suratsek's profileSURATSEK SpacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     

                                        ฝ่ายเกียวเสง   ตันกี๋  ลุยป๊ก   ตันหลัน   ซึ่งเตียวหุนให้ไปตีหัวเมืองทั้งปวงนั้น
                                                          ครั้นรู้ว่าทัพหลวงแตกแล้ว   ก็ยกกลับไปเมืองลำหยง


                                           ลิโป้  กวนอู  หันเซียม  เอียวฮอง   ก็พากันเข้าไปเมืองชีจิ๋ว
              ลิโป้จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทหารทั้งปวง   แล้วก็แจกเงินทองเสื้อผ้าแก่ทหารกวนอู  หันเซียม  เอียวฮอง  เป็นอันมาก
              ครั้นเวลาเช้ากวนอูก็ลาลิโป้กลับไปเมืองอิจิ๋ว    ลิโป้จึงคิดว่าจะตั้งหันเซียมให้ไปรักษาเมืองกินโต๋   ให้เอียวฮอง

              ไปรักษาเมืองลองเอี๋ย    ลิโป้จึงทำเป็นปรึกษาทหารทั้งปวงว่า  หันเซียมเอียวฮองมีความชอบต่อเรา

              เราจะเลี้ยงไว้ในเมืองชีจิ๋วนี้หรือๆ จะให้ไปอยู่รักษาเมืองอันใด


                                           ตันกุ๋ยจึงว่า  หันเซียมเอียวฮองนี้  เดิมตั้งซ่องสุมพรรคพวกอยู่ตำบลซัวตั๋งฝ่ายตะวันออก 

              ขอท่านแต่งให้หันเซียมเอียวฮองไปอยู่เมืองกินโต๋เมืองลองเอี๋ย   สมัครพรรคพวกของหันเซียมเอียวฮองรู้ก็จะพากัน

              เข้ามาอยู่กับหันเซียมเอียวฮองบ้านเมืองก็จะบริบูรณ์ขึ้น   ลิโป้จึงให้หันเซียมเอียวฮองไปรักษาเมืองตามคำตันกุ๋ยว่า

              แล้วสั่งเอียวฮองหันเซียมให้คิดอ่านเกลี้ยกล่อมผู้คนไว้ให้มั่งคั่ง   แม้นเราจะมีธุระสิ่งใดจะให้หนังสือไปถึงท่าน

              หันเซียมเอียวฮองก็ลาไปรักษาเมืองตามลิโป้สั่ง   ที่ปรึกษาแลทหารทั้งปวงต่างคนก็ลาลิโป้ไปบ้าน


                                           ฝ่ายตันเต๋งกลับมาบ้านแล้วจึงว่าแก่บิดาว่า   หันเซียมเอียวฮองสองคนนี้ถ้าอยู่ในเมืองชีจิ๋ว
              เมื่อเราจะทำการกับลิโป้จะได้อาศัยเป็นกำลัง   เหตุไฉนบิดาจึงปรึกษาให้ไปอยู่เมืองอื่น    ตันกุ๋ยจึงว่า

              หันเซียมเอียวฮองนี้เป็นคนไม่ยั่งยืนจะไว้ใจมิได้    แม้อยู่ในเมืองชีจิ๋วนานไปลิโป้เลี้ยงดูถึงขนาด 

              หันเซียมเอียวฮองก็จะเป็นใจด้วยลิโป้   เห็นเราจะทำการมิสะดวก    ตันเต๋งเห็นชอบด้วย 

              จึงว่าความคิดของบิดานี้ดีนักข้าพเจ้าคิดมิถึง   แล้วตันเต๋งก็ลาตันกุ๋ยมาที่อยู่


                                           ฝ่ายอ้วนสุดเสียทหารแลสิ่งของแก่ลิโป้เป็นอันมาก   ก็คิดแค้นอยู่มิได้ขาด
              จึงให้ทหารถือหนังสือไปหาซุนเซ็ก    เมืองกังตั๋ง   ขอทหารยกมาช่วยแก้แค้นลิโป้  

              ซุนเซ็กได้ยินดังนั้นก็ด่าอ้วนสุดว่า   ฉ้อเอาตราหยกของกูไว้  แล้วคิดขบถตั้งตัวเป็นเจ้า  กูคิดจะทำร้ายมันอีก

              บัดนี้กลับมาขอกองทัพอีกเล่า    แล้วตอบไปแก่ทหารอ้วนสุดว่า  ซึ่งนายมึงให้มาขอกองทัพนั้นกูมิได้ให้ 

              กูจะยกทหารไปตีเมืองลำหยงแก้แค้นของกูอีก


                                                   ผู้ถือหนังสือก็ลาซุนเซ็กกลับมาบอกเนื้อความแก่อ้วนสุดๆ จึงด่าซุนเซ็กว่า
                                                           อ้ายเด็กน้ำนมยังมิทันพ้นปาก   มันจองหองเจรจาว่าจะรบกับกู

                                                                       กูจะไปตีเมืองกังตั๋งจับตัวอ้ายซุนเซ็กให้จงได้

                                                                               ว่าแล้วอ้วนสุดก็สั่งให้เตรียมทหาร


                                        เอียวไต้เจียงที่ปรึกษาจึงว่าแก่อ้วนสุดว่า   เรายกไปตีเมืองชีจิ๋วพึ่งกลับมาถึง

            ทหารทั้งปวงยังอิดโรยอยู่   แลท่านจะยกไปตีเมืองกังตั๋งนั้นซุนเซ็กก็มีฝีมือ   ทหารก็เข้มแข็ง   เห็นจะเสียทีแก่เขา

                                                                   อ้วนสุดเห็นชอบด้วยก็ให้งดกองทัพไว้


                                            ฝ่ายซุนเซ็กครั้นคนถือหนังสือกลับไปแล้ว   คิดเกรงว่าอ้วนสุดจะยกทัพมา
              จึงเกณฑ์ทหารตั้งค่ายคอยรับอยู่ปากคลองเมืองกังตั๋ง    พอโจโฉให้หนังสือมาถึงซุนเซ็กเป็นใจความว่า 

              ตั้งให้ซุนเซ็กเป็นเจ้าเมืองห้อยแขแล้วให้ยกไปตีอ้วนสุด    เมืองลำหยง    ซุนเซ็กมีความยินดีจึงปรึกษาทหาร

              ทั้งปวงว่า   เราจะยกกองทัพไปตีเมืองลำหยง


                                            เตียวเจียวจึงว่า  เมืองลำหยงนั้นข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์    ผู้คนก็มั่งคั่ง
              ท่านอย่าเพิ่งดูหมิ่น   ขอให้ท่านมีหนังสือไปถึงโจโฉ   ให้โจโฉยกกองทัพมาตีด้านหน้า   เราจึงยกไปตีกระหนาบหลัง

              เห็นอ้วนสุดจะเสียแก่เราเป็นมั่นคง     ซุนเซ็กเห็นชอบด้วย  จึงให้ทหารถือหนังสือขึ้นไปเมืองฮูโต๋ตามคำเตียวเจียวว่า



                                                                                                                                    จบตอนที่  ๑๕

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     

                                        ลิโป้เห็นชอบด้วย   จึงแต่งหนังสือให้ตันเต๋งลอบไปหาหันเซียมเอียวฮอง
                ซึ่งไปตีเมืองแห้ฝือเมืองจุนสัว    แล้วแต่งให้ทหารถือหนังสือขึ้นไปเมืองฮูโต๋   แจ้งเนื้อความแก่โจโฉฉบับหนึ่ง
                ไปถึงเล่าปี่    เมืองอิจิ๋วฉบับหนึ่ง    ครั้นตันเต๋งได้หนังสือแล้วกับทหารสามคนไปเมืองแห้ฝือก่อน


                                        พอหันเซียมยกมาถึงเมืองแห้ฝือ   ตั้งค่ายอยู่นอกเมือง   ตันเต๋งก็เข้าไปหาหันเซียมในค่าย
                หันเซียมจึงถามตันเต๋งว่า   ท่านเป็นพวกของลิโป้เหตุไฉนจึงมาหาเรา     ตันเต๋งหัวเราะแล้วจึงตอบว่า

                เราเป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้   ทำไมท่านจึงเรียกเราว่าเป็นพวกลิโป้   ตัวเรากับท่านก็เหมือนกัน  

                ตัวท่านก็เป็นข้าทำราชการอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้    เมื่อครั้งพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงพระทุกข์ที่ด่านกวนต๋ง 

                ท่านก็ได้ช่วยให้พ้นจากทุกข์   ท่านก็ยังมีความชอบอยู่   เหมือนนกมีรังแล้ว   บัดนี้ท่านทิ้งรังเสีย

                มาอยู่ด้วยอ้วนสุดซึ่งเป็นคนขบถ   เราเห็นอ้วนสุดนั้นก็มิไว้ใจท่าน   นานไปท่านได้ความเดือดร้อน 

                ถ้าท่านคิดทำการเสียก่อน   จึงจะพ้นเงื้อมมืออ้วนสุด


                                        หันเซียมได้ยินตันเต๋งว่าก็คิดถึงความหลังก็ทอดใจใหญ่    แล้วจึงว่าทุกวันนี้เราก็คิดอยู่
                แต่ได้ถลำมาอยู่ด้วยอ้วนสุดแล้ว   ไม่รู้ที่จะทำประการใด   ท่านช่วยเราคิดอ่านด้วย     ตันเต๋งจึงเอาหนังสือ

                ของลิโป้นั้นให้หันเซียมดู     หันเซียมแจ้งในหนังสือนั้นแล้ว  จึงรับว่า  อย่าวิตกเลยเราจะไปคิดอ่านกับเอียวฮอง

                ท่านจงเอาเนื้อความไปบอกแก่ลิโป้เถิดว่า   เรารับธุระแล้ว   เมื่อลิโป้จะยกออกรบกับอ้วนสุดนั้น   ถ้าเห็นเพลิง

                ลุกขึ้นด้านใดก็ให้ลิโป้เข้าตีด้านนั้น   เราจะช่วยทำการให้สำเร็จ     ตันเต๋งมีความยินดีนักกระทำคำนับลาหันเซียม

                มาบอกเนื้อความแก่ลิโป้


                                        ลิโป้จึงจัดทหารสามหมื่นเศษ   แยกออกเป็นสี่กอง
                ให้โกซุ่นคุมทหารยกไปเมืองเสียวพ่าย   รบกับเกียวเสงกองหนึ่ง   ให้ตันก๋งยกไปเมืองกินโต๋รบกับตันกี๋กองหนึ่ง

                ให้เตียวเลี้ยวยกไปเมืองลองเอี๋ยรบกับลุยป๊กกองหนึ่ง   ให้ซงเหียนงุยซกยกไปเมืองเกียดเซ็กรบกับตันหลันกองหนึ่ง

                ตัวลิโป้จัดแจงทหารที่มีฝีมือยกออกตั้งค่ายอยู่นอกเมืองทางไกลสามร้อยเส้น

                ครั้นเตียวหุนยกมาถึงค่ายลิโป้   จึงให้ทหารเข้าไปเรียกลิโป้ชวนออกมารบ


                                            ฝ่ายลิโป้คิดเกรงว่า   กองทัพซึ่งเกณฑ์ไปรั้งไว้ทั้งสี่หัวเมืองนั้นก็จะยังมิถึง

                                 กลัวทหารเตียวหุนจะยกมากัน   แล้วก็จะยังมิได้เห็นสำคัญซึ่งหันเซียมเอียวฮองสัญญา

                                                         ลิโป้จึงให้เลื่อนทัพมาตั้งอยู่ใกล้เมืองทางสามร้อยเส้น

                                                                 เตียวหุนก็ยกตามมาตั้งค่ายประชิดลิโป้อยู่


                                        ฝ่ายหันเซียมรับคำตันเต๋งแล้ว   จึงไปปรึกษากับเอียวฮอง
                แล้วก็ชวนกันกลับมาหาเตียวหุน    ค่าย     ครั้นเวลาสองยามหันเซียมเอียวฮองจึงให้ทหารเอาเพลิงเผาค่ายขึ้น

                ลิโป้เห็นสำคัญดังนั้น  ก็ยกเข้าปล้นค่ายเตียวหุนแตก   ทหารล้มตายเป็นอันมาก 

                เตียวหุนก็ขึ้นม้าฝ่าทหารหนีออกจากค่าย     ลิโป้ก็ยกทหารไล่ตามเตียวหุนไป

                พอกิเหลงซึ่งเป็นทัพหนุนเตียวหุนนั้นยกมาทัน   ก็ขับม้าเข้ารบกับลิโป้   ยังมิทันแพ้ชนะกัน 

                พอเห็นหันเซียมเอียวฮองยกตามทัน   จึงรบกระหนาบกิเหลงเข้า    กิเหลงก็ควบม้าหนี 

                ลิโป้จึงยกทหารตามไป   ถึงเชิงเขาแห่งหนึ่งที่กองทัพอ้วนสุดตั้งอยู่


                                        ลิโป้แลเข้าไปในค่าย   เห็นปักธงมังกรหงส์  เป็นเครื่องมือสำหรับทัพกษัตริย์
                แล้วเห็นอ้วนสุดใส่เสื้อพื้นทองถือกระบี่สองมือ   ยืนขี่ม้ากั้นสัปทนทองอยู่ในค่าย  

