suratsek's profileSURATSEK SpacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    บางตอนของพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

     
     
     
     
     

                                                ประเทศแล็บแลนด์ (สุดขั้วโลกเหนือ)



     

     

     

                                                      หลังจากพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว
                    สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็น  พระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์   ได้ช่วยกันเผยแพร่กระแสพระพุทธวจนะ
                    อันประเสริฐนั้นไปจนทั่วประเทศอินเดีย  และล่วงเลยออกไปนอกเขตประเทศอินเดีย
                    ทางทิศตะวันตก  จนกระทั่งถึงประเทศอียิปต์
                    ทางทิศตะวันออกถึงประเทศธิเบต   ประเทศจีน   และประเทศญี่ปุ่น
                    ทางทิศเหนือ  จนถึงประเทศแล็บแลนด์   ทางขั้วโลกก็ยังมีพระสาวกนำคำสอนของพระองค์ไปเผยแพร่
                    และทางทิศใต้ถึงประเทศชวา  และหมู่เกาะในทะเลใต้ทั่วๆ ไป  จนกระทั่งถึงทุกวันนี้  เป็นเวลา ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว
                    หนึ่งในสามของมนุษย์ที่อาศัยในโลก   ได้เอ่ยพระนามของพระองค์ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
                    ว่าพระองค์เป็นพระอรหันต์   พระผู้มีพระภาคเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
                    เป็นพระศาสดาผู้สั่งสอนเทวดาแลมนุษย์ด้วยเรื่องแห่งพระนิพพาน  และหนทางปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพานนั้น



                                                    เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ     พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                          โดย  พุทธทาสภิกข
                                                                                        ตอนที่ ๒๐  ปรินิพพาน

     

     

     

     

    ตอนที่ ๑๖ ปาฏิหาริย์

     
     
                                                                  ช้างรบย่อมไม่เอาใจใส่ลูกศร
     
     
     
     

                                                        "อานนท์เอ๋ย   จงดูช้างซึ่งบุคคลพาเข้าไปสู่สนามรบ
                    มันพุ่งตัวเข้าไปในท่ามกลางการต่อสู้อันชุลมุนวุ่นวาย
                    มันไม่เอาใจใส่ต่อลูกศรหรือแหลนหลาว  ซึ่งบุคคลพุ่งซัดเข้ามาโดยรอบตัวมัน
                    มันตั้งหน้ากระโจนเข้าใส่ข้าศึกทำลายสิ่งต่างๆ ซึ่งเข้ามาเผชิญหน้ามันให้ราบเรียบไปหมด
                    อานนท์เอ๋ย   ฉันจักเอาอย่างช้างตัวนั้น  ฉันจักอยู่ที่นี่ในเมืองนี้
                    และจะพยายามเผยแผ่คำสอนที่ถูกต้องด้วยกำลังกายกำลังใจทั้งหมดและจะทำโดยไม่หยุดยั้ง
                    ในการที่จะปลดเปลื้องคนชั่วช้าเหล่านั้นออกมาเสียจากข่ายแห่งกิเลส  ซึ่งเขากำลังพากันติดแน่นอยู่
                    ฉันจะไม่เอาใจใส่แม้แต่หน่อยเดียวในคำกล่าวร้ายของฝ่ายปฏิปักษ์
                    ซึ่งแกล้งกล่าวแก่ฉันและแก่สาวกของฉัน   มันเหมือนกับคนที่ถ่มน้ำลายขึ้นไปบนฟ้า  โดยคิดจะให้ฟ้าเปื้อน
                    เขาจะได้พบความจริงว่าน้ำลายจะขึ้นไปเปื้อนฟ้าไม่ได้   แต่จะกลับตกลงมารดหน้าของผู้ถ่มนั้นเองต่อภายหลัง
                    นี้ฉันใด   พวกคนที่น่าสมเพช  ซึ่งแกล้งด่าทอเรา  ก็จักได้ประสพในภายหลังว่า
                    คำด่าทอนั้น  จักกลับไปสู่พวกเขา   เพราะเราไม่เอาใจใส่ต่อคำด่าทอเช่นนั้น"



                                                       เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ     พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                           โดย  พุทธทาสภิกขุ
     
     
     
     
     

    ตอนที่ ๗ พระมหากรุณาคุณ

     
     
     

                                                                                 ."ผู้สั่งจองคนแรก"

     



                                                     พระองค์ได้เสด็จไปทูลขอร้อง  ให้พระสิทธัตถะประทับอยู่ในเขตนครของพระองค์
                    โดยพระองค์จักเป็นผู้ถวายอาหารบิณฑบาตและสิ่งอื่นๆ   อันจักเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก
                    และนำมาซึ่งความสำเร็จในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ได้โดยง่าย
                    แต่พระสิทธัตถะทรงปฏิเสธ  โดยตรัสว่า  พระองค์ไม่อาจประทับอยู่    ที่ใดที่หนึ่ง  แต่แห่งเดียว
                    ตลอดเวลาที่ยังไม่ทรงประสพสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์
                    เมื่อเป็นดังนั้น  พระราชาได้ทรงขอร้องให้พระองค์ทรงรับคำว่า   เมื่อทรงลุถึงสิ่งซึ่งทรงประสงค์แล้ว
                    จักเสด็จมาสู่นครของพระองค์ก่อน  เพื่อโปรดให้พระองค์และประชาชนได้ทราบ  ถึงสิ่งนั้นด้วยเป็นพวกแรก



     

     

     

     

     


                                                                              ทรงปฏิบัติตามสัญญา

     

     

     

     

                                                พระพุทธองค์ได้เสด็จจากอุรุเวลาไปสู่นครราชคฤห์
                    ตามที่เคยสัญญาไว้กับพระเจ้าพิมพิสารว่า   เมื่อพระองค์บรรลุธรรมแล้ว
                    จักเสด็จกลับมาสั่งสอนพระราชาและประชาชนแห่งนครนั้นให้รู้ตามด้วย
                    พระเจ้าพิมพิสารและชาวนครราชคฤห์ได้ทำการต้อนรับพระองค์  ด้วยความยินดีอย่างสูงสุด
                    ในข้อที่ว่าพระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   แล้วเสด็จมาโปรดพวกเขาเหล่านั้น

                       

     

     

                                                                                         เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ     พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                                    โดย  พุทธทาสภิกขุ

                                                                                                 ตอนที่ ๑๑  สิงคาลมานพ 

     

     

     

     

    ตอนที่ ๒ วัยกุมาร

     
     
     
     
