวิ่งพร้อมกับหันมาตอบ
                                                  "ชั้นก็ต้องเดินกลับน่ะซี (ฟะ)"  

     

     



                                    ผมเคยเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุด   ผมเคยมีบ้านหลังเล็กๆ น่ารักอยู่ริมแม่น้ำ
                   
    มีคนรักแสนสวยคอยเอาอกเอาใจ  มีรถหรู  มีเงินเก็บก้อนโต ...    แต่ตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรแล้ว
                    ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้น ...    ตั้งแต่เมียผมมาเจอมันเข้า




     

                                                                      การทำงานเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดในโลก ถ้าเราผลัดไปทำมันได้ในวันพรุ่งนี้    (ฮ่า  ฮ่า) 



                 ขอบคุณเรื่องขำ ขำ จากต่วย
    ตูน  ปักษ์แรก พฤศจิกายน  ๒๕๔๙  และปักษ์แรก สิงหาคม  ๒๕๔๙

     

     

     

     

    โทรศัพท์มือถือ

     
     

                                                                                  ฟังกัน (แค่) เพลินๆ

     

     

      

     

       

                                                                                                                                                     มีคำถามว่า

     

                                              คิดว่าโทรศัพท์มือถือที่เหมาะกับนักเรียนควรเป็นยี่ห้อไหน  รุ่นไหนดี   ตามความคิดของแต่ละท่าน

                    ตอนนี้เรา ม.3    ใช้ . . .  

     

     

                    
       

                                                             บางความเห็น

                                    มือถือรุ่นไหนก็ได้   เอาเเค่เล่น  MP3    มีกล้องพอถ่ายได้    บลูทูธ    เพิ่มเม็มได้ก็เพียงพอละ

                    เเต่ค่านิยม   ฐานะทางการเงิน  เเละความคิดของคนเราไม่เหมือนกัน  จะไปบังคับอะไรเค้าก็ไม่ได้

     

        

                                                                       บางความคิดเห็น
                                    แล้วแต่เงินในกระเป๋า   ถ้าไม่ได้ทำงานพิเศษซื้อเองควรเลือกที่มันถูกที่สุด

        

     

                                                          กับบางความเห็น
                                    เหมาะกับนักเรียนทั่วๆ ไปก็ควรมีฟังก์ชั่นพื้นฐานต่างๆ  เช่น

                       - MP3  Player

                                    ส่วนใหญ่วัยรุ่นจะชอบฟังก์ชั่นนี้อยู่แล้ว   เอาไว้ฟังแก้เซ็ง

                    - Camera

                                    อันนี้สาวๆ นิยมมาก   เอาไว้ถ่ายแอ๊บแบ๊ว   ถ่ายหน้ากระจก ฯลฯ

                    - Insert  Memory

                                    เอาไว้เก็บภาพต่างๆ   เพลง ฯลฯ

                    - โทร-เข้าออกได้ !!!!

                                    อันนี้สำคัญสุด   ถ้าซื้อมาแล้วโทรออกไม่ได้ก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร

                    - GPS  

                                    อ้อ!!!  อันนี้คงไม่ต้องมีหรอกมั้ง    

     

        

                                                                                                               นี่อีกความเห็น

                                    แล้วแต่งบประมาณและก็ขีดความสามารถของเครื่องว่าเจ้าของต้องการแบบไหน   รุ่นไหน
                    ถ้าคิดว่าดีแล้วเหมาะแล้ว  พอใจแล้ว  ก็โอเค    

        

             

                                                                                      กับอีกความเห็น

                                                                                                               เหมาะกับนักเรียน  คืออันที่พ่อแม่ไม่ลำบาก    

     

                                                          

                                                                                             บางความเห็น  (เฮฮา)

                                                                                                                                   iPhone  เอาไว้ดูหนังเล่นเกมใต้โต๊ะ   5555

        

        

      

                                                                                   อีกความเห็นนึง (หนึ่ง)

                                     เด็กๆ มัธยมไม่ค่อยจะใช้อะ ไรมากจริงๆ ค่ะ  อย่างน้องสาวเราเป็นต้น

                 MP3    กล้อง (ล้านเดียว mp ก็พอค่ะ)

                    แบตด้วยค่ะ (เผื่อคุยกะใครดึกๆ นานๆ)

     

                    และอาจจะมีอ็อพชั่นพิเศษสำหรับบางราย (น้องสาวอีกแล้ว)

                    ถึก  ทน (ร่วงวันละครั้งเป็นอย่างน้อย)

                    สีหวานๆ มีให้เลือกเยอะ  ไม่ใช่แค่  ดำ    เงิน   (เหอๆ)

                                     *** แล้วก็อย่าลืมเอารุ่นที่มีรูเสียบที่ห้อยมือถือนะคะ

     