                ลิโป้จึงควบม้าขึ้นไปบนเนินเขาหน้าค่าย     อ้วนสุดเอากระบี่ชี้ออกมาแล้วร้องด่าว่า   ตัวมึงเป็นคนชาติต่ำ 

                มาบังอาจคิดขบถจะสู้กันกับกูผู้เป็นเจ้าดังนี้เห็นมิควร


                                        ลิโป้ขัดใจนัก   จึงขับม้ารำทวนเข้าไปรบกับอ้วนสุดๆ จึงให้โลหองออกสู้รบกับลิโป้
                รบกันได้สามเพลง   ลิโป้เอาทวนแทงถูกโลหองๆ ก็ควบม้าหนีเข้าค่าย    ลิโป้จึงขับทหารไล่ฆ่าฟันเข้าไปในค่าย

                อ้วนสุดมิทันจะรับรองก็แตกหนีออกจากค่าย     ลิโป้เก็บเอาสิ่งของในค่ายได้เป็นอันมากแล้วก็ยกตามอ้วนสุดไป


                                                         ฝ่ายอ้วนสุดขับม้าไปไกลค่ายประมาณสามสิบเส้น

                                                             พบกองทัพกวนอูซึ่งเล่าปี่ใช้ให้ยกมาช่วยลิโป้

                                    กวนอูจึงร้องด่าอ้วนสุดว่า   อ้ายขบถมึงตั้งตัวเป็นเจ้า   แล้วมึงจะหนีไปไหน

                                    อ้วนสุดโกรธจะเข้ารบกับกวนอู    พอได้ยินเสียงทหารลิโป้โห่กระชั้นหลังมา

                                                                     อ้วนสุดก็ควบม้าไปเมืองลำหยง

                           ลิโป้  กวนอู  หันเซียม  เอียวฮอง   ก็ชวนกันกลับมาช่วยทหารซึ่งให้ยกไปทั้งสี่หัวเมืองนั้น

     

     

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     

                                        ครั้นอยู่มาอ้วนสุดรู้ว่าลิโป้คิดกลับกลาย   จับตัวหันอิ้นส่งขึ้นไปให้โจโฉ
                แล้วฆ่าทหารซึ่งอ้วนสุดใช้ให้ไปเตือนนั้นเสีย    อ้วนสุดโกรธจะยกไปรบลิโป้   จึงให้เตียวหุนเป็นแม่ทัพ

                คุมทหารยี่สิบหมื่น     ให้เตียวเสงกับตันกี๋เป็นกองหน้า   ให้ตันหลันเป็นกองขวา   ลุยป๊กเป็นกองซ้าย
                ให้เอียวฮองกับหันเซียมเป็นกองหลัง   ยกไปตีเมืองชีจิ๋ว    แล้วให้มีหนังสือไปถึงกิมเซี่ยง    เมืองยวนจิ๋ว
                ซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่อ้วนสุดว่า   ให้กิมเซี่ยงจัดเสบียงอาหารให้แก่กองทัพซึ่งยกไปตีเมืองชีจิ๋วอย่าให้ขัดสน
                ถ้ากองทัพขัดสนด้วยเสบียงเราจะตัดศีรษะกิมเซี่ยงเสีย    แล้วแต่งให้กิเหลงเป็นทัพหนุนยกตามไปอีก
                แล้วยังมิไว้ใจจึงให้โลหองเลียงก๋องงักจิวยกตามไปตรวจตรากองทัพทั้งปวง    ให้เร่งรัดเข้าทำการให้พร้อม
                แล้วอ้วนสุดจึงคุมทหารสามหมื่นยกไปต่อภายหลัง


                                                                     ฝ่ายเตียวหุนครั้นจะไปใกล้เมืองชีจิ๋ว   จึงเกณฑ์กันแยกออกเป็นเจ็ดกอง
                                            ให้เตียวเสงไปตีเมืองเสียวพ่าย   ให้ตันกี๋ไปตีเมืองกินโต๋   ให้ลุยป๊กไปตีเมืองลองเอี๋ย 

                                            ให้ตันหลันไปตีเมืองเกียดเซ็ก    ให้หันเซียมไปตีเมืองแห้ฝือ   ให้เอียวฮองไปตีเมืองจุนสัว 

                                            ตัวเตียวหุนนั้นไปตีเมืองชีจิ๋ว     แล้วก็แยกกันออกทั้งเจ็ดทาง   เดินทางวันละห้าร้อยเส้น


                                        ฝ่ายลิโป้รู้จึงให้หาตันก๋งตันกุ๋ยตันเต๋ง   กับนายทหารทั้งปวงมาปรึกษาว่า
                บัดนี้อ้วนสุดยกทัพมาใหญ่หลวงนัก   แล้วก็แยกกันไปตีเมืองขึ้นเราทุกหัวเมือง   เราจะคิดประการใด
                ตันก๋งจึงว่า  เกิดเหตุใหญ่ทั้งนี้ก็เพราะตันกุ๋ยตันเต๋งสองคนพ่อลูกห้ามมิให้ท่านยกลูกสาวให้แก่บุตรอ้วนสุด
                แล้วคิดอ่านขึ้นไปหาโจโฉๆ จึงให้ตั้งตันเต๋งเป็นขุนนาง   ขอให้ท่านจับตัวตันกุ๋ยกับตันเต๋งตัดศีรษะส่งให้อ้วนสุด
                แล้วแจ้งเนื้อความทั้งปวงให้อ้วนสุดสิ้นสงสัย   เห็นอ้วนสุดก็จะเลิกทัพไป     ลิโป้เห็นชอบด้วย
                จึงสั่งทหารให้เอาตันกุ๋ยตันเต๋งไปฆ่าเสีย


                                        ตันเต๋งได้ยินก็หัวเราะ   แล้วจึงว่าแก่ลิโป้ว่า   ท่านนี้แต่แรกข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีปัญญา
                มาบัดนี้เห็นความคิดท่านนั้นอ่อนนัก   จะกลัวอันใดกับกองทัพอ้วนสุดเจ็ดกองเท่านี้
                อุปมาเหมือนหญ้าเจ็ดกำอันใกล้ปากโค   ถ้าจะคิดทำการ   เห็นกองทัพอ้วนสุดนั้นจะไม่พอความคิดเสียอีก
                ลิโป้จึงตอบว่า   ถ้าท่านรับอาสาจะสู้กับอ้วนสุดได้   เราก็จะยกโทษเสียทั้งสองคนพ่อลูก


                                        ตันกุ๋ยจึงว่า  แม้ท่านฟังคำข้าพเจ้าๆ จะประกันเมืองชีจิ๋วไว้มิให้มีอันตรายเลย
                ลิโป้จึงถามว่า  ความคิดของท่านจะทำประการใด     ตันกุ๋ยจึงว่าทหารอ้วนสุดมากก็จริง 

                แต่เป็นคนสำส่อนไม่ชำนาญในการสงคราม   แล้วอ้วนสุดก็ไม่สู้ไว้ใจ     ทหารในเมืองเราแต่ล้วนไว้ใจได้ 

                แม้ยกออกไปรบกับอ้วนสุด   เห็นทหารข้างเราจะมีชัยชนะ      แลความคิดของข้าพเจ้าที่จะรักษาเมืองชีจิ๋ว

                แลจะต่อสู้กับอ้วนสุดนั้นก็ยังมีอยู่       ลิโป้จึงถามว่ากลอุบายของท่านคิดไว้ประการใด


                                        ตันกุ๋ยจึงว่า   หันเซียมเอียวฮองสองคนนี้    เดิมทำราชการอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้
                ครั้นโจโฉกระทำเบียดเบียนมิได้มีที่อาศัยจึงหนีมาพึ่งอยู่ด้วยอ้วนสุดๆ ก็มิได้เลี้ยงดูให้ถึงขนาด
                ข้าพเจ้าเห็นว่าหันเซียมกับเอียวฮองจะมิเป็นใจทำราชการด้วยอ้วนสุด    ขอให้ท่านมีหนังสือลับ

                ไปถึงหันเซียมเอียวฮองว่า   เมื่อท่านกับอ้วนสุดจะออกรบกันนั้น   ให้หันเซียมเอียวฮองคิดอ่านเป็นไส้ศึกขึ้น

                แล้วให้ท่านมีหนังสือไปถึงเล่าปี่   ให้เล่าปี่กวนอูเตียวหุยยกทหารมาช่วยตีกระหนาบหลังอ้วนสุด 

                เห็นอ้วนสุดก็จะเสียแก่เรา

     

     

     

     

     

     

                                                                                                               Small Tip :    ทำดีก็คือดวงดี

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     
                                             ลิโป้จึงถามตันเต๋งว่า   ท่านไปหาโจโฉๆ ว่าประการใดบ้าง
               ตันเต๋งจึงเอาตราตั้งสำหรับตัว   กับตราซึ่งพระราชทานส่วยของบิดานั้นให้ลิโป้ดู
               ลิโป้เห็นดังนั้นก็โกรธ   ว่าเราใช้ตัวไปด้วยการของเรา   เหตุไฉนตัวจึงคิดอ่านให้ได้ดีแต่ตัวสองคนพ่อลูก
               เดิมเราจะยกลูกสาวให้แก่บุตรอ้วนสุดตันกุ๋ยบิดาของตัวมาห้ามการเราเสีย    แกล้งลวงให้เราไปเข้าด้วยโจโฉ
               บัดนี้เราใช้ตัวไปก็มิได้การแต่สักสิ่งหนึ่ง      แล้วก็ชักกระบี่ออกฆ่าตันเต๋งเสีย


                                             ตันเต๋งเห็นดังนั้นก็ทำเป็นหัวเราะแล้วว่า   ท่านฟังเนื้อความยังไม่สิ้น
               เป็นไฉนท่านจึงด่วนโกรธดังนี้      ลิโป้จึงถามว่ายังมีเนื้อความสิ่งใดบ้าง      ตันเต๋งจึงว่า
               เมื่อข้าพเจ้าไปหาโจโฉนั้น   ข้าพเจ้าก็ได้ว่าแก่โจโฉว่า   จะเลี้ยงท่านนั้นจำจะให้เป็นใหญ่ให้ถึงขนาด
               อุปมาเหมือนเลี้ยงเสือ   ถ้าได้กินอิ่มก็จะเป็นปรกติ   ถ้ามิอิ่มก็จะเบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเป็นอาหาร


                                             ฝ่ายโจโฉได้ยินข้าพเจ้าว่าดังนั้นก็หัวเราะ
               แล้วว่าซึ่งจะเลี้ยงท่านให้เต็มกองเหมือนข้าพเจ้านั้นไม่ได้    ทุกวันนี้หากท่านยังขัดสนจึงอ่อนน้อมต่อ
               ถ้าท่านมีกำลังขึ้นแล้วก็จะเอาใจออกหากโจโฉ    อุปมาเหมือนเหยี่ยวซึ่งอยากอาหาร  คอยแสวงหาลูกไก่พลัดแม่
               ได้ทีแล้วก็จะฉาบลงเอา     ถ้าเห็นยังมิได้ที  ก็ค่อยทำความเพียรคอยอยู่กว่าจะได้ลูกไก่     ข้าพเจ้าจึงถามว่า
               ซึ่งอุปมาว่าเหยี่ยวนั้นคือตัวลิโป้   อันลูกไก่นั้นคือผู้ใดเล่า      โจโฉจึงบอกว่าลูกไก่นั้นคืออ้วนสุดเจ้าเมืองลำหยง
               ซุนเซ็กเจ้าเมืองกังตั๋ง    อ้วนเสี้ยวเจ้าเมืองกิจิ๋ว    เล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว    เล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวน
               เตียวฬ่อเจ้าเมืองฮันต๋ง    ลิโป้ได้ยินดังนั้นดีใจสำคัญว่าจริงจึงวางกระบี่เสีย   แล้วจึงว่า   
               โจโฉนั้นมีสติปัญญาประมาณใจเราถูกทุกประการ



                                                    ฝ่ายอ้วนสุดตั้งแต่ได้ตราหยกของซุนเซ็กไว้   ก็คิดแต่จะตั้งตัวเป็นเจ้า
                  แล้วปรึกษาทหารทั้งปวงว่า   เราได้ยินคำโบราณเล่าสืบๆ มาครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจแต่ยังมิได้ราชสมบัตินั้น
                  เป็นคนอนาถาอุปมาดังว่าอยู่ในท้องทะเล   อุตส่าห์ทำความเพียรมาเป็นอันมากค่อยตั้งตัวได้   จึงได้ราชสมบัติ
                  ทรงพระนามชื่อพระเจ้าฮั่นโกโจ     พระราชวงศ์ได้เสวยราชย์ต่อๆ มาได้ถึงสี่ร้อยปี   จนถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้
                  ครั้งนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ราชสมบัติ   เกิดอันตรายจลาจลต่างๆ เห็นราชสมบัติก็ร่วงโรยจวนจะสูญอยู่แล้ว
                  ตัวเราก็เป็นเชื้อขุนนางมาแต่ก่อน    ราษฎรรักเราเป็นอันมาก   เราจำจะตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า 
                  ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด


                                                    เอียมเซียงที่ปรึกษาจึงห้ามว่า   เมื่อครั้งพระเจ้าติวอ๋องได้ราชสมบัติอยู่ในเมืองหลวง
                  เบียดเบียนให้ราษฎรได้ความเดือดร้อน    ขณะนั้นจิ๋วบุนอ๋องซึ่งเป็นขุนนางอยู่    เมืองกิสันรู้การสงคราม
                  หัวเมืองทั้งปวงอยู่ในอำนาจจิ๋วบุนอ๋องนั้นถึงสองส่วน    อยู่ในอำนาจพระเจ้าติวอ๋องนั้นส่วนเดียว
                  แลจิ๋วบุนอ๋องนั้นก็มีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน   มิได้ตั้งตัวเป็นเจ้า    บัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ยังมีพระชนม์อยู่
                  แล้วก็มิได้ทำอันตรายแก่ราษฎร   ซึ่งท่านจะตั้งตัวเป็นเจ้านั้นข้าพเจ้าเห็นไม่ควร


                                                     อ้วนสุดได้ยินจึงว่า   ตราสำหรับกษัตริย์อยู่ในเงื้อมมือกู 
                  เหมือนหนึ่งเทพดามาเษกให้กูเป็นเจ้า   แม้ใครไม่ยอมจะให้ตัดศีรษะเสีย     คนทั้งปวงก็นิ่งอยู่
                  อ้วนสุดจึงให้จัดแจงบ้านเมือง   แล้วตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าชื่อต๋องซือ    คำไทยว่าเป็นเชื้อพระเจ้างีซุ่นมาแต่ก่อน

     
     
     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     

     

     

                  อิกิ๋มจึงไปหาโจโฉบอกเนื้อความว่า   ทหารแฮหัวตุ้นคบกันไปตีชิงเอาทรัพย์สิ่งของอาณาประชาราษฎร

                  ข้าพเจ้าเห็นไม่ชอบจึงฆ่าทหารเสียเป็นหลายคน     โจโฉจึงถามว่า   เรากับตัวต่างคนต่างแตกมา 

                  เป็นไฉนตัวจึงมิได้หาเราให้พบก่อน   ตัวไปตั้งค่ายอยู่กลางทางนั้นปรารถนาสิ่งใด


                                                      อิกิ๋มจึงบอกแก่โจโฉตามที่คิดไว้   หวังจะป้องกันข้าศึกอันยกตามท่านมา 

                  ข้าพเจ้าจึงได้รบกับเตียวสิ้วจนแตกไป   ซึ่งข้าพเจ้ามิได้เที่ยวหาท่านให้พบนั้น  โทษข้าพเจ้าผิดอยู่แล้ว

                  โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงสรรเสริญว่า   ซึ่งท่านคิดทำทั้งนี้ไว้จึงได้ชัยชนะคืน   อันความคิดทั้งนี้

                  ถึงทหารแต่ก่อนก็มิได้เสมอท่าน    แล้วให้เครื่องทองแก่อิกิ๋มสำรับหนึ่งเป็นบำเหน็จ   ตั้งให้อิกิ๋มเป็นเอกสิ้วเดงเฮา

                  แปลภาษาไทยว่าพระยาอายุมาก     แลแฮหัวตุ้นซึ่งมิได้กำชับทหาร   ละให้ทำร้ายแก่ราษฎรนั้นให้คาดโทษไว้


                                                     โจโฉจึงให้แต่งโต๊ะรินสุราเซ่นเตียนอุย   แล้วจึงว่าแก่ทหารว่าถึงบุตรกับหลานเราตาย

                  ก็มิได้เสียดายเท่าเตียนอุยเลย   แล้วก็ร้องไห้รักเตียนอุย      ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็มีใจรักโจโฉเป็นอันมาก 

                  ต่างคนต่างร้องไห้ด้วย     ครั้นโจโฉค่อยคลายทุกข์โศกแล้ว   จึงให้จัดแจงทหารแล้วก็ยกกลับไปเมืองฮูโต๋


     

                                                     ฝ่ายอ่องเจ๊กซึ่งโจโฉใช้ให้ถือหนังสือไปให้ลิโป้    เมื่ออ่องเจ๊กมาถึงเมืองชีจิ๋วนั้น 

                  ลิโป้รู้ก็ออกมารับ   จึงเชิญเข้าไปในเมือง     อ่องเจ๊กจึงเอาหนังสือรับสั่งให้ลิโป้รับเอามาอ่านดู

                  ในหนังสือรับสั่งเป็นใจความว่าให้ลิโป้เป็นเปงต๋องจงกุ๋น   แปลภาษาไทยว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่สำหรับปราบโจร

                  ฝ่ายตะวันตก     แลในหนังสือโจโฉฉบับหนึ่งนั้นว่า   ให้ลิโป้สมัครสมานกับเล่าปี่  อย่าให้มีพยาบาทกันสืบไป 

                  แลอ่องเจ๊กนั้นบอกแก่ลิโป้ว่าทุกวันนี้มหาอุปราชมีความเมตตาท่านอยู่เป็นอันมาก   จึงกราบทูลเสนอความชอบ

                  ให้ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่     ลิโป้ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี


                                                      ขณะนั้นพอทหารลิโป้เข้ามาบอกแก่ลิโป้ว่า   บัดนี้อ้วนสุดให้ทหารมาหาท่าน  

                  ลิโป้ก็ให้หาตัวเข้ามาแล้วถามว่าอ้วนสุดใช้มาด้วยเหตุสิ่งใด      ฝ่ายทหารจึงบอกว่า   อ้วนสุดให้ข้าพเจ้ามาบอกว่า

                  อ้วนสุดให้จัดแจงการซึ่งจะตั้งตัวเป็นเจ้าแผ่นดิน   แล้วจะตั้งบุตรนั้นเป็นตงก๋ง   แปลภาษาไทยว่าเป็นที่ฝ่ายหน้า

                  ให้ท่านเร่งส่งบุตรหญิงของท่านไป   จะได้แต่งให้อยู่ด้วยกันทีเดียว


                                                      ลิโป้ได้ฟังดังนั้นจึงด่าอ้วนสุดว่า   มันคิดการหยาบช้าเป็นขบถต่อแผ่นดิน 

                  จึงให้เอาตัวทหารอ้วนสุดไปฆ่าเสีย    แล้วให้เอาตัวหันอิ้นซึ่งจำไว้นั้นมาลงพืดเหล็กไว้ให้มั่น 

                  ลิโป้จึงให้แต่งหนังสือให้ตันเต๋ง   คุมเอาตัวหันอิ้นขึ้นไปให้โจโฉ



                                                      โจโฉจึงเอาหนังสือมาอ่านดูเป็นใจความว่า 

                  ข้าพเจ้าลิโป้คำนับมาด้วยมหาอุปราชได้เมตตาข้าพเจ้า   แล้วช่วยกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ข้าพเจ้า

                  ได้เป็นเจ้าเมืองชีจิ๋ว    ข้าพเจ้าจะได้ทำราชการสืบไป      โจโฉแจ้งในหนังสือแลเนื้อความนั้นแล้วจึงคิดว่า 

                  ครั้งนี้ลิโป้กับอ้วนสุดมีความขัดเคืองกัน   เห็นขาดจากเกี่ยวดองกันแล้วจึงทำการทั้งนี้ 

                  โจโฉจึงให้ทหารเอาตัวหันอิ้นไปฆ่าเสีย


                                                            ตันเต๋งจึงกระซิบโจโฉว่า   อันลิโป้นี้เป็นคนหยาบช้า

                                                           เหมือนหนึ่งสัตว์เดรัจฉาน   มีแต่กำลังหาปัญญามิได้

                                            ซึ่งมหาอุปราชจะเลี้ยงลิโป้เป็นใหญ่นั้น   นานไปก็จะกลับเป็นศัตรูท่าน


                                                     โจโฉจึงว่าเราแจ้งอยู่แล้ว   จำเราจะคิดอ่านกำจัดลิโป้เสีย

                  ตัวท่านสองคนพ่อลูกอยู่ในเมืองชีจิ๋วก็แจ้งความคิดลิโป้อยู่สิ้น   เมื่อเราจะยกไปเมืองชีจิ๋วนั้น 

                  ถ้าขัดสนสิ่งใดท่านจงช่วยคิดอ่านด้วย     ตันเต๋งจึงรับว่า  แม้นมหาอุปราชจะยกไปเมื่อใด 

                  ตัวข้าพเจ้ากับบิดาจะคิดอ่านเป็นไส้ศึกอยู่ในเมือง


                  โจโฉจึงตั้งตันเต๋งเป็นเจ้าเมืองกองเหลงซึ่งขึ้นแก่เมืองชีจิ๋ว    แล้วให้มีตรารับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปเมืองชีจิ๋ว 

                  เติมส่วยให้แก่ตันกุ๋ยผู้เป็นบิดาตันเต๋งเป็นอันมาก     ตันเต๋งก็คำนับลาโจโฉๆ ก็ยุดมือตันเต๋งไว้   แล้วว่า

                  การซึ่งคิดไว้ครั้งนี้   เราปลงใจไว้แก่ท่านๆ จงคิดอ่านกระทำการให้สำเร็จจงได้ 

                  ตันเต๋งก็รับคำโจโฉแล้วก็คำนับลากลับไปหาลิโป้    เมืองชีจิ๋ว 

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)




                                                                         ฝ่ายแฮหัวตุ้นซึ่งแตกมาก่อนนั้น
                                              คุมทหารไปเที่ยวตีชิงทรัพย์สิ่งสินของอาณาประชาราษฎร์   ซึ่งอยู่บ้านนอกได้ไว้เป็นอันมาก


                                              ฝ่ายอิกิ๋มซึ่งแตกนั้นคุมทหารมาได้   รู้ว่าแฮหัวตุ้นกับทหารทั้งปวงไปตีชิงราษฎรชาวบ้านนอก
                อิกิ๋มมีใจเอ็นดูแก่ราษฎร  จึงคุมทหารออกไปไล่ฆ่าฟันทหารแฮหัวตุ้นล้มตายแตกกระจัดกระจายไปเป็นอันมาก


                                              ครั้นทหารแฮหัวตุ้นมาพบโจต่างคนต่างร้องไห้   แล้วบอกเนื้อความแก่โจโฉว่า
                อิกิ๋มกระทำหยาบช้าไล่ฆ่าฟันข้าพเจ้าทั้งปวงล้มตายบ้างแตกหนีมาได้บ้าง
                เห็นอิกิ๋มจะเป็นกบฏต่อท่านจึงทำการทั้งนี้        โจโฉตกใจยังมิทันจะว่าประการใด
                ฝ่ายแฮหัวตุ้นเคาทูลิเตียนงักจิ้นมาบอกเนื้อความว่า   อิกิ๋มทำการทั้งนี้   เห็นจะเอาใจออกหากท่าน
                ขอให้ท่านตระเตรียมทหารไว้ให้พร้อม  จะได้คิดการจับอิกิ๋ม     โจโฉจึงสั่งให้จัดแจงทหารเตรียมไว้




                                              ฝ่ายอิกิ๋มให้ตั้งค่ายอยู่หวังจะรับโจโฉ   แล้วจะได้ป้องกันกองทัพเตียวสิ้ว
                ครั้นอิกิ๋มรู้ว่าทหารโจโฉแตกมาใกล้แล้ว    จึงให้ทหารทั้งปวงถือเครื่องศัสตราวุธรักษาค่ายอยู่เป็นมั่นคง
                ทหารอิกิ๋มรู้กิตติศัพท์ว่า   แฮหัวตุ้นกับทหารทั้งปวงไปบอกแก่โจโฉกล่าวโทษอิกิ๋มว่าเป็นกบฏต่อโจโฉ
                จึงเอาเนื้อความทั้งปวงบอกแก่อิกิ๋ม   แล้วถามว่า  เมื่อเขากล่าวโทษท่านอยู่ฉะนี้
                เป็นไฉนจึงยังตั้งค่ายตระเตรียมทหารอยู่อีกเล่า   ซึ่งท่านมิได้ไปหาโจโฉนั้น  โจโฉก็จะเห็นสมร้ายด้วย


                                                                                         อิกิ๋มจึงตอบว่า   ซึ่งกล่าวโทษแก่เรานั้นเป็นความริษยากัน
                                                           ซึ่งเราตั้งค่ายไว้นี้   ด้วยโจโฉหนีกองทัพเตียวสิ้วมาจะได้เข้ามาอาศัย
                                                           แล้วจะได้ต่อรบกับเตียวสิ้ว   ข้อซึ่งผิดแลชอบนั้นจึงค่อยคิดต่อภายหลัง