                                                          ทรงยอมให้พระองค์เป็นฝ่ายแพ้



                                                    ในทางกำลังกายก็เหมือนกัน
                    พระองค์ทรงประกอบไปด้วยคุณสมบัติไม่น้อยกว่าคุณสมบัติในทางจิตและทางมรรยาท
                    ไม่ต้องกล่าวถึงความสุภาพทางกิริยาอาการ
                    ไม่ต้องกล่าวถึงข้อที่พระองค์เป็นสุภาพบุรุษเต็มตามความหมายที่ดีที่สุดของคำๆ นี้
                    พระองค์ยังเป็นผู้ที่กล้าหาญ  ไม่ครั่นคร้ามในการแสดงฝีมือทางกีฬาสำหรับผู้ชายแห่งประเทศของพระองค์ด้วย
                    ในฐานะที่ได้รับการอบรมมาอย่างผู้มีกำเนิดในวรรณะกษัตริย์  คือนักรบ
                    พระองค์ทรงเป็นนักขี่ม้าที่ใจเย็นและห้าวหาญทั้งเป็นนักขับรถที่สามารถและเชี่ยวชาญมาแต่เล็ก
                    ในการกีฬาอย่างหลังนี้  เคยแข่งชนะคู่แข่งขันที่ดีที่สุดในประเทศของพระองค์
                    แม้กระนั้นเมื่อถึงคราวเอาจริงเอาจังในการที่จะชนะการแข่งขัน
                    พระองค์ก็ยังมีเมตตากรุณาต่อม้าของพระองค์  ที่เคยช่วยให้พระองค์มีชัยชนะอยู่เสมอๆ
                    โดยทรงยอมให้พระองค์เป็นฝ่ายแพ้เสีย   แทนที่จะขับเคี่ยวม้าให้มากเกินกำลังของมันไป
                    เพื่อเห็นความชนะถ่ายเดียว



                                                                    เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ     พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                                    โดย  พุทธทาสภิกขุ
                                                                                                    ตอนที่ ๒  วัยกุมาร
     
     
     

    บางตอนของพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

     
     
     
     
     
     

                                               พยาบาลภิกษุไข้  เท่ากับพยาบาลตถาคต

     

     

     


                                                              พวกท่านทั้งหลาย  จงนอบน้อมต่อพระเถระผู้เฒ่าในสงฆ์
                    ยินดีเอาใจใส่ในคำแนะนำตักเตือนของท่านเหล่านั้น     ท่านทั้งหลายจงระมัดระวังตน
                    ไม่เผลอตัว  ไม่ลืมตัว  จนตกอยู่ในอำนาจของความชั่วแล้วจึงรู้สึกต่อภายหลัง
                        จงอย่าคลุกคลีกันเป็นหมู่   จงแสวงหาความวิเวกเป็นส่วนตัวอยู่เสมอๆ
                    เมื่อมีภิกษุมาจากที่อื่น   จงเอาใจใส่ต้อนรับด้วยความเอื้อเฟื้อให้สำเร็จประโยชน์ตามที่เขาประสงค์
                    เมื่อภิกษุรูปใดเจ็บป่วยลง  ให้ภิกษุนอกนั้นเอาใจใส่รักษาพยาบาล
                    ผู้ใดพยาบาลภิกษุไข้  ก็เท่ากับผู้นั้นพยาบาลเรา
                         อย่าเป็นคนอวดดีเย่อหยิ่ง  เพ้อเจ้อลืมตัว   จงคบหาสมาคมแต่กับคนดี  หลีกห่างจากคนชั่ว
                    จงหมั่นพิจารณาให้เห็นแจ้งอยู่เนืองนิจ  ในความจริงของสิ่งทั้งหลายว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีความยั่งยืน
                    และเป็นทางให้เกิดความทุกข์แก่บุคคลผู้เข้าไปยึดถือเอาอย่างจริงจัง
                    และรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีแก่นสาร  ว่างเปล่าจากตัวตน

     

     

     


                                       เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ    พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                     โดย  พุทธทาสภิกขุ
                                                                                    ตอนที่ ๒๐  ปรินิพพาน

     

     

     

     

     

    บางตอนของพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

     
     
     
     
     

                                                                          ตถาคตทำปาฏิหาริย์แต่อย่างเดียว


     

     



                                            พระองค์ได้ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า
                                                "ตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมกระทำปาฏิหาริย์แต่อย่างเดียวเท่านั้นคือ

                    เมื่อพระตถาคตทั้งหลายเห็นมนุษย์ประกอบไปด้วยกามกิเลสและตัณหา
               ก็ทรงปลดเปลื้องประชาชนเหล่านั้นออกเสียจากกามกิเลสและตัณหา
               เมื่อทรงเห็นว่ามหาชนทั้งหลาย  ตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร
               ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นเสียจากการตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร
               เมื่อทรงทราบว่าประชาชนบอดเพราะความเขลาและอวิชชาก็ทรงเปิดตาของคนเหล่านั้น
               ช่วยให้เขาพ้นจากความเขลาและอวิชชา  ซึ่งเป็นความบอดมืด  ยิ่งเสียกว่าความมืดแห่งราตรี
                                        ภิกษุทั้งหลาย!   ปาฏิหาริย์อย่างเดียวดังกล่าวนี้เท่านั้น  ที่พระตถาคตทั้งหลายพากันกระทำ

                    ส่วนปาฏิหาริย์อย่างอื่นๆ นั้นท่านเกลียดชังและประณาม   ไม่ยอมกระทำปาฏิหาริย์เหล่านั้น"

     

     



                                                                  เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ    พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                      โดย  พุทธทาสภิกขุ

                                                                                     ตอนที่ ๑๖  ปาฏิหาริย์

     

     

     

     

     

    บางตอนของพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

     
     
     
     

                                                                                      ทุกคนเลือดสีแดงอย่างเดียวกัน


     

      

                                                    พระสิทธัตถะได้ตอบว่า   "พ่อหนูเอ๋ย   เราไม่ได้ขอสิ่ง  ซึ่งเกี่ยวกับชาติหรือตระกูล
                    เราขอแต่นม  มันไม่มีความแตกต่างอย่างแท้จริงอะไรกันเลยในระหว่างเราทั้งสอง
                    แม้ว่าเธอเป็นเด็กเลี้ยงแพะ  และเราเป็นฤษี
                    ในสายเลือดของเราทั้งสอง  ต่างก็มีเลือดไหลอยู่อย่างเดียวกัน
                    ถ้ามีโจรเอาดาบมาตัดร่างกายเราทั้งสอง   เลือดก็จะไหลออกมาเป็นสีแดงอย่างเดียวกัน
                    และหากเลือดไหลออกมาอย่างไม่รู้หยุด   เราก็จะต้องตาย  อย่างเดียวกัน
                    คนเรานี้ถ้าทำดีก็เป็นคนดี  และประเสริฐ    ถ้าทำเลวก็เป็นคนเลวและไม่ประเสริฐ
                    นั่นแหละคือชาติและตระกูลอันแท้จริง
                    เธอได้ทำสิ่งที่ดี  โดยการให้นมแก่ฉัน  ในขณะที่กำลังร่อแร่  จวนจะขาดใจตายเพราะอดอาหาร
                    เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็นผู้ที่มีชาติและตระกูลดีพอแล้วสำหรับจะให้นมแก่ฉันสักชามหนึ่ง"