                                    ที่สำคัญอีกอย่าง  ดูลักษณะนิสัยเด็กด้วยค่ะ  ว่าเป็น (ยัง) ไง

                    ระมัดระวังรึเปล่า (ทำร่วงเป็นงานอดิเรก)

                    และก็ "ขี้ลืม" มั้ย ..  น้องเราทำมือถือหายมาสองรอบแล้วค่ะ

                    ถ้าเป็นบ่อยเกินจะเยียวยา   รุ่นแพงๆ ก็อย่าให้เลยค่ะ

     

                    แต่ว่ากับเด็กๆ บางคน   ถ้าให้ของที่มีค่ากับเค้า   เค้าจะรักษามันอย่างดีก็มีนะคะ

     

     

        

     

                                                     >>  Source:  http://www.pantip.com /cafe/mbk/topic/T8050978 /T8050978.html 

     

                                                         สนุกๆ ขำขันกันวันสบายๆ ครับ   อย่าเคร่งเครียดมาก 

     

     

     

    ขำ ขำ

     
     


                                                                                                         ขำ   ขำ


     


                   ขอทาน:     ช่วยเมตตาทำทานคนยากซักร้อยสองร้อยด้วยเถอะครับ
                    บุญชู
    :        หา!     ขอทานอะไรกัน  ทีละเป็นร้อย
                         ขอทาน
    :
         ผมก็ไม่อยากขอทีละมากๆ หรอกครับ
                                               แต่ผมยังมีลูกมีเมียที่ต้องเลี้ยงดูอีกตั้งเก้าคน
                         บุญชู
    :
            โอโฮ!
        จนอย่างนี้ยังอุตส่าห์มีลูกตั้งแปดคนเชียวเรอะ
                         ขอทาน
    :
       ลูกน่ะมีแค่สองคนเองครับ  
                                    




                                                  ว่าที่พ่อตา              ตอนนี้นายทำมาหากินอะไรอยู่ล่ะ
                                                   ว่าที่ลูกเขย             ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยครับ   ผมไม่มีเงินทุน
                                                   ว่าที่พ่อตา              ถ้าชั้นให้เงินไปซักก้อน   นายจะทำธุรกิจอะไร
                                                   ว่าที่ลูกเขย             มีเงินแล้วยังจะต้องทำให้เหนื่อยอีกทำไมเล่าครับ




                                          

                                              สา                                               แม่บ้านสองนางวิสาสะกันที่ริมรั้ว
                                                                            เวลาชั้นทำบุญแล้วสบายอกสบายใจจริงๆ เลยนะเธอ
                                                                                                       เมื่อเช้าชั้นก็พึ่งให้เงินขอทานขี้เมาไปห้าร้อย

                                                                            "ห้าร้อย!   เธอให้เงินขอทานตั้งห้าร้อย   แล้วสามีเธอไม่บ่นแย่เรอะ"
                                                                            "ไม่เห็นบ่นอะไรนี่  เค้าก็แค่บอกว่า  ขอบคุณ

     

     

     

     

     

     

     

                 ขอบคุณเรื่อง ขำ ขำ จาก ต่วย' ตูน  เช่นเคย    ปีที่ ๓๕   เล่มที่ ๒๔   ปักษ์หลัง - สิงหาคม  ๒๕๔๙

     

     

     

     

    ขำ ขำ

     
     


                                                                                                                      ขำ   ขำ 


     


     


                                                                      คอมพิวเตอร์ผมมีปัญหา


                                    เรียน   ฝ่ายบริการเทคนิค
                             เรื่อง   พบปัญหา
    (Bugs) ของโปรแกรม 

                                                    เมื่อปีที่แล้วผมได้อัพเกรดโปรแกรมจาก  'แฟน  ๗.๐'  มาเป็น  'ภรรยา  ๑.๐' 

                    พบว่าโปรแกรมนี้มีอาการแปลกๆ    รวมถึงกินพื้นที่และทรัพยากรอันมีค่าเป็นอันมาก
                    และอาการที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีการกล่าวถึงในเอกสารแนะนำสินค้าเลย

     
                                                      'ภรรยา  ๑.๐'
                                                                
    ได้ทำการติดตั้งตัวเองและทำงานเองโดยระบบจะคอยตรวจสอบความเป็นไป
                       ของโปรแกรมอื่นๆ อาทิเช่น  '
    ป็อกเด้ง  ๑๐.๓'     'อาร์ซีเอ  ๒.๕'  และ 
    ’จูเลียน่า  ๕.๐'
                       
    ทำให้ไม่สามารถรันได้และเกิดเหตุการณ์ระบบล่มขึ้นเมื่อโปรแกรมเหล่านี้ถูกเรียกใช้
                        ผมจึงคิดที่จะกลับไปใช้  '
    แฟน  ๗.๐'  แต่ปรากฏว่าโปรแกรม  Uninstaller 
    ไม่สามารถทำงานได้
                    