                                              ฝ่ายกองทัพเตียวสิ้วยกมาสกัดหน้าเป็นสองด้าน   พอพบค่ายอิกิ๋มซึ่งตั้งอยู่
                อิกิ๋มก็คุมทหารขับม้ารำทวนออกไปรบด้วยเตียวสิ้วเป็นสามารถ    เตียวสิ้วเห็นจะต้านทานอิกิ๋มมิได้
                ก็พาทหารถอยไปทางแม่น้ำหยกซู     อิกิ๋มก็คุมทหารไล่ฆ่าฟันทหารเตียวสิ้วไปจนถึงโจโฉ
                ทหารโจโฉเห็นก็ชวนกันเข้าฟันทหารเตียวสิ้ว   แตกกระจัดกระจายล้มตายเป็นอันมาก
                เตียวสิ้วกับทหารซึ่งเหลือตายนั้นก็หนีไปหาเล่าเปียว    เมืองเกงจิ๋ว
                โจโฉก็มิได้ติดตาม   แล้วตรวจตราซ่องสุมทหารทั้งปวงอยู่
     
     
     
     
                                                                                            Small Tip  :     การพักผ่อนจะช่วยเติมพลังให้ร่างกาย
                                                                               และเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิม
     
     
     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
                                         เตียวสิ้วจึงสั่งทหารทั้งสี่ค่ายให้ตระเตรียมอาวุธไว้จงพร้อม   ในเวลากลางคืนวันนี้ให้ฟังสัญญา
               ถ้าได้ยินเสียงประทัดแล้วเมื่อใด   จงยกเข้าปล้นค่ายจับตัวโจโฉให้จงได้     แล้วให้กาเซี่ยงไปเชิญเตียนอุยมากินโต๊ะ
                 ค่าย    เตียนอุยก็มาเสพสุราเมานัก    ครั้นเวลาพลบค่ำเตียนอุยก็ลาเตียวสิ้วกลับไปด้วยกำลังเมา 
               เตียนอุยก็นอนหลับอยู่ในทับริมประตูค่าย


                                        เฮาเฉีย   จึงปลอมเข้าไปลักเอาทวนสองเล่มของเตียนอุยนั้นมาได้
                ฝ่ายโจโฉกับนางเจ๋าซือเสพสุราอยู่ด้วยกัน    พอได้ยินเสียงทหารอื้ออึง   โจโฉจึงให้ทหารไปสืบดูกลับมาบอกว่า
                เตียวสิ้วเกณฑ์ทหารให้ตระเวณค่าย   โจโฉมิได้มีความสงสัย     ครั้นเวลาสองยามทหารจึงเข้ามาบอกโจโฉว่า
                เห็นเกวียนบรรทุกหญ้าอยู่ข้างหลังค่ายนั้นเพลิงติดไหม้อยู่   โจโฉมิได้มีความสงสัย   แล้วจึงว่าอย่าตกใจวุ่นวายไป
                ทหารทั้งปวงเอาหญ้ามาหุงอาหารแล้วมิได้ระวังให้เพลิงติดขึ้น   จึงเร่งช่วยกันดับเสีย
                เมื่อโจโฉว่านั้นพอเห็นเพลิงติดสว่างขึ้นรอบค่าย   ทั้งเสียงประทัดนั้นดังขึ้นทั้งสี่ด้าน   เสียงทหารอื้ออึงโจโฉก็ตกใจ
                จึงเรียกหาเตียนอุยๆ ก็ตกใจตื่นขึ้นมิทันใส่เกราะ   คว้าหาทวนสำหรับมือก็มิได้พบ
                ฝ่ายทหารเตียวสิ้วหักเข้ามาได้ถึงประตูค่าย   เตียนอุยจึงวิ่งไปฉวยเอาดาบของทหารเลวฟันทหารเตียวสิ้ว
                ตายประมาณยี่สิบสี่ยี่สิบห้าคน    ทหารทั้งปวงก็ถอยออกมารออยู่


                                        ฝ่ายทหารเตียวสิ้วทั้งสองกองข้างหลังค่ายนั้น   ก็หักเข้าไปได้เป็นอันมาก
                เข้ากลุ้มรุมกันฟันแทงเตียนอุยต้องอาวุธบาดเจ็บทั่วกาย    เตียนอุยนั้นมิได้ย่อท้อถือดาบฟันทหารเตียวสิ้ว
                จนดาบนั้นหักไป   จึงฉวยเอาศพข้างละมือป้องกันสู้รบ   แล้วเอาศพนั้นฟาดถูกทหารเตียวสิ้วตายอีกเก้าคนสิบคน
                 แลทหารเตียวสิ้วนั้นสู้เตียนอุยมิได้   ก็ถอยออกไปประมาณเก้าวาสิบวา  
                 แล้วเอาเกาทัณฑ์ยิงระดมไปถูกเตียนอุยเป็นอันมาก   เตียนอุยก็ยังยืนรบอยู่   ทหารกองหนึ่งวิ่งเข้ามาข้างหลัง
                 เอาทวนแทงถูกเตียนอุยเป็นหลายเล่มจนเตียนอุยรากโลหิตออกมา   แล้วซวนไปยืนพิงประตูค่ายอยู่จนสิ้นใจตาย
                 แลทหารเตียวสิ้วซึ่งอยู่ข้างนอกนั้นมิทันรู้ว่าเตียนอุยตาย   ต่างคนต่างกลัวฝีมือเตียนอุยก็มิได้เข้าไป

     

                                          ในขณะเมื่อเตียนอุยยังรบสู้อยู่นั้น    โจโฉจึงขึ้นม้าพาโจอั๋นบิ๋นกับทหารประมาณเก้าคนสิบคน
                 หนีออกข้างหลังค่ายได้     ฝ่ายทหารโจโฉซึ่งอยู่ต่างค่ายนั้นแตกกระจัดกระจาย   หนีข้ามแม่น้ำหยกซุยไปได้บ้าง
                 เหล่าทหารเตียวสิ้วนั้นฆ่าฟันทหารโจโฉล้มตาย    ครั้นรู้ว่าโจโฉหนีออกไปข้างหลังค่ายจึงชวนกันยกติดตามไป
                 เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกโจอั๋นบิ๋นตกม้าตาย   โจโฉนั้นถูกเกาทัณฑ์แห่งหนึ่ง   ม้าซึ่งโจโฉขี่นั้นมีกำลังเป็นอันมาก
                 ถูกเกาทัณฑ์สามดอกมิได้ล้ม   โจโฉขับม้าหนีไปถึงแม่น้ำหยกซุยแต่ผู้เดียว
                 ทหารเตียวสิ้วจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงระดมไปถูกจักษุม้าล้มลงตาย


                                                      พอโจงั๋งผู้บุตรโจโฉมาพบโจโฉเข้า   จึงเอาม้านั้นให้บิดาขี่ไป
                                                        พอทหารเตียวสิ้วยิงเกาทัณฑ์มาถูกโจงั๋งตายอยู่กับริมฝั่ง
                                                       โจโฉหนีไปพบทหารซึ่งแตกมาเป็นอันมากก็พากันรีบหนีไป
     
     
     
     
     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     
                                               ครั้นอยู่มาวันหนึ่งโจโฉเสพสุราเมา   จึงเข้าไปในที่นอนแล้วถามคนสนิทว่า
              ในเมืองนี้มีหญิงรูปงามบ้างหรือ    โจอั๋นบิ๋นผู้เป็นหลานจึงบอกว่า  เวลาเย็นวันนี้ข้าพเจ้าไปเที่ยวเล่น
              แลเห็นหญิงคนหนึ่งรูปงาม   ข้าพเจ้าสืบถามได้เนื้อความว่า  เป็นภรรยาเตียวเจ้ผู้อาเตียวสิ้ว
              บัดนี้เตียวเจ้ตายแล้วหญิงนั้นเป็นม่ายอยู่

               โจโฉได้ฟังดังนั้นด้วยกำลังเมาสุราจะใคร่ได้    จึงใช้โจอั๋นบิ๋นกับทหารไปรับหญิงคนนั้นมาในเวลาพลบค่ำ 
               โจโฉเห็นรูปร่างหญิงนั้นงามก็มีความยินดีจึงถามว่าเจ้าชื่อใด 
               นางจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อเจ๋าซือเป็นภรรยาเตียวเจ้ผู้ตาย    โจโฉจึงถามว่าเจ้ารู้จักเราหรือไม่    นางเจ๋าซือจึงบอกว่า
               ข้าพเจ้ามิได้รู้จักท่าน  ได้ยินเขาเล่าลือว่าท่านเป็นมหาอุปราช   ซึ่งข้าพเจ้าได้มาพบท่านครั้งนี้ก็เป็นบุญของข้าพเจ้า
               โจโฉจึงว่า   เพราะเราเห็นแก่เจ้า  เราจึงยอมให้เตียวสิ้วมาเข้าเกลี้ยกล่อม
               หาไม่เราจะฆ่าเตียวสิ้วแลญาติพี่น้องเสียให้สิ้น    นางเจ๋าซือจึงคำนับแล้วว่า 
               ซึ่งมหาอุปราชยกโทษไว้นั้นคุณหาที่สุดมิได้     โจโฉจึงว่าเราจะเลี้ยงเจ้าเป็นภรรยาแล้วจะพาไปอยู่เมืองฮูโต๋ 
               นางเจ๋าซือจึงว่า  ทั้งนี้ตามแต่ท่านจะเมตตา      โจโฉก็พานางเจ๋าซือเข้าไปนอนอยู่ด้วยกันจนเวลาเช้า  
               นางเจ๋าซือจึงว่าแก่โจโฉว่า   ซึ่งจะอยู่ในเมืองนี้ความครหานินทาก็จะมีเป็นอันมาก     ประการหนึ่งเตียวสิ้วรู้
               ก็จะมีความแหนงท่าน    โจโฉจึงว่า  เจ้าว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่    พรุ่งนี้จะพากันออกไปอยู่    ค่ายนอกเมือง   
               ครั้นเวลารุ่งเช้าโจโฉจึงพานางเจ๋าซือออกไป    ค่าย  แล้วสั่งเตียนอุยให้อยู่รักษาประตูค่าย
               อย่าให้ผู้ใดนอกนั้นเข้าออกได้  ต่อเราสั่งจึงให้เข้ามา  
               โจโฉหลงด้วยนางเจ๋าซือมิได้ออกว่าราชการ   แล้วก็มิได้คิดที่จะยกกลับไปเมืองฮูโต๋
     
     
     

                                            ฝ่ายเตียวสิ้วรู้ว่าโจโฉให้ไปรับเอานางเจ๋าซือ   ซึ่งเป็นอาสะใภ้ออกไปไว้เป็นภรรยาก็น้อยใจนัก
                จึงหากาเซี่ยงเข้ามาบอกเนื้อความทั้งปวงแล้วว่า   จะคิดประการใดจึงจะแก้แค้นโจโฉได้
                กาเซี่ยงจึงว่า  ท่านอย่าเพิ่งทำวุ่นวายก่อน  งดให้โจโฉออกว่าราชการ   ท่านจึงไปหาโจโฉบอกว่า
     
                ทหารซึ่งเกลี้ยกล่อมได้ใหม่นั้นหลบหนีไปเป็นอันมาก    จะขอออกมาตั้งแทรกอยู่หว่างค่ายท่าน  
                ทหารทั้งปวงจะได้กลัวบุญท่านจึงจะไม่หนีได้   ถ้าโจโฉยอมแล้วเราจึงจะคิดการจับโจโฉได้โดยง่าย
                เตียวสิ้วเห็นชอบด้วย

                ครั้นอยู่มาวันหนึ่งจึงไป    ค่ายโจโฉ   พอโจโฉออกว่าราชการเตียวสิ้วจึงว่าแก่เตียนอุยผู้รักษาประตูว่า
                เราจะขอเข้าไปหาโจโฉ    เตียนอุยก็ไปบอกแก่โจโฉๆ ว่าให้เข้ามาเถิด    เตียวอุยก็พาเตียวสิ้วเข้าไป
                เตียวสิ้วคำนับแล้วว่าแก่โจโฉตามคำกาเซี่ยง  ซึ่งคิดให้นั้นทุกประการ
                โจโฉจึงว่า  ท่านจะยกทหารออกมาตั้งอยู่ด้วยเราก็ตามเถิด    เตียวสิ้วก็กลับมากะเกณฑ์ทหารออกไปตั้งอยู่
                ตามมุมค่ายโจโฉทั้งสี่ด้าน    จึงปรึกษากับเฮาเฉียว่าซึ่งเราจะคิดทำการจับโจโฉนั้น
                เกรงอยู่แต่เตียนอุยซึ่งรักษาประตูนั้นมีกำลังเป็นอันมากเราจะทำการมิได้สะดวก