                                                                   เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ     พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                                   โดย   พุทธทาสภิกขุ

                                                                                          ตอนที่ ๘  ความพยายามก่อนการตรัสรู้

     

     

     

     

    บางตอนของพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

     
     
     
     

                                                                                    รีดนมแพะใส่พระโอษฐ์ 



     


                                                    แต่เป็นโชคดี  ที่เด็กเลี้ยงแพะในถิ่นนั้นคนหนึ่ง
                    ได้บังเอิญเดินมาพบพระองค์บรรทมสลบอยู่ในที่นั้น
                    และเดาเอาว่าพระองค์กำลังจะสิ้นชีวิต  เพราะการอดอาหาร
                    โดยที่คนทั้งหลายในถิ่นนั้น  รู้กันอยู่ทั่วไปว่า  พระอริยเจ้าผู้นี้ได้เว้นจากอาหารมาหลายวันแล้ว
                    ดังนั้น  เด็กเลี้ยงแพะคนนั้นได้วิ่งไปที่ฝูงแพะของตน  นำแพะนมตัวหนึ่ง  มาสู่ที่ที่พระองค์ล้มสลบอยู่
                    ได้รีดนมแพะให้ตกจากเต้านมโดยตรง   หยดลงตรงพระโอษฐ์ของพระองค์  ซึ่งเผยออยู่เล็กน้อย
                    เพราะเขาไม่กล้าแตะต้องเนื้อตัวของผู้ที่ใครๆ ถือกันว่า  เป็นพระอริยเจ้า
                    โดยเหตุที่เขาเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแพะ



     


                                                                                    เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ      พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                                 โดย  พุทธทาสภิกขุ

                                                                                        ตอนที่ ๘  ความพยายามก่อนการตรัสรู้

     

     

     

    บางตอนของพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

     
     

                                                                                 


                                                             
    "มาจากไหน?  กำลังจะไปข้างไหน?"
                                                                                    



                                                    ในเมืองซึ่งพระองค์กำลังประทับอยู่ในขณะนั้น
                    มีช่างทอผ้าคนหนึ่งอาศัยเลี้ยงชีพอยู่ด้วยกันสองคนกับบุตรสาว   มีบุตรสาวเป็นผู้ช่วยทำงาน
                    เด็กหญิงผู้นี้มีความปรารถนาที่จะฟังธรรมเทศนาของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง
                    แต่ในวันที่พระองค์จะทรงแสดงธรรมเทศนานั้น  เผอิญมีงานทอผ้าด่วน
                    ที่เขากับบิดาจะต้องทำให้เสร็จทันในวันนั้น
                    ดังนั้นเด็กหญิงผู้นั้นจึงได้ตั้งใจที่จะรีบทำงานส่วนของตนให้แล้วเสร็จก่อนเวลา
                    จนมีเวลาเหลือสำหรับการไปฟังธรรมเทศนาด้วย
                    เมื่อเขาได้รีบทำงานส่วนที่เป็นหน้าที่ของเขาคือม้วนด้ายที่กรอนั้น
                    เสร็จแล้วก็ตั้งใจจะไปส่งให้แก่บิดาที่โรงทอผ้าอีกแห่งหนึ่ง    แต่ในระหว่างทางที่เดินไปนั้น
                    ยังไม่ถึงโรงทอผ้า   เขาได้ผ่านที่ซึ่งหมู่ชนกำลังนั่งฟังธรรมเทศนาของพระองค์อยู่
                    เด็กหญิงผู้นั้นได้วางหลอดด้ายลง   และนั่งอยู่แถวหลังสุดของหมู่คนที่นั่งฟัง
                    แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเด็กหญิงคนนี้   พร้อมที่จะเข้าใจธรรมะ  และปฏิบัติตามธรรมของพระองค์
                    จึงรับสั่งให้เข้าไปนั่งใกล้กว่านั้น  เพื่อจะได้นั่งฟังถนัด  ไม่ผิดพลาด
                    เด็กหญิงนั้นได้เข้าไปใกล้พระองค์   พระองค์ทรงทักทายเพื่อให้เกิดความดีใจโดยตรัสถามว่า
                    เขามาจากไหนและกำลังจะไปข้างไหน
                    แต่เด็กหญิงนั้น  ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่  ว่าตนมาจากไหนและจะไปที่ไหนก็ตาม   ได้ทูลว่า

                    พระผู้มีพระภาคเจ้า  ดิฉันไม่ทราบว่าดิฉันมาจากไหน  และไม่ทราบว่าจะไปสู่ที่ไหน"


     

     

                                                      เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ    พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                โดย พุทธทาสภิกขุ

                                                                       ตอนที่ ๑๘  ความกรุณาของพระพุทธองค์

     

     

     

     

    บางตอนของพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

     

     

     

                                                                            เพชรพลอยแห่งสัจจธรรม 


     


       

                                                      เมื่อพระพุทธองค์ทรงดำเนินไปตามท้องถนนพร้อมกับพระพุทธบิดา
                                                              ตรงไปยังพระราชวังนั้น   พระองค์ได้ตรัสแก่พระบิดาว่า
                               พระองค์มิได้เสด็จกลับมาสู่บ้านเกิดของพระองค์อย่างคนสิ้นเนื้อประดาตัวที่กลับมามือเปล่า
                    พระองค์ได้ตรัสยืนยันว่า  พระองค์ได้นำเพชรพลอยอันมีค่าสูงเกินกว่าที่จะตีค่าได้ติดตัวมาด้วยเป็นอันมาก
                                                      เป็นเพชรพลอยที่มีค่าสูงสุดในโลก  เป็นเพชรพลอยแห่งสัจจธรรม

                                                       ที่สามารถนำคนไปสู่ความสุขอันไม่เปลี่ยนแปลงของพระนฤพาน



                                                                       

                                                            เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ       พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                                โดยพุทธทาสภิกขุ
                                                                                            ตอนที่ ๑๓    เสด็จกบิลพัสดุ์

     

     

     

    บางตอนจากพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา ของท่านพุทธทาสภิกขุ