                    
                   
                                          

                                                                กรุณาช่วยผมด้วยครับและขอขอบคุณล่วงหน้า


                                                                                                   จากผู้ใช้ที่มีปัญหา 


     


                                    เรียน   ท่านผู้ใช้ที่มีปัญหา
                      เรื่อง    ชี้แจงปัญหา 
    (Bugs)  ของโปรแกรม

                                                            นี่เป็นปัญหาที่ลูกค้าได้ติดต่อเข้ามาบ่อยมาก    แต่ขอชี้แจงว่าปัญหานี้
                   เกิดจากความเข้าใจผิดในปฐมบท      ผู้ใช้ส่วนมากอัพเกรดจาก
      
     'แฟน  ๗.๐'  ไปเป็น   'ภรรยา  ๑.๐'
                      
    เนื่องจากคิดว่า   'ภรรยา  ๑.๐'  เป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์และเพื่อความบันเทิง 
    (Utilities & Entertainment)
                  
    แต่อันที่จริงแล้ว  'ภรรยา  ๑.๐'  เป็นระบบจัดการ 
    (Operating  System)
                  
    ซึ่งผู้สร้างได้ออกแบบให้รันทุกอย่าง    และดูเหมือนว่าคุณจะไม่สามารถถอดถอน  'ภรรยา  ๑.๐'

                   หรือแม้แต่การแปลงกลับไปเป็น 
    'แฟน  ๗.๐'  เพราะระบบจะทำการจำลอง  'แฟน  ๗.๐' 

                   ให้ทำงานเป็น  'ภรรยา  ๑.๐'  อยู่ดี

                                                      ดังนั้น   จึงไม่มีประโยชน์อันใด     แต่มีผู้ใช้บางท่านได้พยายามที่จะติดตั้ง
                    'แฟน  ๘.๐'
      หรือ  ‘Small  House  2.0’  แต่ท้ายสุดก็มีปัญหามากขึ้นกว่าเดิม     ขอให้ท่านดูหนังสือ
                         คู่มือการใช้งานในหัวข้อ  ข้อควรระวัง
    สินไหมทดแทน      ผมขอแนะนำให้คุณใช้   'ภรรยา  ๑.๐'

                         ด้วยความระมัดระวัง    และผมอยากให้คุณติดตั้งโปรแกรม 
    ‘C : ได้จ้ะที่รัก'
     
     เพื่อป้องกันข้อขัดแย้ง
                         จากการใช้โปรแกรม  'ภรรยา  ๑.๐' 

     

                                                                  ทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือ  คุณจะต้องเรียกคำว่า  ‘C : ขอโทษจ้ะที่รัก  ในกรณีที่เกิด
                         เหตุการณ์ที่ 
    ‘C :  ได้จ้ะที่รัก'   ไม่สามารถแก้ไขได้      ซึ่ง  ‘C : ขอโทษจ้ะที่รัก  จะช่วยให้ระบบจัดการ
                   เข้าสู่สภาพปกติได้   และระบบจะทำงานได้อย่างราบรื่นต่อไป


                                                    โปรแกรม  
     'ภรรยา  ๑.๐'  เป็นโปรแกรมที่ดี    แต่ต้องการการดูแลที่สูง
                        คุณควรที่จะซื้อซอฟท์แวร์เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ  'ภรรยา  ๑.๐'
            โปรแกรมที่แนะนำ
                       
    คือ  'ดอกไม้  ๒.๐.๑' 
    และชุดโปรแกรม  'เครื่องเพชร  ๕.๑.๒'          แล้วก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการติดตั้ง 
                        
    'เลขาสุดสวย  ๓๕.๒๔.๓๖'  ซึ่งนอกจากจะเป็นโปรแกรมที่ไม่ได้สนับสนุนโดย  'ภรรยา  ๑.๐' 
    แล้ว
                   ยังมีโอกาสสูงที่ทำให้ระบบเสียหายได้       ขอให้คุณโชคดีนะ


                                                                                                   ทีมงานฝ่ายเทคนิค 





                                                                           กระหายน้ำกลางทะเลทราย



     

     

     

                                                    มิสเตอร์อัลเฟรด เซลส์แมนขายเน็กไทแบรนด์เนมจากมหานครนิวยอร์ก
                    ได้ลาพักร้อนไปหาร้อนที่พีระมิดในอียิปต์      วันหนึ่งขณะที่ขับรถเช่าท่องไปในทะเลทรายเพียงลำพัง
                    เขาพบชายพื้นเมืองคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่กลางเนินทรายอันร้อนอ้าวราวกับเตาอบ



                                                    เมื่อเซลส์หนุ่มลงจากรถไปประคองชายสูงอายุที่ใกล้จะหมดสติ
                    เขาก็ได้ยินเสียงครางแผ่วๆ ว่า  "น้ำ ... ผมหิวน้ำ" 