                                                   เฮาเฉียจึงว่า   ข้าพเจ้ามีกำลังแบกเหล็กได้ห้าร้อยชั่ง  เดินทางได้วันละเจ็ดพันเส้น
                ขอให้คิดอ่านเอาทวนสองเล่มซึ่งเตียนอุยถืออยู่นั้นมาเสียได้แล้ว   ถึงเตียนอุยจะมีกำลังสักเท่าใดข้าพเจ้าก็จะสู้ได้
                ขอให้ท่านเชิญเตียนอุยมากินโต๊ะ   เสพสุราเมาแล้วกลับไปก็จะนอนหลับอยู่   ข้าพเจ้าจะปลอมเข้าไป
                ลักเอาทวนสองเล่มมาให้ได้   ท่านจึงคิดทำการต่อไปอย่าได้กลัวเตียนอุยเลย
     
     
     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
                                        ฝ่ายโจโฉก็ตระเตรียมทหารจะไปตีเมืองชีจิ๋ว  
            พอทหารเอาเนื้อความมาบอกแก่โจโฉว่า  เตียวสิ้วเจ้าเมืองอ้วนเซียซึ่งเป็นหลานเตียวเจ้นั้นได้กาเซี่ยงไว้เป็นที่ปรึกษา
            ซ่องสุมทหารไว้เป็นอันมาก   บัดนี้คบคิดกับเล่าเปียวซึ่งอยู่    เมืองเกงจิ๋ว   จะยกมาตีเมืองฮูโต๋


                                                   โจโฉจึงคิดว่า   จะยกกองทัพไปรบเตียวสิ้ว    เมืองอ้วนเซีย
                   แต่เกรงอยู่ว่า  ลิโป้รู้จะยกกองทัพวกหลังมาตีเอาเมืองฮูโต๋   จึงปรึกษาแก่ซุนฮกว่า  เตียวสิ้วจะมาตีเอาเมืองเรา
                   ครั้นจะยกไปตีเตียวสิ้วก่อน   ฝ่ายลิโป้รู้ก็จะยกกองทัพมาตีเมืองเรา   เมื่อเป็นกังวลอยู่ฉะนี้จะคิดประการใด 
                  ซุนฮกจึงว่าลิโป้นั้นหาความคิดมิได้   เป็นคนโลภกำเริบแต่จะเอายศถาศักดิ์  
                  ขอให้มีหนังสือรับสั่งไปตั้งลิโป้เป็นเจ้าเมืองชีจิ๋ว   แล้วให้เป็นที่เปงตังจงกุ๋น 
                  แปลภาษาไทยว่าเจ้าพระยาปราบโจรฝ่ายตะวันออก    แล้วให้มีหนังสือของท่านนอกนั้นไปอีกฉบับหนึ่งว่า 
                  ให้ลิโป้กับเล่าปี่สมัครสมานกัน    ฝ่ายลิโป้นั้นก็จะมีใจภักดีต่อท่าน  เห็นจะไม่ยกมารบเมืองฮูโต๋


                                                                                   โจโฉเห็นชอบด้วย
                                                จึงแต่งหนังสือตามคำซุนฮกว่า  แล้วให้อ่องเจ๊กถือไปให้ลิโป้
                                    แล้วโจโฉจึงให้จัดแจงทหารได้สิบห้าหมื่น   ให้แฮหัวตุ้นกับอิกิ๋มเป็นทัพหน้า
                      แล้วแบ่งทหารออกเป็นสามกอง  ยกไปถึงแม่น้ำหยกซุย  ก็ให้หยุดทัพตั้งค่ายอยู่เป็นหลายวัน


                                        ฝ่ายกาเซี่ยงรู้กิตติศัพท์ดังนั้นจึงว่าแก่เตียวสิ้วว่า   โจโฉยกทหารมาครั้งนี้ประมาณยี่สิบหมื่น 
             แล้วทหารเอกที่มีฝีมือเป็นอันมาก   เราจะออกรบด้วยบัดนี้เห็นจะเสียทีแก่โจโฉเป็นมั่นคง  
             จำเราจะออกไปเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยโจโฉโดยดี   จึงจะไม่เสียเมือง     เตียวสิ้วเห็นชอบด้วย 
             จึงให้กาเซี่ยงออกไปหาโจโฉ    ค่าย   จึงคำนับแล้วว่าบัดนี้เตียวสิ้วรู้ว่ามหาอุปราชยกกองทัพมา  
             จึงให้ข้าพเจ้าออกมาอ้อนวอนจะขอเข้าเกลี้ยกล่อมอ่อนน้อมต่อท่านสืบไป


                                        โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า   กาเซี่ยงคนนี้พูดจาคมสันเป็นคนมีสติปัญญา
             จึงว่าบัดนี้เตียวสิ้วกับท่านจะยอมทำราชการด้วยเราๆ จะตั้งให้ท่านเป็นที่ปรึกษา     กาเซี่ยงจึงว่า
             ครั้งข้าพเจ้าทำราชการอยู่ด้วยลิฉุยๆ ทำการหยาบช้าต่อแผ่นดิน    ความร้ายก็พลอยมีอยู่แก่ข้าพเจ้าด้วย
             ข้าพเจ้ายังมิได้มีความชอบแก้โทษก่อน   ซึ่งมหาอุปราชจะตั้งข้าพเจ้าเป็นที่ปรึกษานั้น   พระคุณหาที่สุดมิได้   
             แต่เตียวสิ้วนั้นได้มีคุณแก่ข้าพเจ้า   เตียวสิ้วมิได้มีผู้ใดเป็นที่ปรึกษา   
             ข้าพเจ้าจะขออยู่ทำราชการด้วยเตียวสิ้ว  ก็เหมือนอยู่ในมหาอุปราช     โจโฉมิได้ตอบประการใด  
             กาเซี่ยงก็ลาไปบอกความแก่เตียวสิ้วทุกประการ    ครั้นเวลารุ่งเช้ากาเซี่ยงจึงพาเตียวสิ้วออกไปหาโจโฉ    ค่าย
             โจโฉเห็นเตียวสิ้วกาเซี่ยงออกมาหาก็มีความยินดี    ปราศรัยไต่ถามกิจการบ้านเมืองว่ายังปรกติอยู่หรือ  
             เตียวสิ้วก็บอกว่า  ราษฎรทั้งปวงเป็นสุขอยู่   แล้วเตียวสิ้วก็เชิญโจโฉให้เข้าไปตั้งอยู่ในเมืองอ้วนเซีย 
             โจโฉได้ยินดังนั้นก็มิได้มีความสงสัย   จึงให้ทหารตั้งค่ายรายทางมาใกล้กำแพงเมือง  แล้วโจโฉก็พาทหารซึ่งสนิท
             เข้าไปในเมืองอ้วนเซีย    เตียวสิ้วจึงให้แต่งโต๊ะเชิญให้โจโฉกิน  แล้วจัดแจงที่ให้โจโฉอยู่เป็นหลายวัน
     
     
     
     
     
     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
                                                                                         ตอนที่  ๑๕



                                    โจโฉไปตีเมืองอ้วนสุด                                                                                            ๒๙๐
                                    เตียวสิ้วเจ้าเมืองอ้วนเซียอ่อนน้อมต่อโจโฉ                                                            ๒๙๑
                                    โจโฉแตกทัพเพราะให้นางเจ๋าซือ                                                                           ๒๙๒
                                    โจโฉเกลี้ยกล่อมลิโป้                                                                                             ๒๙๘
                                    อ้วนสุดตั้งตัวเป็นเจ้า                                                                                             ๓๐๒
                                    อ้วนสุดไปรบแพ้ลิโป้                                                                                              ๓๐๗
                                    โจโฉเกลี้ยกล่อมซุนเซ็ก                                                                                         ๓๐๙
     
     
     
     
     
     
     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     
     

                      ฝ่ายเล่าปี่จึงว่าแก่เตียวหุยว่า   เกิดเหตุทั้งนี้เพราะตัวไปตีชิงเอาม้าลิโป้มา   บัดนี้ตัวเอาม้าไปซ่อนไว้แห่งใด

                      เตียวหุยจึงบอกว่า  เอาไปซ่อนไว้    วัดก๊กอี้บนเนินเขา      เล่าปี่จึงให้ทหารออกไปขอขมาลิโป้ 

                      ว่าเดิมนั้นมิได้รู้จึงไม่รับ   บัดนี้จริงอยู่แล้ว  ข้าพเจ้าจะเอาม้ามาคืนให้   ท่านอย่าได้พยาบาทเลย

                      จะได้เห็นหน้ากันสืบไป     ลิโป้ก็คลายโกรธ  จึงว่าซึ่งเล่าปี่ให้มาขมาเรานี้   เราก็ยอมตามคำแล้ว

                      ตันก๋งจึงว่า  ได้ทีแล้วท่านจะรั้งรออยู่จะไม่กำจัดเล่าปี่เสียให้ได้   นานไปเล่าปี่ก็จะเป็นศัตรูทำอันตรายแก่ท่าน

                      ลิโป้เห็นชอบด้วย  ก็ยกทหารเข้าตีเมืองเสียวพ่าย


                                                    เล่าปี่เห็นจะต้านทานมิได้   จึงปรึกษาด้วยบิต๊กกับซุนเขียนว่า   ครั้งนี้ลิโป้มีกำลังเป็นอันมาก

               ท่านจะคิดประการใด    ซุนเขียนจึงว่า  โจโฉมีน้ำใจพยาบาทลิโป้อยู่   เราจะรบฝ่าหนีออกไป    เมืองฮูโต๋

               แล้วจะขอทหารโจโฉยกกลับมารบกับลิโป้     เล่าปี่เห็นชอบด้วย  จึงว่าผู้ใดจะอาสาตีฝ่าออกไป    เตียวหุยก็รับอาสา

               เล่าปี่จึงจัดแจงทหารให้เตียวหุยเป็นกองหน้า   ตัวเล่าปี่คุมครอบครัวเป็นกองกลาง   กวนอูคุมทหารเป็นกองหลัง

               ครั้นเวลาสามยามเดือนสว่าง  เล่าปี่กวนอูเตียวหุยก็ยกทหารเปิดประตูเมืองรบป้องกันฝ่าออกไปข้างทิศเหนือ


                                         ฝ่ายซงเหียนงุยซกซึ่งคุมทหารอยู่ฝ่ายทิศเหนือ   เห็นก็ยกทหารเข้ารบด้วยเตียวหุยเป็นสามารถ

               เตียวหุยกับเล่าปี่ก็ออกไปได้    เตียวเลี้ยวเห็นกวนอูยกมาเป็นกองหลัง  ก็ขับทหารเข้าตามตีท้าย

               กวนอูขับม้ารบป้องกันออกมาได้พร้อมกันกับเล่าปี่เตียวหุย   ก็ยกไปเมืองฮูโต๋   ลิโป้รู้ว่าเล่าปี่หนีไปก็มิได้ติดตาม

               จึงพาทหารทั้งปวงเข้าไปในเมืองเสียวพ่าย   เกลี้ยกล่อมให้ราษฎรเป็นปรกติ 

               แล้วตั้งให้โกซุ่นอยู่รักษาเมืองเสียวพ่าย   ลิโป้นั้นก็ยกกลับไปเมืองชีจิ๋ว


                                                    ฝ่ายเล่าปี่ครั้นยกมาถึงเมืองฮูโต๋จึงตั้งอยู่นอกเมือง   แล้วให้ซุนเขียนเข้าไปบอกแก่โจโฉว่า

              บัดนี้ลิโป้ยกมาตีเมืองเสียวพ่าย   ข้าพเจ้าเล่าปี่แตกหนีมา   จะขอพึ่งอยู่ด้วยท่าน    โจโฉก็มีความยินดีจึงว่า

              เล่าปี่นี้อุปมาเหมือนแซ่เดียวกับเรา   แล้วก็แต่งทหารให้ออกไปรับเล่าปี่เข้ามาในเมือง  

              เล่าปี่จึงให้กวนอูเตียวหุยอยู่รักษาครอบครัวแลทหารทั้งปวง   แล้วพาซุนเขียนกับบิต๊กเข้าไป 

              โจโฉออกมารับถ้อยทีถ้อยคำนับ   จึงเชิญเล่าปี่ให้นั่งที่สมควร   เล่าปี่จึงเล่าเนื้อความแต่หลังจนลิโป้ยกมาตี

              เมืองเสียวพ่ายให้ฟังทุกประการ    โจโฉจึงว่า  ลิโป้นั้นเป็นคนหยาบช้ามิได้รู้จักคุณท่านผู้มีคุณ

              ครั้งนี้ท่านได้มาถึงเราแล้ว   อย่าได้เป็นทุกข์เลยเราจะช่วยท่านๆ กับเราจะยกไปตีเมืองชีจิ๋วกำจัดลิโป้เสียให้ได้

              เล่าปี่จึงว่าท่านว่าทั้งนี้คุณหาที่สุดมิได้    โจโฉจึงให้แต่งโต๊ะเชิญให้เล่าปี่กิน

              แล้วเล่าปี่ก็ลาโจโฉกลับออกไปยังกองทัพ


                                              ซุนฮกจึงว่าแก่โจโฉว่า  เล่าปี่เป็นคนมีสติปัญญา   เห็นจะคบไว้มิได้   นานไปจะเป็นอันตราย