     
     

                                                                                                                     แลอักษร

     


     


                              ขณะที่นายฉันนะออกไปเตรียมผูกม้าอยู่นั้น   เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำริว่า
              
    พระองค์ควรเสด็จไปดูพระโอรสเพิ่งประสูติของพระองค์เสียสักครั้งหนึ่ง   ก่อนแต่ที่จะออกไป
            ดังนั้น  พระองค์จึงได้เสด็จไปยังห้องเป็นที่บรรทมของพระชายาและพระโอรส
               เมื่อเสด็จไปถึง  ก็ได้ทรงเห็นว่าพระชายากำลังบรรทมหลับ  วางพระหัตถ์กกพระโอรสของพระองค์ไว้อย่างแนบสนิท

            พระองค์ทรงรำพึงว่า  "ถ้าเราจักยกพระหัตถ์ของพระเทวีขึ้น  พระนางก็จะตื่นบรรทม   ถ้าพระนางตื่นบรรทม 

            ก็จักทรงขัดขวางการออกไปของเรา    เราจักต้องไปบัดนี้แล้ว   เมื่อใด  เราได้พบสิ่งซึ่งเราแสวงหาแล้ว  

            จึงค่อยกลับมาเยี่ยมลูกน้อย  และแม่ของเขา"  ดั่งนี้

                                                     เจ้าชายได้เสด็จออกจากพระตำหนักอย่างเงียบกริบ   จนไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นเห็นเหตุการณ์

                   ในท่ามกลางความสงัดเงียบแห่งเที่ยงคืนนั้น    พระองค์ทรงขึ้นประทับบนหลังม้ากัณฐกะซึ่งเป็นม้าแสนรู้ 

                   รู้จักระมัดระวังไม่ส่งเสียงดังอย่างเดียวกัน    พระองค์มีนายฉันนะจับหางม้ากัณฐกะ  ได้เสด็จไปสู่ประตูนคร

                   และทรงผ่านออกไปได้โดยไม่มีใครขัดขวาง   พลางขับม้าหนีห่างจากบุคคลทั้งหลายซึ่งทุกคนก็ยังพากัน

                   มีความจงรักภักดีในพระองค์อยู่


                                                         เมื่อพระองค์เสด็จไปได้หน่อยหนึ่ง  ก็ทรงชักม้าให้เหลียวกลับ

                                                       ประทับนิ่งทอดพระเนตรย้อนมาเป็นครั้งสุดท้ายสู่นครกบิลพัสดุ์

                                                ในท่ามกลางแห่งแสงจันทร์ซึ่งบัดนี้  ผู้คนกำลังพากันหลับสนิทสงบเงียบ

                                                          ในขณะที่เจ้าชายแห่งนครของมันเอง  กำลังจะเสด็จจากไป

                                                                อย่างไม่อาจจะทราบได้ว่าเมื่อไร  จะได้กลับมาเห็นอีก . . . .

     

     

     

                                                  นายฉันนะ  ไม่สามารถจะฝ่าฝืนพระบัญชาแห่งเจ้านายของตนได้
               ดังนั้น  ทั้งๆ ที่มีหัวใจอันเหี่ยวแห้งและร่ำไห้อยู่ตลอดเวลา   เขาก็จำต้องก้าวย่างกลับไป    ไปตามถนนสู่นคร 

               เขาจูงม้ากัณฐกะพร้อมทั้งนำเครื่องประดับของเจ้าชายกลับไปถึงนคร   แจ้งข่าวแก่คนทั้งหลายว่า

               เจ้าชาย  ซึ่งเป็นเจ้านายสุดที่รัก  อันพวกเขาได้พากันทะนุถนอมมาจนถึงที่สุดนั้น   บัดนี้  ได้สละพระชนกชนนี 

               พระชายาและพระโอรส  รวมทั้งอาณาจักรไว้เบื้องหลัง   เสด็จไปเป็นนักบวชผู้ไร้บ้านเรือนโดยประการทั้งปวงแล้ว

     


                                         เจ้าชายสิทธัตถะโคตมะ แห่งศากยวงศ์  ผู้ทรงมีพระชนมายุ  ๒๙  ปี  ยังทรงอยู่ในวัยหนุ่ม

        มีผมอันดำสนิท   ประกอบไปด้วยพละกำลังของคนหนุ่ม  ได้เสด็จออกจากเรือนสู่ความเป็นผู้ไม่มีเรือน 

        เพื่อทรงแสวงหาหนทางที่จะทำให้พระองค์และคนทั้งปวงประสพชัยชนะ  อยู่เหนือความเจ็บไข้  ความทุกข์โศก

        และความยากเข็ญทั้งปวง  ด้วยอาการอย่างนี้

     

     

     

     

     

     

    แลอักษร

     
     


                                                                                    ธรรมเทศนาที่สั้นที่สุด 



                                             ตัวอย่างแห่งธรรมเทศนาที่สั้นที่สุด  ที่พระองค์ได้เคยตรัสนั้นเช่นธรรมเทศนาในเรื่องนี้
    :
                    ครั้งหนึ่ง  มีคนๆ หนึ่งได้ทูลถามพระองค์ว่า
                    การให้อะไรเป็นการให้ที่ดีที่สุด?    รสของอะไรเป็นรสที่ดีที่สุด? 
                    ความยินดีในอะไรเป็นความยินดีที่ดีที่สุด?   อะไรเป็นเครื่องระงับกิเลสและความทุกข์ได้สิ้นเชิง?   
                    พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบคำถามทั้งสี่ข้อนี้รวมกันด้วยคำๆ เดียวว่า  "ธรรม! "


                                                                                                              [ "ธรรม! "  คำเดียว ]




     
                                                เนื้อความอ้างอิงจากปทานุกรมท้ายเล่มของ     พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                   แปลและเรียบเรียงโดย   พุทธทาสภิกขุ

     

     

     

     

    แลอักษร


                                                                                          แลอักษร



                                                    พระราชาทรงเห็นชอบว่า  คำแนะนำอันนี้เป็นคำแนะนำที่ดีที่สุด 
                แต่พระองค์ยังไม่ทรงวางพระทัยในข้อที่จะเสาะหาสตรีสาวสวยมาได้อย่างไร   ที่จะให้น่ารักน่าเสน่หาจนถึงกับ
                เมื่อสมรสแล้วจะทำให้เจ้าชายหลงใหลโดยสิ้นเชิง    และมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องนึกคิดถึงเรื่องอื่นใด   
                นอกไปจากความคิดที่จะทำให้สตรีที่รักของตนนั้นมีความสุขอย่างยิ่งแต่อย่างเดียว