                                                    "คุณเป็นคนโชคดีจริงๆ ที่ได้พบผม"
      วิญญาณนักขายเข้าสิงอัลเฟรดทันที
                        
    เพราะผมเป็นคนขายเน็กไทราคาพิเศษสุดๆ    ในกระเป๋าถือใบนี้มีเน็กไทจากคอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุด
                         ของอาร์มานี    ราคาเส้นละ  ๔๐  เหรียญเท่านั้น

                                                    "น้ำ ... น้ำ ... ผมหิวน้ำ"
      ชายสูงอายุร้องเสียงแหบโหย
                                                              
     "โอเคๆ ... ลุงอาจจะไม่ชอบสไตล์ฉูดฉาด"
      อัลเฟรดพูดพลางหยิบเน็กไทสีทึมทึบ
                         หลายเส้นขึ้นอวด 
     "สไตล์คลาสสิกเราก็มีให้เลือก  ๒  เส้น    เส้นละ  ๕๐  เหรียญเท่านั้น"

                                                  
     "น้ำ ... น้ำ ... ผม ... หิว ... น้ำ"   ชายเฒ่าร้องเสียงขาดห้วง
                                                              
    "ก็ได้ ... ก็ได้ ... ลุงต้องการน้ำนั่นเอง"  เซลส์หนุ่มยอมแพ้     เขาปิดกระเป๋าแล้วยืนขึ้นพูดว่า

                    "ลุง ... ลงจากเนินทรายเลี้ยวซ้ายไปอีกสองเนิน     ผมเห็นร้านขายเครื่องดื่มชื่อเกรทพีระมิด"

                                                                  เวลาผ่านไปอีกอึดใจใหญ่ๆ ชายพื้นเมืองก็คลานไปถึงร้านเครื่องดื่ม
                   เขาพูดเสียงเหนื่อยหอบกับเจ้าของร้านที่ยืนรับลูกค้าอยู่หน้าประตูว่า  
    "น้ำ ... ผมต้องการน้ำ"
     

                                                                 "อา ... คุณลุงต้องการน้ำดื่ม"  เจ้าของร้านพยักหน้าหงึกหงัก

                                                  "ได้เลย ... ข้างในร้านมีน้ำสารพัดชนิดให้เลือก    เรายินดีต้อนรับสุภาพชน 

                                                                             ลุงต้องไปผูกเน็กไทก่อนจึงจะเข้าร้านได้นะครับ



     

     

     

     

     


                                                                            ไม่มีฝ่ายชนะ

     

     


                                                 สาวโรงงาน    คนคุยกัน

                                                  จ่มศรี  -   แฟนพี่เป็นความกับการไฟฟ้าฯ
                              ชงโค    -  
    ใครชนะ?
                              แจ่มศรี  -   เจ๊ากัน ... แฟนพี่ไม่จ่ายตังค์    การไฟฟ้าไม่จ่ายไฟจ้ะ

     

     


                                                                   *              *             * 

     

     

     



                                                            ไปๆ มาๆ ผมก็กลายเป็นแฟนขำขันของ ต่วย ตูน ไปเรียบร้อย
                    มีโอกาสเป็นต้องค้นต้องหามาอ่าน     เฮฮากันวันละนิดจิตแจ่มใสก็ดีเหมือนกัน
                    หลายเรื่องอ่านแล้วสนุกสนานตลกมาก     จนบางครั้งถามตัวเองว่า   "เค้าคิดได้ไง (ยังไง) เนี่ย"

                    การแต่งเรื่องโจ๊กได้ขำมากมายขนาดฮาจริงๆ ไม่มีฝืดนี่    ผมคิดว่าไม่ง่ายเลยล่ะ


     


                                       ขอบคุณเรื่อง ขำ  ขำ   จากต่วย  ตูน     ปีที่ ๓๘    เล่มที่ ๕     ปักษ์แรก พฤศจิกายน  ๒๕๕๑   
     

     

     

     

     

                        

    ขำ ขำ



                                                                                        ขำ  ขำ




                                                                ตัดสินใจไม่ถูก


                                              พลทหารจ้อนเพิ่งอยู่ยามรักษาการณ์ประตูหน้าค่ายเป็นครั้งแรก   
          
    เขาได้รับคำสั่งห้ามรถที่ไม่ติดสติ๊กเกอร์ตราค่ายผ่านเข้าไปโดยเด็ดขาด

                                                            เมื่อรถเบ็นซ์สีเขียวขี้ม้าคันใหม่เอี่ยมไม่ติดสติ๊กเกอร์ของท่านนายพลหนวดเฟิ้มจะแล่นเข้าค่าย
           
    พลทหารจ้อนคนซื่อจึงวิ่งถลันออกไปห้ามไว้แล้วพูดเสียงดังเฉียบขาดว่า  รถไม่ติดสติ๊กเกอร์ตราค่ายห้ามเข้าครับผม