             บัดนี้เล่าปี่มาถึงเงื้อมมือเราจะฆ่าเสีย    โจโฉไม่เห็นด้วยก็นิ่งอยู่    ซุนฮกก็ลาไป

             พอกุยแกเข้าไปหาโจโฉๆ จึงเล่าเนื้อความให้กุยแกฟังตามซึ่งซุนฮกว่านั้น     กุยแกจึงว่า  ซึ่งซุนฮกว่านั้นไม่ชอบ

             ทุกวันนี้ท่านคิดการใหญ่   จะหาผู้มีสติปัญญาคิดการด้วย   เล่าปี่เป็นคนมีสติปัญญา  หนีร้อนมาพึ่งเย็น

             ถ้าท่านฟังคำซุนฮกฆ่าเล่าปี่เสีย   คนทั้งปวงซึ่งหมายใจจะมาอยู่ด้วยท่านนั้นก็คิดจะถอยหลังกลับใจไป

             อาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็จะครหานินทาเป็นที่สงสัย  ขอท่านคิดดูจงควร 

             โจโฉเห็นชอบด้วยจึงว่า  ท่านว่านี้ต้องความคิดเราทุกประการ    ครั้นเวลาเช้าโจโฉเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ 

             จึงกราบทูลว่าจะขอตั้งเล่าปี่เป็นเจ้าเมืองอิจิ๋ว   พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็โปรดให้    โจโฉก็ลากลับออกมาที่อยู่


                                                    เทียหยกจึงว่าแก่โจโฉว่า  เล่าปี่มีสติปัญญา   ซึ่งจะเป็นผู้น้อยอยู่ในบังคับผู้ใดนั้นหามิได้

             นานไปเห็นจะเอาใจออกหากท่านๆ จงจับเอาตัวเล่าปี่ฆ่าเสียจึงจะควร    โจโฉจึงว่าบัดนี้เราคิดเอาใจคนอยู่ 

             เล่าปี่เป็นคนมีสติปัญญา   เราจะฆ่าเสียนั้นคนทั้งปวงรู้ไปก็จะเสียใจ   เนื้อความทั้งนี้เราก็ได้ปรึกษากับกุยแกมาแล้ว

             แลท่านมาว่าทั้งนี้เห็นไม่ชอบ   พอเล่าปี่เข้ามาหาโจโฉๆ จึงจัดทหารสามพันให้แก่เล่าปี่    แล้วโจโฉจึงว่า

             เรากราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งท่านเป็นเจ้าเมืองอิจิ๋ว   ท่านไปอยู่เมืองอิจิ๋วแล้วจึงยกไปตีเมืองเสียวพ่าย 

             แล้วตั้งเกลี้ยกล่อมผู้คนไว้จะได้เป็นกำลังไปทำการกำจัดลิโป้    เมืองชีจิ๋ว 

             เล่าปี่ก็รับคำโจโฉกระทำคำนับ   แล้วลาโจโฉไปตั้งอยู่    เมืองอิจิ๋ว



                                                                                                                                    จบตอนที่  ๑๔  

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     
     

                                                    ตันกุ๋ยบิดาตันเต๋งซึ่งเป็นคนผู้ใหญ่   ป่วยนอนอยู่ในเรือน   ได้ยินเสียงกลองม้าล่ออึงมา

              จึงถามคนใช้ๆ บอกว่าลิโป้ยกลูกสาวให้บุตรอ้วนสุด   ตันกุ๋ยพิเคราะห์ดูก็แจ้งในกลอ้วนสุด   ตันกุ๋ยจึงคิดว่า

              แม้เรานิ่งเสียบัดนี้   เล่าปี่จะเป็นอันตรายมั่นคง    ตันกุ๋ยจึงแต่งตัวโพกผ้าขาวทำอาการเป็นประหนึ่งจะไปเยือนศพ

              แล้วก็เข้าหาลิโป้ๆ เห็นตันกุ๋ยมาผิดประหลาดหน้าตาโศกเศร้า   จึงถามว่าท่านมาไย  

              ตันกุ๋ยตอบว่าข้าได้ยินเสียงครึกโครม   คิดว่าเขาประโคมศพท่าน   จึงมาหวังจะเยือนศพท่าน 

              ลิโป้ตกใจจึงซักถามตันกุ๋ยว่า   ซึ่งท่านเจรจานี้เราเห็นประหลาดนัก  หรือใครบอกเล่าว่าเราตาย     ตันกุ๋ยจึงว่า

              แต่ก่อนท่านรับสิ่งของเป็นสินบนของอ้วนสุด   แล้วภายหลังท่านก็ยกไปช่วยเล่าปี่   ครั้นมาบัดนี้ได้ยินว่าท่าน

              ยกลูกสาวให้แก่บุตรอ้วนสุด   เมื่อท่านกับอ้วนสุดเป็นเกี่ยวดองกันแล้ว   อ้วนสุดก็จะยกไปตีเมืองเสียวพ่าย

              ท่านจะไปช่วยเล่าปี่ก็มิได้   เมื่อเมืองเสียวพ่ายเสียแก่อ้วนสุดแล้ว   เห็นว่าเมืองชีจิ๋วจะไม่เป็นสุข 

              อ้วนสุดจะได้เบียดเบียนยืมทหารแลเสบียง   ท่านจะเสียอ้วนสุดมิได้   ราษฎรทั้งปวงก็จะได้ความเดือดร้อน 

              เห็นท่านกับอ้วนสุดก็จะผิดใจกันเป็นมั่นคง    ประการหนึ่งอ้วนสุดคิดกบฏต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้   หัวเมืองทั้งปวง

              ก็ย่อมแจ้งอยู่สิ้น   แลท่านจะมาคิดกับอ้วนสุดดังนี้   คนทั้งหลายก็จะพลอยเป็นศัตรูท่าน   ลิโป้เห็นจริงด้วย 

              จึงว่าแก่ตันกุ๋ยว่า  เราทำการครั้งนี้เพราะฟังคำตันก๋งจึงเสียการ


                                                                        ลิโป้จึงให้เตียวเลี้ยวคุมทหารติดตามไป

                                                                  ชิงเอาลูกสาวกับตัวหันอิ้นมาแล้วให้จำหันอิ้นไว้

                                                    ลิโป้จึงให้หนังสือไปถึงอ้วนสุดว่า  เรายังจัดแจงสิ่งของทั้งปวงอยู่

                                                                    ถ้าสำเร็จแล้วเมื่อใดเราจึงจะส่งลูกสาวไปให้


                               ตันกุ๋ยจึงว่าแก่ลิโป้ว่า  ท่านจงส่งตัวหันอิ้นไปให้โจโฉ    เมืองฮูโต๋จะได้มีความชอบแก่ท่าน

             ลิโป้ยังมิได้ว่าประการใด    พอทหารเอาเนื้อความมาบอกว่า  บัดนี้เล่าปี่ให้เกลี้ยกล่อมซ่องสุมทหารได้เป็นอันมาก

         จะคิดประการใดมิได้รู้    ลิโป้จึงว่าซึ่งจะแคลงเล่าปี่มิได้   ด้วยธรรมดาทหารก็จำคิดอ่านจัดแจงไว้จะได้ป้องกันรักษาตัว

     

     


     

     

                                                             ครั้นอยู่มาลิโป้ให้ซงเหียนกับงุยซกไปซื้อม้า    เมืองซัวตั๋ง   กลับมาบอกแก่ลิโป้ว่า

               ข้าพเจ้าไปซื้อม้าได้สามร้อย   ครั้นมาถึงแดนเมืองเสียวพ่ายเวลากลางคืนมีผู้ร้ายมาตีชิงเอาม้าไปร้อยห้าสิบ

               ข้าพเจ้าสืบสาวได้เนื้อความว่า  เตียวหุยน้องเล่าปี่คุมพวกเพื่อนปลอมเป็นโจรป่ามาตีชิงเอาม้าไป

               ลิโป้ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ   จึงให้จัดแจงทหารพร้อมแล้วก็ยกไปเมืองเสียวพ่าย

               จะจับเอาเตียวหุยกับพวกเพื่อนซึ่งเป็นโจร


                                                                          เล่าปี่รู้ดังนั้นก็ตกใจคุมทหารออกมาตั้งรับ   แล้วจึงร้องถามลิโป้ว่า

                          พี่ยกกองทัพมานี้ด้วยเหตุสิ่งใด    ลิโป้จึงเอาแส้ม้าชี้หน้าแล้วร้องว่า  ครั้งกิเหลงยกมารบเมืองเสียวพ่ายนั้น

                          เรามีความเอ็นดูจึงช่วยคิดอ่านแก้ไขตัวจึงได้รอดชีวิตอยู่   ตัวมิได้รู้จักคุณควรหรือมาตีชิงเอาม้าของเราไว้

                          เล่าปี่จึงตอบว่า  ข้าพเจ้าให้ไปจัดซื้อม้าอยู่บ้าง   แลจะได้ตีชิงเอาม้าของท่านไว้หามิได้ 

                          ลิโป้จึงว่าตัวใช้เตียวหุยผู้น้องไปตีชิงเอาม้าของเราไว้ร้อยห้าสิบ   เป็นไฉนตัวจึงไม่รับ


                                                           เตียวหุยได้ยินลิโป้ว่าหยาบช้าแก่เล่าปี่ดังนั้นก็โกรธ   จึงขับม้าออกไปแล้วร้องตอบลิโป้ว่า

              ตัวกูตีชิงเอาม้าของมึงมาจริงอยู่   มึงจะทำไมกู     ลิโป้ได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงตอบว่า 

              อ้ายผู้ร้ายตากลมนี้ทำการหยาบช้าดูหมิ่นกูเป็นหลายครั้งมาแล้ว   กลับท้าทายอีกเล่า 

              เตียวหุยจึงตอบว่า  กูตีชิงเอาม้าของมึงไว้นี่มึงโกรธหรือ   ซึ่งมึงตีชิงเอาเมืองชีจิ๋วของพี่กูไว้นั้น   มึงเข้าใจว่า

              กูหาโกรธไม่หรือ     ลิโป้ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ  จึงขับม้าออกรบกับเตียวหุยได้ร้อยเพลง 

              เล่าปี่คิดเกรงว่าเตียวหุยจะเสียทีแก่ลิโป้จึงให้ตีม้าล่อขึ้น    เตียวหุยกลับเข้ามาหาเล่าปี่ 

              ครั้นเวลาค่ำเล่าปี่ก็ยกทหารกลับเข้าเมือง    ลิโป้ก็ยกทหารเข้าล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน

     

     

     

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     
     
                                                    กิเหลงได้ยินลิโป้ว่าดังนั้นก็มีความยินดี   จึงคิดว่าที่ไหนลิโป้จะยิงไปถูกปลายทวน 
               กูจะรับคำไว้แต่พอเป็นที   เมื่อลิโป้ยิงไม่ถูกแล้ว  กูก็จะได้ทีกระทำการกับเล่าปี่ถนัด  ลิโป้ก็จะช่วยเล่าปี่มิได้ 
               คิดแล้วกิเหลงก็รับคำลิโป้ไว้    ลิโป้ก็ชวนเล่าปี่กิเหลงเสพสุรา   แล้วลิโป้จึงจับเกาทัณฑ์ขึ้นร้องให้ทหารทั้งปวงดู
               แล้วก็ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกปลายทวนซึ่งปักไว้นั้น   ทหารทั้งปวงก็ร้องสรรเสริญลิโป้  ว่าชำนาญเกาทัณฑ์หาผู้เสมอมิได้
               ลิโป้หัวเราะแล้วจับเอามือเล่าปี่กิเหลงว่า  เราเสี่ยงแก่เทพดาก็เห็นปรากฏอยู่   แล้วก็ชวนกันกินโต๊ะ    กิเหลงจึงว่า
               บัดนี้เราก็เห็นประจักษ์ซึ่งท่านเสี่ยง   ครั้นเราจะยกกลับไปเกรงอ้วนสุดจะมิเชื่อ    ลิโป้จึงว่าท่านอย่าวิตกเลย 
               แล้วแต่งหนังสือเป็นสำคัญไปถึงอ้วนสุด   กิเหลงก็รับเอาหนังสือ   แล้วลากลับไปเมืองลำหยง


                                                       ลิโป้จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า  ครั้งนี้ถ้าเรามิยกมาท่านก็จะไม่พ้นมือกิเหลง
                                                เล่าปี่คำนับลิโป้แล้วลากลับไปเมืองเสียวพ่าย    ลิโป้ก็ยกทหารไปเมืองชีจิ๋ว