                                                    เมื่อได้ทรงพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้ว    พระองค์ก็ทรงพบความคิดอันแยบคาย 
                พระองค์ทรงบัญชาให้บรรดาหญิงที่มีรูปร่างงามที่สุดทั้งหมดในประเทศของพระองค์   มาสู่นครกบิลพัสดุ์
                ในวันที่ได้กำหนดไว้   เพื่อให้เดินผ่านพระพักตร์เจ้าชายสิทธัตถะ   ให้เจ้าชายมีโอกาสระบุว่าสตรีใด
                เป็นผู้ที่สวยที่สุดกว่าบรรดาสตรีทั้งหลาย   และให้เจ้าชายประทานรางวัลเพื่อความงามของสตรีผู้นั้นเป็นพิเศษ
                แม้สตรีอื่นทุกคน  ที่ได้มาแสดงตัวในที่นั้นก็จักได้รับรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยสมควรแก่ความงามของตน 
                จากพระหัตถ์ของเจ้าชายเอง  เช่นเดียวกัน  . . . .




                                                                ในที่สุด   วันแห่งการประกวดความสวยงามก็มาถึง
                               บรรดาหญิงสาวที่งดงามที่สุดในประเทศ   ได้เดินผ่านพระพักตร์เจ้าชายโดยลำดับทีละคนๆ
                                                            เป็นขบวนแห่งความงามอย่างแพรวพราวทอตาเป็นที่สุด
               แต่ละคนได้รับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์ของเจ้าชาย   ตามที่เจ้าชายจะทรงเห็นว่าผู้ใดควรจะได้รับเพียงไร


                                         สตรีเหล่านั้น  แทนที่จะรู้สึกร่าเริงยินดี  ในการที่ได้มีเกียรติเข้ารับของรางวัลจากพระหัตถ์เจ้าชาย
                 กลับมีแต่ความกลัวจนสะทกสะท้าน     จะกลับมีใจร่าเริงได้ก็ต่อเมื่อได้ผ่านพ้นไปสู่หมู่เพื่อนสาวของตน 
                 เป็นอยู่อย่างนี้คนแล้วคนเล่า    มันเป็นการชอบด้วยเหตุผลแล้วที่พวกสตรีเหล่านั้นจะรู้สึกดังนั้น  
                 เพราะว่าเจ้าชายของพวกเขาพระองค์นี้ไม่เหมือนกับบรรดาชายหนุ่มอื่นๆ ที่พวกเขาพบปะมา     เจ้าชายไม่ได้
                 ตั้งพระทัยตรวจมองความงามของหญิงเหล่านั้นเลย   หรือหากจะกล่าวให้ตรงความจริงยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า 
                 พระองค์ไม่ได้ทรงมีความรู้สึกนึกคิดใดๆ ในบรรดาหญิงสาวงามเหล่านั้นเลย  . . . .




                                                            แต่ในที่สุด  ในขณะที่สตรีซึ่งทุกคนคิดว่าเป็นคนสุดท้ายได้เข้ารับรางวัลชิ้นสุดท้าย
                 และเดินผ่านไปแล้ว     ยังมีสตรีสาวอีกคนหนึ่ง  ได้เดินเข้ามาช้ากว่ากำหนดด้วยอาการค่อนข้างรีบร้อน
                 ทุกคนที่เฝ้าดูอยู่ในที่นั้น  ได้สังเกตเห็นว่าเจ้าชายมีอาการสะดุ้งนิดหนึ่ง   ในเมื่อสตรีผู้นั้นเดินมาตรงพระพักตร์
                 แม้สตรีผู้นี้ก็เหมือนกันแทนที่จะก้มหน้าอย่างเอียงอายเดินผ่านเจ้าชายไปอย่างสตรีทั้งหลาย  
                 กลับมองพระพักตร์เจ้าชายอย่างตรงๆ   ยิ้ม  แล้วถามว่า  "ยังมีรางวัลอะไรเหลืออยู่สำหรับหม่อมฉันบ้าง?" 
                 เจ้าชายได้ทรงยิ้มตอบและตรัสว่า   "ฉันเสียใจ  ที่รางวัลได้หมดไปแล้ว  แต่เธอจงรับเอาสิ่งนี้ไปเถิด" 
                     ร้อมกับตรัสดังนั้น  ได้ทรงปลดพระสังวาลย์อันงดงามเป็นพิเศษจากพระศอของพระองค์ 
                 แล้วทรงพันให้รอบข้อพระหัตถ์แห่งสตรีนั้น  . . . .


     

                                                                         เนื้อความบางตอนจาก        พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                      แปลและเรียบเรียงโดย  พุทธทาสภิกขุ
                                                                            ตอนที่ ๔    ในวัยหนุ่ม  
     
     
     

    แลอักษร

     
     


                                                                                                                   แลอักษร


     



                                           พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า  ดูก่อนท่านทั้งหลาย   มีธรรมะอยู่    อย่าง
                        ซึ่งบุคคลผู้สั่งสอนเช่นกับเราจะพึงสั่งสอนแก่ท่านทั้งหลายผู้มิใช่นักบวช   เพื่อให้ได้ทราบและปฏิบัติ
                        ท่านทั้งหลายจงฟังและเราจะกล่าวให้ฟัง
    :-

                                                    
     ข้อที่หนึ่ง    สิ่งใดเป็นอาชีพของพวกท่าน    สิ่งนั้นท่านควรขยันกระทำให้ดีที่สุดอยู่เนืองนิจ

                        ให้ท่านมีความสามารถในสิ่งนั้นๆ จริงๆ  . . . .                   จงเป็นผู้กระปรี้กระเปร่า  และมีกำลังกายอยู่เสมอ
                       
    ในการที่จะทำให้เป็นผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ในสิ่งที่ท่านทำ.    ไม่ว่าจะเป็นงานชนิดใด
                    ด้วยการกระทำอย่างนี้ท่านจะมีทรัพย์สมบัติ    แล้วจะสามารถใช้ทรัพย์สมบัตินั้นไปในทางที่ดี
                    คือการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือนอกไปจากการใช้สอยโดยตรง
                         
    ถ้าท่านไม่ขยันทำงานให้มีทรัพย์   ท่านจะไม่สามารถประกอบการกุศลและสงเคราะห์ผู้อื่น
                    เพราะท่านไม่มีอะไรที่จะใช้ในการสงเคราะห์เขานั่นเอง . . . . 
                    (คำสอนข้อนี้เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า  อุฏฐานสัมปทา  แปลว่า  การถึงพร้อมด้วยความขยันในหน้าที่)