                                              “ขับเข้าไปเลย   ชนเป็นชน   ท่านนายพลสั่งพลขับโดยไม่สนใจการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน
           ของพลทหารหนุ่มจากที่ราบสูง
                                             
    ห้ามเข้านะครับ
       พลทหารจ้อนร้องเตือนเสียงหนักแน่นอีกครั้งซึ่งทำให้พลขับไม่กล้าเคลื่อนรถ
                                             
    อย่าให้ผมต้องใช้อาวุธเลย

                 
     
                                            มันใหญ่มาจากไหนวะ   ท่านนายพลโกรธจนหนวดสั่นระริก   หน้าแดงก่ำ   ขับเข้าไปเลย 

                                                         คราวนี้พลทหารจ้อนชักสับสน
     
                        
    หันรีหันขวางก่อนจะยืนตรงชิดเท้าดังพึบพับแล้วตะเบ๊ะร้องถามนายพลว่า
      
                           
    ขออนุญาตหารือครับ   ในกรณียังงี้ผมควรยิงท่านหรือยิงพลขับครับ




     
                                                                                                                                    แพ้ได้  แพ้ดี


                                                                 ทีมฟุตบอลของธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่งลงสนามแข่งทีไรเป็นต้องแพ้ทีนั้น
                           แม้จะเปลี่ยนตัวโค้ชเป็นโค้ชอินเตอร์ค่าตัวแสนแพงก็ตาม    ทางผู้จัดการทีมไม่อาจทนดูทีม
                           ตกต่ำลงไปกว่านี้อีกจึงเชิญนักวิเคราะห์ไอคิวจากอังกฤษมาทดสอบเชาว์ปัญญาของลูกทีม


                                                                 เมื่อการทดสอบเสร็จสิ้น   นักวิเคราะห์รายงานผลให้ผู้จัดการทีมทราบว่า
       
                                                                 
    ขาดอีก  ๑...   ไอคิวจะได้  ๑๘๐  พอดีครับ
                                 
    ฮ้า ...  พูดเป็นเล่นน่ะ   ผู้จัดการร้องลั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อ  นักฟุตบอลของผมไอคิวสูงตั้ง  ๑๗๙
                                 เชียวเรอะ     แล้วทำไม้ลงแข่งทีไรพวกมันถึงเล่นได้งี่เง่าแพ้ไม่มีหูรูดซะทุกทีล่ะ

                                                                
    ไอคิว  ๑๗๙  เนี่ยะ   นักวิเคราะห์ชี้แจงพลางส่ายหน้าอย่างต๊อแต๊   
                                                                
    รวบรวมมาจากนักฟุตบอลทั้งทีม  ๑๑  คนครับ





                                                            ครั้งเดียวยังไม่พอ


                                            เถ้าแก่เส็งจอมตระหนี่ได้ไปทอดผ้าป่าที่วัดราชบุรีโดยมีบุตรชายคนเล็กวัย    ขวบ
               ติดตามไปด้วย     เมื่อไปถึงวัดทั้งคู่ก็ปลีกตัวออกจากกลุ่มไปนั่งรับลมอยู่ที่ศาลาริมน้ำ

                                                           
    ทันใดนั้นตี๋เล็กที่แสนซนก็เหยียบบันไดพลาด
                                                                          ลื่นตกน้ำเสียงดังตูมใหญ่
                                                                เถ้าแก่ตะโกนเรียกคนช่วยเสียงดังลั่น
                                เขาตกใจหน้าซีดปากสั่นจนมือชักกระตุกเพราะทั้งสองพ่อลูกต่างก็ว่ายน้ำไม่เป็น

                                             โชคดีที่มีอารามบอยรุ่นเดอะนั่งทอดหุ่ยสูบบุหรี่ใบจากอยู่แถวนั้น   
                                                         
    เขารีบกระโจนลงน้ำว่ายไปช่วยชีวิตตี๋เล็กไว้ได้

                                             
    กำเสี่ย ๆ    ขอบคุงจิงๆ   เถ้าแก่เส็งพูดเสียงละล่ำละลัก   ยังงี้ต้องให้ลางวัลก้อนโตๆ   
                 
    อั๊วจาให้อาเหล่านั้ง  ๕๐  บาท     ว้า ... ในตัวอั๊วมีแต่แบงก์ร้อยทั้งนั้น   ลื้อมีทอนมั๊ย
    ?”