                                                    ฝ่ายกิเหลงไปถึงเมืองลำหยงจึงบอกเนื้อความทั้งปวงแก่อ้วนสุด
               แล้วเอาหนังสือของลิโป้นั้นไปให้    อ้วนสุดเห็นหนังสือนั้นก็โกรธ  ว่าลิโป้เจรจามิได้มีความสัตย์   จึงสั่งทหารว่า
               เราจะยกไปจับตัวเล่าปี่   แล้วจะไปตีเมืองชีจิ๋ว    กิเหลงจึงห้ามว่า  ลิโป้นั้นเป็นคนกล้าแข็ง   ทหารที่มีฝีมือก็มีมาก
               ท่านจะยกไปบัดนี้เล่าปี่กับลิโป้ยังชอบกันอยู่   เกลือกจะยกเข้าตีกระหนาบข้าพเจ้าเห็นจะเสียท่วงที  
               การเราที่คิดไว้เห็นจะมิสำเร็จ   ขอให้ท่านไปขอลูกสาวลิโป้ซึ่งเกิดด้วยนางเหงียมซีนั้นมาให้แก่ลูกชายท่าน  
               ลิโป้กับท่านก็จะสนิทเข้าด้วยกัน   ถึงจะคิดอ่านจับตัวเล่าปี่ก็จะได้โดยสะดวก    อ้วนสุดเห็นชอบด้วย 
               จึงแต่งให้หันอิ้นคุมเอาสิ่งของที่ดีเป็นอันมากไปให้แก่ลิโป้   ให้ว่าตามซึ่งกิเหลงคิดนั้น



                                                    หันอิ้นไปถึงเมืองชีจิ๋ว   เข้าไปหาลิโป้เอาสิ่งของนั้นให้แล้วจึงว่า 
               อ้วนสุดนายข้าพเจ้าคิดถึงท่าน   จึงให้ข้าพเจ้าเอาสิ่งของทั้งนี้มาให้ท่าน   จะขอลูกสาวท่านให้เป็นภรรยาบุตรอ้วนสุด
               จะได้เป็นไมตรีต่อกันสืบไป    ลิโป้ได้ยินดังนั้นก็มีใจยินดีรับเอาสิ่งของไว้   แล้วจึงเข้าไปปรึกษากับนางเหงียมซี
               ผู้เป็นภรรยา    นางเหงียมซีจึงว่าอ้วนสุดเป็นคนมีปัญญา   ทแกล้วทหารก็มาก   ตั้งอยู่เมืองลำหยงเป็นเมืองใหญ่
               นานไปเห็นอ้วนสุดจะได้เป็นเจ้า   ลูกเราก็จะได้เป็นใหญ่ด้วย   
               ครั้นคิดเห็นพร้อมกันแล้ว   ลิโป้จึงออกมาว่าแก่หันอิ้นว่า  เราจะให้ลูกสาวเราไปตามคำอ้วนสุด 
               แล้วเชิญให้หันอิ้นกินโต๊ะ    แล้วหันอิ้นก็ลาลิโป้กลับไปเมืองลำหยง   บอกเนื้อความแก่อ้วนสุดว่า 
               ลิโป้มีความยินดีต่อท่าน   รับว่าจะให้ลูกสาวแก่ท่าน


                                                                         อ้วนสุดได้ยินหันอิ้นว่าดังนั้น   เห็นว่าความคิดซึ่งคิดไว้นั้นจะสำเร็จ 
                                  อ้วนสุดจึงตกแต่งสิ่งของให้หันอิ้นคุมไปเมืองชีจิ๋ว   รับตัวลูกสาวลิโป้     หันอิ้นก็ลาอ้วนสุดไปเมืองชีจิ๋ว
                                  จึงเข้าไปหาลิโป้แล้วบอกว่า  อ้วนสุดมีความยินดีนัก   ให้ข้าพเจ้ามารับลูกสาวท่าน
                                  ลิโป้ได้ยินดังนั้นรับสิ่งของไว้แล้เชิญให้หันอิ้นกินโต๊ะ   แล้วจัดแจงให้ไปอยู่ตึกรับแขก



                                                      ครั้นเวลาเช้าตันก๋งที่ปรึกษาลิโป้มาหาหันอิ้นๆ เห็นตันก๋งก็ลุกออกมารับแล้วเชิญให้นั่ง
               ตันก๋งจึงว่าเล่าปี่อยู่ในอำนาจลิโป้   บัดนี้อ้วนสุดกับลิโป้ก็ชอบพอกันแล้ว   ถ้าอ้วนสุดมาหาลิโป้ 
               ถึงจะปรารถนาศีรษะเล่าปี่ก็จะได้โดยง่าย    หันอิ้นสะดุ้งใจลุกจากเก้าอี้ห้ามตันก๋งว่า  ท่านเจรจาดังนี้ไม่สมควร
               ใช่อ้วนสุดมาขอลูกสาวลิโป้จะประสงค์ศีรษะเล่าปี่นั้นหามิได้    ตันก๋งตอบว่าท่านอย่ารังเกียจเราๆ เห็นว่า
               การของท่านที่คิดนั้นจะทิ้งไว้นานไปเห็นจะไม่สำเร็จ   เราจึงช่วยเตือนสติท่าน    หันอิ้นเห็นว่าตันก๋งว่าตามจริง
               จึงว่าขอท่านช่วยเอาธุระด้วย    ตันก๋งก็รับว่าท่านอย่าวิตกเลย   ถ้าลิโป้ปรึกษาเราๆ จะว่าให้ลิโป้ส่งลูกสาวให้อ้วนสุด
               หันอิ้นดีใจจึงว่า  แม้นท่านช่วยสำเร็จการครั้งนี้   อ้วนสุดจะรู้จักคุณท่าน    ตันก๋งก็ลาหันอิ้นไปหาลิโป้ทำเป็นถามว่า
               ได้ยินว่าท่านจะยกลูกสาวให้ลูกชายอ้วนสุดจริงหรือ    ลิโป้ก็รับว่าจริง    ตันก๋งจึงว่าท่านได้อ้วนสุด
               เป็นเกี่ยวดองกันดังนี้   ข้าพเจ้าก็มีความยินดีนัก   เมื่อใดท่านจะคิดแต่งการเล่า    ลิโป้จึงว่าการนี้เป็นการใหญ่ 
               จำเราจะปรึกษากันให้ทั่วก่อน    ตันก๋งตอบว่าธรรมเนียมแต่ก่อนถ้าเป็นกษัตริย์กำหนดปีหนึ่งจึงส่งตัวลูกสาว 
               ถ้าขุนนางผู้ใหญ่กำหนดหกเดือน   ขุนนางผู้น้อยกำหนดสี่เดือน   ถ้าราษฎรกำหนดสามสิบวัน  
               ลิโป้จึงว่าบัดนี้อ้วนสุดได้ตราหยกไว้   ก็เข้าในระหว่างกษัตริย์อยู่แล้ว   เราก็ยั้งการไว้ตามอย่างกษัตริย์ 
               ตันก๋งจึงว่าเห็นช้านัก   ทุกวันนี้บ้านเมืองก็ยังไม่ปรกติ   ต่างคนต่างชิงกันเป็นใหญ่   ท่านจะหน่วงการไว้ดังนี้
               เกลือกคนทั้งปวงที่เป็นศัตรูรู้ไปจะยกทหารตามมาคอยชิงเห็นจะได้ความรำคาญ   ขอท่านให้ส่งลูกสาวไปให้อ้วนสุด
               อย่าให้ทันคนทั้งปวงซึ่งเป็นศัตรูรู้    ลิโป้เห็นชอบด้วย   ก็เข้าไปสั่งนางเหงียมซีเร่งรัดแต่งการให้สำเร็จ
               แต่ในเวลากลางคืน    ครั้นเช้าลิโป้จึงให้ลูกสาวขึ้นเกวียนไม้หอม   แล้วมอบตัวให้หันอิ้นกับสิ่งของตามธรรมเนียม
               ให้ซงเหียนกับงุยซกไปส่ง   แลทหารแห่ออกจากเมืองเป็นอันมาก
     
     
     
     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     

                                  ฝ่ายกิเหลงยกมาถึงเมืองเสียวพ่าย   จึงตั้งค่ายอยู่ฝ่ายทิศใต้   เล่าปี่มีทหารอยู่ในเมืองประมาณห้าพัน

           จึงยกทหารออกตั้งค่ายรับกิเหลงอยู่นอกกำแพง     ครั้นกิเหลงรู้ว่าลิโป้ยกมาช่วยเล่าปี่   จึงให้ทหารไปหาลิโป้ว่า

           เดิมท่านรับคำนายเราว่าไม่ช่วยเล่าปี่แล้ว   เหตุไฉนท่านจึงยกกลับมาเล่า     ลิโป้ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า

           เราจะคิดอ่านให้อ้วนสุดกับเล่าปี่มิให้พยาบาทต่อกัน   ตัวกลับไปบอกกิเหลงมาหาเรา   ทหารก็ลาลิโป้ไปบอกกิเหลง


                                                    ฝ่ายลิโป้ก็ให้ทหารไปหาเล่าปี่   กวนอูเตียวหุยจึงว่า  ลิโป้กับอ้วนสุดคบคิดกันมาแต่ก่อน

                เกลือกให้หาไปจะทำอันตรายเรา    เล่าปี่จึงว่าเรามีคุณต่อลิโป้อยู่  เห็นลิโป้จะไม่คิดร้ายต่อเรา   

                แล้วเล่าปี่ก็ขึ้นม้าไปหาลิโป้   กวนอูเตียวหุยก็ตามไปด้วย    ครั้นเล่าปี่มาถึงค่าย  ลิโป้ก็ออกไปรับเล่าปี่   

                ลิโป้จึงว่าครั้งนี้เราจะช่วยท่านให้พ้นจากอันตราย   นานไปท่านอย่าลืมคุณเรา    แล้วลิโป้ก็จูงมือเล่าปี่

                เข้าไปนั่งในที่อันเดียวกัน    กวนอูเตียวหุยก็ถือกระบี่ยืนอยู่ข้างหลังเล่าปี่   พอคนมาบอกลิโป้ว่ากิเหลงมาแล้ว

                เล่าปี่ตกใจสะดุ้งกลัวลิโป้จะทำร้าย   ลิโป้เห็นดังนั้นจึงว่าท่านอย่ากลัวเลย  เราให้หามาบัดนี้จะให้ดีกันทั้งสองฝ่าย

                เล่าปี่ก็ยังไม่สิ้นสงสัย


                                                    ฝ่ายกิเหลงเดินเข้าไป  เห็นลิโป้กับเล่าปี่นั่งอยู่ด้วยกันก็ตกใจ   ถอยหลังจะกลับไปหาทหาร

                ลิโป้ห้ามไว้  เมื่อลิโป้แลเห็นกิเหลงก็ลุกออกมาจะจูงมือกิเหลงเข้าไปให้นั่งเก้าอี้    กิเหลงจึงว่าแก่ลิโป้ว่า 

                ท่านคิดทำการทั้งนี้จะฆ่าเราเสียหรือๆ จะฆ่าอ้ายเล่าปี่หูยาว    ลิโป้ว่าเรามิได้คิดร้ายแก่ท่านทั้งสองข้าง  

                แต่เล่าปี่กับเราเหมือนพี่กับน้อง   บัดนี้ท่านจะมาทำอันตรายแก่เล่าปี่เราจึงยกมาช่วย     กิเหลงตอบว่า 

                ถ้าดังนั้นท่านจำจะฆ่าเราเสียก่อนเล่าปี่จึงจะได้ความสุข     ลิโป้จึงว่า  เราคิดจะให้ท่านทั้งสองเป็นมิตรต่อกัน 

                มิให้ไพร่พลได้ความลำบาก    แล้วลิโป้ก็จูงมือกิเหลงให้นั่งด้วยกันกับเล่าปี่    ลิโป้เข้าไปนั่งกลางชวนกันกินสุรา

                แล้วจึงว่าท่านทั้งสองเห็นแก่หน้าเราอย่าได้คิดพยาบาทกันเลย    เล่าปี่ก็นิ่งอยู่    กิเหลงจึงว่า  ตัวเราอ้วนสุด

                ผู้เป็นนายใช้ให้ยกทหารมาจับตัวเล่าปี่   แลเราจะกลับไปนั้นเห็นไม่พ้นความผิด


                                                    เตียวหุยโกรธถอดกระบี่ออก   แล้วร้องตวาดว่า  ท่านอย่าดูหมิ่นเราๆ มิใช่เด็ก  

                แต่โจรโพกผ้าเหลืองครั้งนั้นยังมิอาจดูถูกพี่น้องเรา    กวนอูเห็นเตียวหุยจะกระทำวุ่นวายจึงห้ามว่า 

                เราคอยฟังคารมลิโป้ดูก่อนจะว่าเป็นประการใด   เมื่อไม่ตกลงกันแล้วเราจะคิดต่อภายหลัง   ลิโป้เห็นดังนั้นจึงว่า

                เราให้เชิญท่านทั้งสองมาบัดนี้  จะว่าให้ดีกันทั้งสองฝ่าย    ฝ่ายกิเหลงนั้นเขาก็นิ่งอยู่  แต่เตียวหุยทำหยาบช้า 

                มิได้คิดแก่หน้าเราผู้เป็นใหญ่    แล้วลิโป้ทำเป็นโกรธจับเอาทวนขึ้นถือไว้    เล่าปี่กิเหลงเห็นดังนั้นก็ตกใจ