                                                   
    ข้อที่สอง     ท่านจะต้องมีความเอาใจใส่เป็นพิเศษอย่างถูกต้อง
                    ในการรักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้แล้ว    จะไม่ใช้จ่ายให้สิ้นเปลืองไปอย่างโง่เขลา
                    มันไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเทน้ำใส่ลงไปในตุ่มที่มีรูรั่ว   นอกจากความเหนื่อยเปล่า . . . .
                    (คำสอนข้อนี้เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า  อารักขสัมปทา  แปลว่า  การถึงพร้อมด้วยการรักษา)

                                                   
    ข้อที่สาม     ฆราวาสจักต้องเลือกเอาแต่บุคคลที่ดีมาเป็นเพื่อน
                    หรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย    ตามปรกติ  คนเราคบคนเช่นใด  ก็จักเป็นคนเช่นนั้น . . . .
                    ท่านจะสามารถจับของสกปรกโดยที่ไม่ทำให้มือของท่านสกปรกไปด้วยนั้น   ไม่ได้
                    เหตุนั้น   พวกฆราวาสควรคบหาสมาคมแต่กับคนดีที่ฉลาด   ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่   และนิยมนับถือแต่สิ่งที่ดี . . . .
                    (คำสอนข้อนี้เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า  กัลยาณมิตตตา  แปลว่า  การคบคนดี)

                                                   
    ข้อที่สี่     ฆราวาสควรดำเนินการครองชีวิตที่เป็นไปในสายกลาง
                    และเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ    เขาไม่ควรเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือยเกินไปหรืออย่างแห้งแล้งเกินไป
                    เขาไม่ควรใช้จ่ายหรือให้ทานจนเกินกว่ารายได้ของตนเอง    ถ้าเขาทำเช่นนั้น
                    ทรัพย์สมบัติของเขาจะเหมือนกับน้ำในสระ   ซึ่งมีทางไหลออกมากกว่าทางไหลเข้า
                    ซึ่งไม่ช้าก็จักแห้งขอดไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย . . . .
                      
    แต่ข้อนี้มิได้หมายความว่าเขาจะไม่ใช้ทรัพย์นั้นให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่
                    และมิได้หมายความว่าเขาจะต้องสะสมมันไว้อย่างซ่อนเร้น   โดยไม่ใช้จ่ายให้เป็นประโยชน์อะไรเลย
                    คนที่ทำเช่นนั้นเหมือนกับคนที่มีต้นผลไม้อยู่ในสวนมีผลดกเต็มต้น
                    แต่แทนที่จะกินผลไม้นั้นเมื่อมันสุกได้ที่แล้ว    เขากลับเก็บผลไม้เหล่านั้นลงหีบแล้วฝังดินเสีย
                    ผู้ที่ทำเช่นนั้นจะต้องประจักษ์ในภายหลังว่าผลไม้ของเขาเน่าหมด
                    ไม่มีส่วนที่เป็นประโยชน์เหลืออยู่เลย   เขาไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากของดีๆ ที่มีอยู่ . . . .

                    (คำสอนข้อนี้เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า  สมชีวิตา  แปลว่า  การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง) 

     




                                                               เนื้อความบางตอนจาก    "พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา" 
                                                                                                                               
    แปลและเรียบเรียงโดย  พุทธทาสภิกขุ
                                                                                                                                       ตอนที่ ๑๗     พระพุทธดำรัส

     

     

    แลอักษร

     
     


                                                                                  แลอักษร




                                                    เช้าวันหนึ่ง   พระองค์เสด็จออกจากอุทยานเวฬุวันเพื่อไปบิณฑบาตในนครราชคฤห์
                    ในระหว่างทางพระองค์ได้ทรงพบชายหนุ่มคนหนึ่งเนื้อตัวเปียกชุ่มไปหมด   ราวกะว่าเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ
                    ยืนอยู่กลางถนน   ทำอาการโค้งตัวนบไหว้ทิศทั้งสี่  คือทิศตะวันออก  ทิศใต้  ทิศตะวันตก  ทิศเหนือ
                    แล้วไหว้แหงนขึ้นไปบนฟ้า   และไหว้ลงไปทางพื้นดินแทบเท้าของตนในที่สุด
                    และได้โปรดเมล็ดข้าวไปทุกทิศ   ในขณะที่ตนกำลังทำการนบไหว้

                                                    พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรดูชายหนุ่มคนนั้น     ซึ่งกระทำพิธีอันแปลกประหลาด

                    อยู่บนทางสาธารณะ   จนเสร็จแล้ว   ได้ตรัสถามเขาว่า  ทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น      ชายหนุ่มคนนั้นได้ทูลตอบว่า

                    เขาทำเช่นนั้นตามคำสั่งของบิดา   ซึ่งได้สั่งให้เขากระทำทุกๆ เวลาเช้าเพื่อเป็นการป้องกันสิ่งชั่วร้ายทุกประการ

                    มิให้มาสู่ตัวเขา   จากทิศทั้งสี่   และจากเทวดาในเบื้องบนและจากปีศาจในเบื้องต่ำ
                    บิดาของเขาได้ขอร้องเขาเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อกำลังจะสิ้นชีพ   ให้เขาทำเช่นนั้น
                    ดั่งนั้น   เขาจึงไม่อาจฝ่าฝืนความประสงค์ของบิดา
                    นับตั้งแต่วันที่บิดาของเขาสิ้นชีพเป็นต้นมา   เขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัด   โดยไม่มีขาดสักวันเดียว

     


     

                                                                พระพุทธองค์ได้ทรงฟังคำตอบของเขาดังนั้นแล้ว   ได้ตรัสว่า
                   
    เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง   สำหรับท่านที่รักษาคำมั่นสัญญาอันได้ให้ไว้กะบิดา
                    ขณะที่จะสิ้นชีพอย่างซื่อสัตย์    แต่ว่าสิ่งที่ท่านกระทำนั้น   ยังไม่ตรงตามที่บิดาของท่านมุ่งหมาย