                                             
    ไม่มีหรอก   อารามบอยสูงวัยตอบเสียงซื่อตาใส    สองมือลูบเนื้อลูบตัวที่เปียกมะล่อกมะแล่ก
                  พร้อมกับพูดว่า  
    เถ้าแก่ช่วยให้เจ้าเห้งเจียเนี่ยโดดน้ำอีกครั้งสิครับ    พ้มจะได้ไม่ต้องทอน






                                                                                                                          หนุ่มใหญ่ใจกล้า


                                                           หนุ่มใหญ่นายหนึ่งแต่งงานมาได้เกือบ  ๓๐  ปี    ตลอดช่วงเวลานั้น
                           เขาถูกปกครองด้วยระบอบภรรยาธิปไตยมาตลอดจนกระทั่งกลายเป็นคนหงอไม่สู้คน
                           เขาจึงตัดสินใจไปหาจิตแพทย์

                                                                    
    ต้องแก้ให้ถูกจุด   หมอว่า  
                               
    เย็นนี้กลับไปบ้าน   แล้วแสดงให้เธอเห็นซะว่าคุณต่างหากที่เป็นเจ้านาย   ไม่ใช่เธอ” 
                               
    จิตแพทย์ต้องปลุกปลอบจิตใจอยู่นานจนเขาฮึดสู้ขึ้นมา

                                                                    เมื่อกลับไปถึงบ้าน   เขาก็เริ่มต้นออกคำสั่ง
                                                                    
    ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป   เธอต้องรับฟังคำสั่งจากชั้น   เขาเริ่มต้นอย่างมั่นใจ   
                                                                   
    เริ่มด้วยเตรียมอาหารว่างให้ชั้นซักหน่อย   แล้วไปเตรียมเสื้อผ้าให้ชั้น   เพราะคืนนี้
                                ชั้นจะไปเที่ยวกับเพื่อน    ส่วนเธอต้องอยู่เฝ้าบ้านให้ดีนะ      อ้อ ...  แล้วคงรู้นะว่าใครต้องหวีผม
                                โกนหนวด   และก็ผูกเน็คไทให้ชั้นด้วย .....


                                             
                          
    รู้สิ   เมียจ้องหน้า  แสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม   สัปเหร่อไง




                                ขอบคุณเรื่องขำขำจาก  ต่วย
    ตูน    ปีที่ ๓๘    เล่มที่ ๑๙    ปักษ์แรก-มิถุนายน  ๒๕๕๒

     

     

    ขำขำ

     
     
     
     
     

                                                                                ไม่หนวกหู


                                โชเฟอร์แท็กซี่      -    ข้าละเบื่อจริงๆ    วันๆ ... มักจะเจอแต่ผู้โดยสาร
                                                                    ที่คุยกันจ๊อกแจ๊กหนวกหูสุดๆ

                                พนักงานขับรถ    -     แต่ข้าโชคดีไม่ยักจะเจอเหมือนอย่างแก    เพราะผู้โดยสารที่อยู่
                                                                    หลังรถข้าจะเงียบไม่ส่งเสียงรบกวนสักรายเดียว

                                โชเฟอร์แท็กซี่      -    อืม ..ม ...  ดีมากเลย    แกขับรถอะไรวะ ?

                                พนักงานขับรถ     -    รถเก็บศพของปอเต็กตึ๊ง 





                                                                                อยู่ดีไม่ว่าดี


                                     
    สามี     :   เป็นไปได้ยังไง ... น้องแพม   พี่เห็นน้องดูทีวีละครน้ำเน่า
                                                       ถึงตอนนางเอกตกทุกข์ได้ยากทีไร    น้องเป็นต้องสงสารจน
                                                       น้ำหูน้ำตาไหลพราก    ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักมักจี่นังเอกคนนั้นสักหน่อย

                               ภรรยา
    :
       ทำไมยะ ...  มันต่างอีตรงไหนกับคุณดูมวยแล้วเชียร์โหวกเหวก
                                             หัวร่อร่าเหมือนคนบ้าเมื่อเห็นสมจิตรชกชนะ ...   คุณรู้จักเค้ารึไง ?
     






                                                                                   เลี้ยวผิดทาง


                                                        

                                                         ในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างยิวกับอาหรับ

                           
    จริงไหมครับที่พวกคุณนับถือโมเสสมาก  ผู้สื่อข่าวอาหรับถามนายพลทหารยิว
                           
    ทุด ... ไม่จริงเลย  ท่านนายพลตอบก่อนจะยิ้มแค่นๆ  โดยเฉพาะตัวผมเองแล้วยิ่งไม่จริงใหญ่เลย

                           
    อ้าว ... ทำไมล่ะ  ผู้สื่อข่าวอาหรับสงสัย
                           
    คุณลองคิดดูก็แล้วกัน  ท่านนายพลให้เหตุผล  ตอนที่โมเสสนำบรรพบุรุษของพวกเราอพยพ

            ออกจากแผ่นดินฟาโรห์    ถ้าเขาตัดสินใจได้ถูกต้องโดยพาพวกเราเลี้ยวซ้ายแทนที่จะเลี้ยวขวาละก้อ  