                                                              
    ข้อบิดาของท่านสั่งให้ท่านทำการนบไหว้  และโปรยอาหารไปทางทิศตะวันออกนั้น
                    บิดาของท่านหมายความว่า  ท่านจะต้องแสดงความเคารพสักการะต่อบุคคล
                    ซึ่งให้กำเนิดชีวิตแก่ท่าน  โดยเฉพาะ  ก็คือมารดาบิดานั่นเอง
                    การนบไหว้ทางทิศใต้นั้น  บิดาของท่านหมายถึงการเคารพสักการะครูบาอาจารย์  ซึ่งสั่งสอนวิชาความรู้ให้ท่าน
                    การนบไหว้ทางทิศตะวันตกนั้น  หมายถึงการทนุถนอมเลี้ยงดูบุตรและภรรยา
                    การนบไหว้ทางทิศเหนือ  หมายถึงการเคารพนับถือสงเคราะห์วงศ์ญาติ  และมิตรสหาย
                    การนบไหว้ทางทิศเบื้องบน  หมายถึงการสักการะบูชาบุคคลผู้มีความดี  ความงาม  ความประเสริฐ
                    เช่น  สมณะชีพราหมณ์  เป็นต้น
                    สำหรับการไหว้ลงเบื้องต่ำทางพื้นดินนั้น  หมายถึงการยอมรับนับถือสิทธิในการแสวงสุข
                    และการมีชีวิตของสัตว์ต่ำๆ ทุกประเภท   แม้แต่สัตว์ที่ถือกันว่าเล็กและเลวที่สุด   ซึ่งอาศัยอยู่ในแผ่นดิน
                    บิดาของท่านมุ่งหมายอย่างนี้   จึงได้สั่งให้นบไหว้เช่นนั้น  

                    และเป็นการป้องกันอันตรายทุกอย่างอันจะมาถึงท่านจากทุกทิศทุกทาง   ได้จริง


       

     
                                                                               เนื้อความบางตอนจาก   พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา
                                                                                                                              แปลและเรียบเรียงโดยพุทธทาสภิกขุ
                                                                                                                                       ตอนที่ ๑๑     สิงคาลมาณพ

     

     

     

     

    ชมหนังสือ

     
     
                                                                                                                ชมหนังสือ 

     

     

     

     

                                                           

     
                        พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา 
                                      แปลและเรียบเรียงโดย  
                                      พุทธทาสภิกขุ
     
                       ISBN   974-7753-89-8 
                                                                                                   กรมสามัญศึกษา   กระทรวงศึกษาธิการ
                                                                                                   เคยจัดพิมพ์เป็นหนังสือส่งเสริมจริยศึกษา
                                                                                                   แจกแก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ
    ,
      มีนาคม  ๒๕๐๔

     
     
     
     
     
     
                         
     
     
     
     
     
     
     
     
                                                                                                ลำดับเรื่อง
                                                                                  ในพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา



                    ตอนที่ ๑                  กำเนิดพระสิทธัตถะ                                                                              ๑๕
                    ตอนที่ ๒                  วัยกุมาร                                                                                                 ๒๔
                    ตอนที่ ๓                  ในวัยรุ่น                                                                                                 ๒๙
                    ตอนที่ ๔                  ในวัยหนุ่ม                                                                                              ๓๖
                    ตอนที่ ๕                  ความเบื่อหน่าย                                                                                     ๔๘
                    ตอนที่ ๖                  การสละโลก                                                                                          ๖๖
                    ตอนที่ ๗                  พระมหากรุณาคุณ                                                                                ๗๕
                    ตอนที่ ๘                  ความพยายามก่อนตรัสรู้                                                                       ๘๗
                    ตอนที่ ๙                  ประสพความสำเร็จ                                                                               ๑๐๑
                    ตอนที่ ๑๐               ประกาศธรรม                                                                                        ๑๒๐
                    ตอนที่ ๑๑               สิงคาลมาณพ                                                                                        ๑๓๕
                    ตอนที่ ๑๒               สารีบุตรและโมคคัลลาน                                                                       ๑๔๐
                    ตอนที่ ๑๓               เสด็จกบิลพัสดุ์                                                                                      ๑๔๙
                    ตอนที่ ๑๔               พุทธกิจประจำวัน                                                                                  ๑๕๔
                    ตอนที่ ๑๕               พระนางมหาปชาบดี                                                                             ๑๖๓
                    ตอนที่ ๑๖               ปาฏิหาริย์                                                                                              ๑๗๑
                    ตอนที่ ๑๗               พระพุทธดำรัส                                                                                       ๑๗๙
                    ตอนที่ ๑๘               ความกรุณาของพระองค์                                                                       ๑๙๒
                    ตอนที่ ๑๙               เทวทัต                                                                                                    ๒๐๑
                    ตอนที่ ๒๐               การปรินิพพาน                                                                                        ๒๑๓

                    ภาคผนวก                                                                                                                              ๒๓๓  

     

     

     

     

                    

     

     

     

                                                                                                           บันทึกข้างภาพ


                                                                                            โทรศัพท์มือถือมีกล้องแต่ไม่ค่อยได้ใช้
                                                                      จึงลองใช้กล้องโทรศัพท์ถ่าย     ก็พอดูได้
                                                                      คุณภาพสู้กล้องถ่ายรูปจริงๆ ไม่ได้ 

     

     

     

    Shortnote

     
     
     

                                                                                       Shortnote          



               

      

     

                                       หลักแห่งปัญญา

     

                                                                         1. คบคนดีมีปัญญา

                                                                         2. ฟังคนดีมีปัญญา

                                                                         3. คิดอย่างคนดีมีปัญญา

                                                                         4. ปฏิบัติตามคนดีมีปัญญา

     

     

     

     

                                                                                                                  ทำไมต้องคบคนดีมีปัญญา?

     

                             แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคนดี?                            

                                                                                                        คนดีมีลักษณะอย่างไร?

                                                ชีวิตจะดีขึ้นได้อย่างไร?                                                   

                                                                                                                                    คบแบบผึ้งกับดอกไม้?        

                                                                       คิดอย่างไรคิดอย่างคนมีปัญญา?

                                                                                                                                          ให้ต้นไม้ช่วยคิดได้ด้วยหรือ?

                                     แล้วต้องครบทั้งสี่ข้อด้วยหรือ


     

     

                                                 สามารถหาคำตอบได้จากเทศนาธรรมของท่าน ว. วชิรเมธี
     
                                                  ค้นหาไม่ยากด้วยการ  Search  ในอินเทอร์เน็ต  เช่น   Google
                                                   หรือจะดาวน์โหลดมาฟังเวลาว่างๆ ก็ได้     ฟังกันได้ทั้งบ้าน

     

     

     

     

     

     

     

    คำคมบ่มชีวิต

     
     
     
     
                                            คำคมบ่มชีวิต
                                              Words of wisdom to live by


                                      The last update  18-Oct-2008

                                        รวบรวมและแปลโดย  กรุณา    กุศลาสัย

     

     

     

                                           A diplomat is a man who remembers a lady's birthday but forgets her age.  

                                           นักการทูตคือผู้ที่จำวันเกิดของสุภาพสตรีได้   แต่ลืมอายุของเธอ

                                                                                                                                           >>>  Anonymous  ***

     

     

     

     

                Page 116                               The fruit of silence is prayer.

                                                                The fruit of prayer is faith.

                                                                The fruit of faith is love.

                                                                The fruit of love is service.

     

                                                                              ผลบุญของความสงบเงียบคือการสวดมนตร์ไหว้พระ

                                                                              ผลบุญของการสวดมนตร์ไหว้พระคือศรัทธา

                                                                              ผลบุญของศรัทธาคือความรักความเมตตา

                                                                              ผลบุญของความรักความเมตตาคือการบริการรับใช้ผู้อื่น

                           

                                                                                                                                           >>>  Mother  Teresa  ***

     

     

     

     

              Page 117                           Integrity is like oxegen.

                                                               The higher you go, the less there is of it.

                                                                      ความซื่อสัตย์มั่นคงนั้น   เหมือนกับแก๊สออกซิเจน 

                                                                            ท่านยิ่งขึ้นไปสูงเท่าใด   ก็ยิ่งมีน้อยเท่านั้น

     

                                                                                                                                        >>>  Paul   Dickson  ***

     

     

     

     

     

              Page 118                                                                            Leadership is an opportunity to serve.

                                                                                                   It is not a trumpet call to self- importance.

                                                                                      ความเป็นผู้นำคือการมีโอกาสได้รับใช้ผู้อื่น  

                                                                         ไม่ใช่เสียงแตรที่ป่าวประกาศความสำคัญของตัวเอง

      

                                                                                                                                      >>>   J.  Donald  Walters  *** 

     

     

     

     

               Page 119                            It is by consuming itself that a candle provides light for others.         

                                                               เทียนไขให้แสงสว่างแก่ผู้อื่นได้ด้วยการเผาไหม้ตัวของมันเอง

     

                                                                                                                                      >>>  Japanese  proverb  *** 

     

     

     

     

                                                ขอบพระคุณ   คุณกรุณา    กุศลาสัย 

                       ที่ได้รวบรวมและแปลวาทะคำคมของท่านต่างๆ เหล่านี้ให้พวกเราได้อ่าน   ได้คิดพิจารณา   

                       เป็นการเตือนสติในการมองชีวิตและดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อตนเองและโลก     

                       ถึงจะเป็นหนังสือเก่ามากแล้วแต่เชื่อว่ายังใช้ได้     ปฏิบัติได้ก็ดี    ปฏิบัติได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังดีครับ 

     

     

     

     

     

     

    คำคมบ่มชีวิต

     
     
     
     
                                    Words of wisdom to live by 
     
                                       คำคมบ่มชีวิต
     
     
                                                                                                      รวบรวมและแปลโดย  กรุณา    กุศลาสัย
     
                                                                                                                    Update  12-Oct-2008
     
     
     
     
     
         Page 107               An open foe may prove a curse, but a pretended friend is worse. 
       
                                         
    ศัตรูที่เปิดเผยอาจจะร้ายกาจ    แต่มิตรที่เสแสร้งร้ายกาจกว่า

                                                                                                                                              >>>  Gay  *** 

     

      

              Page 109                                        Poverty shows us who are our friends and who are enemies. 

                                                                       ความขัดสนจะพิสูจน์ว่าใครเป็นมิตร    และใครเป็นศัตรูของเรา

                                                                                                                                                        >>>  Emile Jola  *** 

     

     

     

              Page 110                  Though your enemy seems a mouse,  yet watch him like a lion.

                                                 แม้ว่าศัตรูของท่านจะดูเหมือนเหมือนหนู    แต่จงเฝ้าดูเขาให้เหมือนราชสีห์

                                                                                                                                                       >>>  Churchill  *** 

     

     

     

              page 111                                                  Poverty wants some things, luxury many, avarice all things.

                                                                                     ความจนอยากได้บางอย่าง  

                                                                                         ความฟุ่มเฟือยอยากได้หลายอย่าง 

                                                                                              ความโลภอยากได้ทุกอย่าง

                                                                                                                                                      >>>  H. G. Wells  *** 

     

     

     

                                 The virtue of prosperity is temperance;  the virtue of adversity is fortitude.

                                                   คุณสมบัติของความมั่งคั่งอยู่ที่ความพอเหมาะพอควร  

                                                   คุณสมบัติของความทุกข์ยากอยู่ที่ความเข้มแข็ง

                                                                                                                                   >>>  Francis Bacon  *** 

     

     

                                                                                                      Fire proves gold. Adversity proves men.

                                                                                                      ไฟพิสูจน์ทองคำ   ความทุกข์ยากพิสูจน์คน

                                                                                                                                                           >>>  L.  Seneca  *** 

     

     

              Page 112                                  Flattery brings friends, truth enemies.  

                                                                      การสอพลอก่อให้เกิดเพื่อน  

                                                                           การพูดความจริงก่อให้เกิดศัตรู

                                                                                                                               >>>  Plato  ***

     

     

     

              Page 114                                                Life is measured by thought and action, not by time.

                                                                               ชีวิตวัดกันด้วยความคิดและการกระทำ    มิใช่วัดกันด้วยเวลา

                                                                                                                                                                >>>   Avebury  ***

     

     

     

     

     

     

    คำคมบ่มชีวิต

     
     
     
     
     
                                                                            คำคมบ่มชีวิต
                                  Words of wisdom to live by
     
     
     
     
     
                         รวบรวมและแปลโดย  กรุณา    กุศลาสัย                                          Update  04-Oct-2008
     
     
     
     
     

              หน้า ๘๔             It is better to give a cheap present with a smile than an expensive one with a frown.

     

                                                            ให้ของขวัญที่มีราคาถูกด้วยการยิ้ม  
                                                            ดีกว่าให้ของขวัญที่มีราคาแพงด้วยหน้าบึ้ง

     

         "Treasury of Jewish Quotatrons"       >>>  by  Leo  Rosten  ***

     

     

     

                                     To love mankind is easy;  what is hard is to love man.

                                     การรักมนุษยชาตินั้นง่าย  แต่การรักมนุษย์สิยาก

     

                                                                            "Treasury of Jewish Quotations"

                                                                                                    >>>  by  Leo  Rosten  ***

     

     

     

              หน้า ๘๕                                                  Don't add to the truth; if you do, you will subtract from it.

                                                                              อย่าเพิ่มเติมความจริง  หากท่านเพิ่มเติม  ความจริงจะลดลง

     

                                                                                                  "Treasury of Jewish Quotations"

                                                                                                                        >>>  by  Leo  Rosten  ***

     

     

     

                                                  .Those who seek faultless friends remain friendless.

                                                   ผู้ที่แสวงหามิตรที่ไม่มีความด่างพร้อยเลยจะไม่มีมิตร

     

                                                                            "Treasury of Jewish Quotations"        >>>  by  Leo  Rosten  ***