            ป่านนี้ยิวจะเป็นชาติอภิมหาเศรษฐีครอบครองบ่อน้ำมันจำนวนมากมายมหาศาล  

            ส่วนอาหรับอย่างคุณก็จะได้ที่ดินผืนใหญ่มหึมาที่เป็นทะเลทรายแห้งแล้งแทนไงล่ะ ... หรือคุณจะเถียงว่าไม่จริง

     

     

     

     

                         ขอบคุณเรื่องขำขำจาก  ต่วย' ตูน   ปีที่ ๓๘   เล่มที่ ๑๘    ปักษ์หลัง - พฤษภาคม  ๒๕๕๒  

     

     

     

     

    จี้จริงๆ

     

     

                                                           ค้างคาว


     

     


                                            ค้างคาวดูดเลือดสามตัว   เกาะห้อยหัวทนหิวอยู่ในถ้ำมานานแสนนาน

            

             จนตัวหนึ่งทนไม่ได้     จึงบ่นว่า  ทนไม่ไหวแล้วเว๊ย ! “  พร้อมกับบินออกไปจากถ้ำเพื่อหาอาหาร


                                     เวลาผ่านไปนานพอสมควร     ค้างคาวตัวที่หนึ่งก็บินกลับมา
               ค้างคาวอีกสองตัวถามพร้อมกันว่า 
    เป็นไงบ้าง !   มีอาหารบ้างไหม ?  
               ค้างคาวตัวที่หนึ่งก็ส่ายหน้าและบอกอย่างผิดหวังว่า 
    เสียใจด้วยว่ะเพื่อน   ไม่มีเลย


                                     ผ่านไปเนิ่นนาน   ค้างคาวตัวที่สองทนไม่ไหวจึงบินออกไปจากถ้ำเพื่อหาอาหารมั่ง
               เวลาผ่านไปพักใหญ่ค้างคาวตัวที่สองก็บินกลับมาในถ้ำ 
               ค้างคาวตัวที่หนึ่งและค้างคาวตัวที่สามก็พร้อมใจกันถามว่า 
               “เป็นไงบ้าง !   เจออาหารบ้างไหม ?


                                      ค้างคาวตัวที่สองส่ายหน้า    พร้อมบอกอย่างผิดหวังว่า  
               “เสียใจด้วย   ไม่มีอาหารเลย
      และเกาะห้อยหัวนิ่งเงียบอยู่ในถ้ำ

                                      เวลาล่วงเลยผ่านไป     ค้างคาวตัวที่สามก็ทนไม่ไหว     จึงตัดสินใจบินออกไป 

               เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน     ค้างคาวตัวที่สามก็บินกลับเข้ามาพร้อมกับมีเลือดสดๆ ที่ปาก
               ค้างคาวตัวที่หนึ่งและสองตื่นเต้นดีใจ    ถามเสียงลั่น  
    เป็นไง !    เป็นไง !   แกเจออาหารแล้วเหรอ ?   ที่ไหน ?
      

                                      ค้างคาวตัวที่สามจึงพาค้างคาวทั้งสองตัวไปหน้าปากถ้ำ    ชี้ไปที่ต้นไม้หน้าถ้ำพร้อมถามว่า 

               พวกแกเห็นต้นไม้นั้นไหมล่ะ
                                      ค้างคาวตัวที่หนึ่งและสองตอบพร้อมกันว่า 
    เห็นสิ
                                      ค้างคาวตัวที่สามทำหน้าเซ็งและเอ่ยว่า 
    แต่ข้าไม่เห็นว่ะ




                                                                                                              
    Me  too


                                                                       นี่คือเรื่องซุบซิบจากสถานทูตญี่ปุ่นในอเมริกา  
                               นายกรัฐมนตรีโมริของญี่ปุ่นนั้นได้รับการสอนการสนทนาภาษาอังกฤษพื้นฐาน
                               จากเหล่าทูตก่อนที่ท่านจะไปพบประธานาธิบดีคลินตันที่วอชิงตัน



                                                                       ผู้ฝึกสอนบอกท่านนายกว่า  เมื่อจับมือกับท่านประธานาธิบดี
                                      ท่านจะต้องพูดว่า 
    ฮาว  อาร์  ยู  (How  are  you)”     ท่านประธานาธิบดีคลินตัน
                                      ก็จะตอบกลับมาว่า 
    ไอ  แอม  ไฟน์, แอนด์  ยู  (I  am  fine, and  you ?)”

                                      ซึ่งท่านนายกก็ควรจะตอบไปว่า 
    มี  ทู  (Me  too)”
     
                                      และจากนั้นการสนทนาของท่านนายกก็จะมีล่ามคอยแปลให้

                                                                       มันดูเหมือนจะง่าย    แต่ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ . . .

                                      เมื่อท่านนายกโมริได้พบกับท่านประธานาธิบดีคลินตัน 
                                      เขากลับพูดออกไปว่า 
    ฮู  อาร์  ยู  (Who  are  you ?)” 

                                      ท่านประธานาธิบดีตกใจเล็กน้อย    แต่ยังคงเล่นมุขตอบกลับไปว่า
                                     
    ฮ่าๆๆ   ผมคือสามีของนางฮิลลารี่  (I  am  Hillary’s  husband.)”
                                      ทันใดนั้นท่านนายกโมริได้ตอบกลับมาอย่างมั่นอกมั่นใจว่า
                                      
    มี  ทู  (Me  too)




                                                                  

                                   โจรสลัดครบสูตร


                                                   
      บาร์ริมทะเล   ในหมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่ง 
                   ชาวประมงกำลังคุยโม้อยู่กับโจรสลัด
      
                                           เมื่อคุยมาถึงการผจญภัยของโจรสลัด   ชาวประมงก็สังเกตว่าโจรสลัด
                   มีขาเทียมข้างหนึ่ง   มือขวาเป็นตะขอ   แล้วก็พันผ้าปิดตาไว้ข้างหนึ่ง
                   เหมือนโจรสลัดตามนิยายทั่วไป

                                                    ชาวประมงจึงถามว่า 
    ทำไมนายถึงใช้ขาเทียมล่ะ
                                                   
    เราเจอพายุหนักกลางทะเล    ข้าตกทะเลลงไปอยู่กลางฝูงปลาฉลาม
                       ฉลามตัวหนึ่งกัดขาข้าขาด    แต่ข้าก็รอดมาได้
      โจรสลัดตอบ
                                                   
    โอ้   เก่งจริงๆ  ชาวประมงกล่าวอย่างชื่นชม  แล้วมือขวาที่เป็นตะขอล่ะ

                                                    โจรสลัดลุกขึ้นตอบอย่างอาจหาญ 
    ข้าศึกบุกขึ้นบนเรือ    ต่อสู้ด้วยดาบ 

                       ข้าพลาดถูกฟันแขนขาด   แต่ข้าก็รอดมาได้
                                                   
    สุดยอด   นายเก่งจริงๆ   ชาวประมงลุกขึ้นปรบมือ  แล้วตาของนายล่ะ
                                                    
    เจ้านกนางนวลมันอึใส่ตาข้าน่ะสิ  โจรสลัดตอบพร้อมกับนั่งลง
                                                    
    แค่อึนกนางนวลเนี่ยนะ
      ชาวประมงถามงงๆ
                                                   
    เอ่อ ... ก็ไม่เชิง  โจรสลัดเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด 
                   บังเอิญมันเป็นวันแรกที่ข้ามีตะขอแทนมือว่ะ





                                                    แม่เสือมือซ้าย


                            
    นคร     -   ใบหน้าซีกขวาของแกไปโดนอะไรมา  
                                             ถึงต้องแปะพลาสเตอร์แผ่นเบ้อเริ่มเชียว ?
               
                             อาชา    -   เอ้อ ... เมียข้าถนัดซ้ายว่ะ






                                                                           เหนือชั้นกว่ากัน


                                                         นักธุรกิจด้านสิ่งทอสองคนบังเอิญพบกันในสนามกอล์ฟ

                    นักธุรกิจ ๑       -   เสียใจด้วยนะ ...   ได้ข่าวว่าโรงงานของคุณถูกไฟไหม้หมดเกลี้ยง

                    นักธุรกิจ ๒       -   ช่างมันเหอะ ...   ผมได้เงินประกันอัคคีภัยมากกว่าร้อยล้าน

                    นักธุรกิจ ๑       -   เหมือนผมเลย   เมื่อสามเดือนก่อนโรงงานผมถูกน้ำท่วมจนวัตถุดิบเสียหายหมด  

                                                 ผมก็ได้เงินจากบริษัทประกันฯ มาร้อยกว่าล้าน

                    นักธุรกิจ ๒       -   อู้ฮูว์ ...   เก่งนี่หว่า    ถามจริงๆ เถอะ   คุณทำน้ำท่วมได้ยังไง ?


     

     

                                                                                                                  เมาอะไรสักอย่าง


                                                        ร้อยเวร      -   ภรรยาของคุณแจ้งข้อกล่าวหาว่าเมื่อคืนคุณเมาหนัก 
                                                                              และซ้อมหล่อนราวกับกระสอบทราย

                                                         คนเมา      -   ไม่จริง ...  หมวดอย่าไปเชื่อเชียวนา 
                                                                              หล่อนพูดไปอย่างงั้นน่าจะเป็นเพราะเมาหมัดซะมากกว่าครับ


     

                    ขอบคุณเรื่องขำขำจาก  ต่วย' ตูน   ปีที่ ๓๘   เล่มที่ ๑๕    ปักษ์แรกเมษายน  ๒๕๕๒