                คิดว่าลิโป้จะทำร้าย   ลิโป้จึงให้ทหารเอาทวนไปปักไว้ไกลประมาณห้าเส้น  

                แล้วว่าเราจะเสี่ยงให้ประจักษ์แก่เทพดาทั้งหลาย   แม้นยิงเกาทัณฑ์ไปมิได้ถูกปลายทวน  

                จงทำสงครามกันตามความคิดเถิด   ถ้าเรายิงถูกท่านทั้งสองจงเลิกทัพกลับไปตามคำเราว่า  

                แม้ผู้ใดมิฟังเราๆ ก็จะทำสงครามด้วยผู้นั้น 

     

     

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
                                       ฝ่ายอ้วนสุดจำเดิมแต่ได้ตราหยกไว้   ก็คิดจะตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่มิได้ขาด 
           ครั้นซุนเซ็กให้มาทวงตรา   อ้วนสุดก็มิให้   ทหารก็ลาอ้วนสุดเอาเนื้อความมาบอกแก่ซุนเซ็ก

                                      ฝ่ายอ้วนสุดจึงหาเอียวไต้เจียงเตียวหุนกิเหลงเตียวเสงลุยป๊กตันหลันกับทหารทั้งปวง
           มาปรึกษากันว่า   ซุนเซ็กเมื่อแรกทำการอยู่กับเราๆ ก็ตั้งให้เป็นขุนนาง   แล้วขอทหารเราว่าจะไปช่วยน้าชาย
           จะแก้แค้นบิดาเราก็ให้   ซุนเซ็กอาศัยกำลังเราก่อนจึงได้กำลังเป็นอันมาก   บัดนี้ซุนเซ็กได้เป็นใหญ่ในฟากน้ำ
           เมืองกังตั๋งแล้วมิได้รู้จักคุณเรา   ใช้ทหารมาทวงตราหยก   ท่านทั้งปวงจะคิดประการใดเราจึงจะได้ตัวซุนเซ็ก

     


      

                                                    เอียวไต้เจียงจึงว่าซุนเซ็กได้ฟากน้ำกังตั๋งแล้ว   ทหารที่มีฝีมือก็มาก   แดนเมืองกังตั๋งก็กว้าง

              กว่าเราอีก   จะยกไปทำการก็เห็นจะไม่ได้   ขอให้ทหารยกไปตีเล่าปี่ก่อน     ถ้าได้เล่าปี่แล้วซุนเซ็กก็จะอยู่

              ในเงื้อมมือเรา       อ้วนสุดจึงตอบว่าเล่าปี่ตั้งอยู่ตำบลเมืองเสียวพ่ายใกล้เมืองชีจิ๋ว   กับลิโป้ชอบกันอยู่  

              เห็นลิโป้จะยกมาช่วย    กำลังเล่าปี่จะมากขึ้นเราจะทำการมิสำเร็จ    จำเราจะคิดอ่านเกลี้ยกล่อมลิโป้เสียก่อน  

              แล้วอ้วนสุดจึงให้หันอิ้นถือหนังสือกับข้าวยี่สิบหมื่นถังไปให้ลิโป้       ในหนังสือนั้นว่า  เล่าปี่เป็นคนหยาบช้า

              มิได้มีความสัตย์   เราจะยกไปกำจัดเล่าปี่    แม้นเล่าปี่จะมาพึ่งท่านอย่าให้ท่านเอาธุระ


                                                           ฝ่ายลิโป้เห็นหันอิ้นเอาสิ่งของกับหนังสือมาให้ก็ดีใจรับคำ

                 แล้วหันอิ้นก็ลาลิโป้กลับมาเมืองลำหยงบอกเนื้อความแก่อ้วนสุดๆ จึงให้กิเหลงเป็นแม่ทัพคุมทหารห้าหมื่น

                                                            ให้ลุยป๊กตันหลันไปด้วยในกองทัพยกไปเมืองเสียวพ่าย


                                                    เล่าปี่จึงปรึกษากวนอูเตียวหุยซุนเขียนว่า   อ้วนสุดให้กิเหลงยกทัพมาเราจะคิดประการใด

               ซุนเขียนจึงว่าเมืองเสียวพ่ายเป็นเมืองน้อย   เห็นจะต้านทานกิเหลงมิได้   ขอให้ท่านแต่งหนังสือไปถึงลิโป้

               ให้ยกทหารมาช่วย     เตียวหุยจึงว่าท่านจะหวังเอาใจลิโป้นั้นมิได้   เห็นลิโป้จะไม่มาช่วย     เล่าปี่จึงตอบว่า

               ซึ่งเจ้าว่านี้ก็ควรอยู่   แต่เราจะทำตามซุนเขียนว่าลองใจลิโป้ดูก่อน     แล้วเล่าปี่จึงให้ทหารถือหนังสือไปถึงลิโป้ว่า

               ตัวข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าเล่าปี่กับสมัครพรรคพวกทั้งปวงมาตั้งอยู่เมืองเสียวพ่าย   ได้ความสุขเพราะอาศัยท่านเป็นที่พึ่ง

               บัดนี้อ้วนสุดให้ทหารยกมารบ   ข้าพเจ้ามิได้เห็นผู้ใด   เห็นแต่ท่านจะช่วยทุกข์ได้   ขอให้ท่านยกทหารมาช่วย


                                                    ฝ่ายลิโป้แจ้งในหนังสือนั้นจึงปรึกษาตันก๋งว่า   เดิมอ้วนสุดให้หนังสือกับเสบียงมาแก่เรา

               มิให้เรายกไปช่วยเล่าปี่  เราก็ได้รับคำแล้ว    บัดนี้เล่าปี่ให้มีหนังสือมาให้เรายกไปช่วย   เราคิดว่าเล่าปี่อยู่ในเมือง

               เสียวพ่ายเห็นจะไม่ทำอันตรายแก่เรา   ถ้าเราฟังคำอ้วนสุดๆ รบได้เมืองเสียวพ่ายแล้ว   เราจะวางศีรษะลงถึงหมอน

               เป็นปรกตินั้นหามิได้  เห็นอ้วนสุดจะกำเริบยกล่วงมาตีเอาเมืองชีจิ๋วเป็นมั่นคง    จำเราจะยกไปช่วยเล่าปี่ป้องกัน

               เมืองเสียวพ่ายไว้จึงจะควร      ตันก๋งเห็นชอบด้วย    ลิโป้ก็กะเกณฑ์ทหารยกไปช่วยเล่าปี่

     

     

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     


                                                                                      ตอนที่  ๑๔




                                    อ้วนสุดให้ไปตีเมืองเสียวพ่ายของเล่าปี่                                               หน้า   ๒๗๘
                                    ลิโป้ห้ามทัพ                                                                                                    ๒๘๒
                                    อ้วนสุดขอลูกสาวลิโป้ให้ลูกชาย                                                                    ๒๘๓
                                    ลิโป้ชิงลูกสาวกลับเสียกลางทาง                                                                   ๒๘๕
                                    เตียวหุยก่อเหตุให้เล่าปี่เกิดรบกับลิโป้                                                           ๒๘๖
                                    เล่าปี่หนีไปหาโจโฉที่เมืองฮูโต๋                                                                        ๒๘๘
                                    เล่าปี่ได้เป็นเจ้าเมืองอิจิ๋ว                                                                                ๒๘๙ 

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)





                                                                  ครั้งนั้นตังสิดซึ่งอยู่เมืองเหยียวรู้ว่าเงียมแปะฮอหนีมาอยู่ตำบลอิข้อง 

                                จึงจับตัวเงียมแปะฮอตัดศีรษะมาให้ซุนเซ็กๆ ก็ดีใจแล้วเห็นตังสิดหน้าเหลี่ยมปากกว้าง  

                                สูงห้าศอกเศษสมควรที่จะเป็นทหาร      ซุนเซ็กจึงตั้งตังสิดให้เป็นแปดเปาสุมานายทหารเอก  

                                ซุนเซ็กจึงแต่งให้ซุนเจ้งผู้อาอยู่รักษาเมืองห้อยเข   ให้จูตีไปรักษาเมืองต๋องง่อ  

                                ตัวซุนเซ็กก็ยกทหารกลับไปอยู่เมืองกังตั๋ง


                                ฝ่ายซุนกวนกับจิวท่ายซึ่งไปอยู่รักษาเมืองอ้วนเสีย   เวลากลางคืนมีโจรป่ายกมาล้อมไว้สี่ด้าน

                                จิวท่ายเห็นจะสู้มิได้   จึงอุ้มเอาซุนกวนขึ้นม้าถือกระบี่หนีออกจากเมือง     

                                พวกโจรเห็นดังนั้น  ก็รุมกันเข้าจับแทงถูกหลายแห่ง  

                                จิวท่ายก็ฆ่าโจรตายประมาณสิบห้าคน  แล้วก็ควบม้าหนี     

                                โจรคนหนึ่งควบม้าไล่ตามไป   จิวท่ายเหลียวมาเห็นเอากระบี่ฟันถูกโจรตาย 

                                พอมีคนเอาเนื้อความไปบอกซุนเซ็กๆ รู้ตกใจ   จึงแต่งทหารให้ไปรับซุนกวนกับจิวท่ายมา 

                                จิวท่ายถูกทวนถึงสิบแผลเห็นว่าจะมิรอด   ซุนเซ็กมีความวิตกนัก


                                                     ตังสิดจึงว่า   เมื่อข้าพเจ้ายังเที่ยวเป็นโจรอยู่ชายทะเลนั้น   ก็ถูกทวนหลายแห่ง  

             งีห้วนชาวเมืองห้อยเขมารักษาข้าพเจ้าสิบห้าวันจึงหาย         ซุนเซ็กจึงว่า   งีห้วนคนนี้กับข้าก็รู้จักกันอยู่   

             จึงให้เตียวเจียวกับตังสิดไปเชิญตัวงีห้วนมา        ครั้นงีห้วนมาถึง   ซุนเซ็กก็ออกไปรับกระทำคำนับ  

             แล้วซุนเซ็กจึงตั้งให้งีห้วนเป็นที่ก๋งเชานายหมอเอก   จะให้รักษาจิวท่าย      

             งีห้วนจึงว่าข้าพเจ้ารู้น้อย   ฮัวโต๋อยู่    เมืองไพก๊กเป็นหมอเอกหาผู้ใดเสมอมิได้  

             ซุนเซ็กจึงให้ทหารไปเชิญฮัวโต๋


                                                     ครั้นเวลาเช้าฮัวโต๋มาถึง   ซุนเซ็กเห็นฮัวโต๋รูปงามผมยาว   จึงเชิญให้นั่งที่สูง  

             จึงว่าข้าพเจ้าเชิญท่านมาจะให้รักษาจิวท่าย       ฮัวโต๋รับว่าท่านอย่าวิตกเลย   ข้าพเจ้าจะรักษาสามวันให้หาย 

             ครั้นฮัวโต๋รักษาจิวท่ายหายแล้ว   ซุนเซ็กก็ยกทหารไปจับโจราซึ่งมารบซุนกวนกับจิวท่ายนั้น  

             ครั้นจับโจรได้เสร็จแล้ว   ซุนเซ็กจึงยกไปเมืองกังหนำ   ตั้งเกลี้ยกล่อมตกแต่งบ้านเมือง  

             แล้วแต่งหนังสือแจ้งเนื้อความทั้งปวงไปถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้กับโจโฉเป็นทางคำนับ  

             แล้วให้ทหารไปถึงเมืองลำหยงทวงตราหยกซึ่งฝากอ้วนสุดไว้นั้น




                                                                                                                จบตอนที่  ๑๓

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     
     

                                           ฝ่ายเงียมแปะฮอแปลงตัวเป็นโจรป่า    คุมพรรคพวกยกไปตำบลอิข้องเที่ยวเป็นโจรอยู่ 

            เลงโฉชาวบ้านอิข้อง  ก็คุมเอาราษฏรชาวบ้านยกออกตีเงียมแปะฮอๆ หนีข้ามฟากไปตั้งอยู่ตำบลไซสิน 

            จะไปเมืองห้อยเข


                                       ฝ่ายซุนเซ็กยกตามมาถึงที่ตำบลอิข้อง      เลงโฉรู้ก็พาเอาลูกชายสองคนออกมาหาซุนเซ็ก 

                                       แล้วบอกว่าเงียมแปะฮอหนีไปทางเมืองห้อยเข       ซุนเซ็กจึงตั้งเลงโฉเป็นนายทหารรอง  

                                       แล้วก็รีบยกทัพไปตามเงียมแปะฮอทันกันเข้าที่ตำบลไซสิน      

                                       เทียเภาก็ขับทหารเข้าตีทัพเงียมแปะฮอๆ แตกหนีไปเมืองห้อยเข


                 ฝ่ายอ่องหลองเจ้าเมืองรู้ว่าเงียมแปะฮอแตกมา   จึงให้จัดแจงทหารจะยกออกมาช่วยเงียมแปะฮอ

                 งีห้วนชาวเมืองอีเหี้ยวซึ่งเป็นที่ปรึกษา  จึงว่าซุนเซ็กเป็นคนมีฝีมือ   แล้วก็ตั้งอยู่ในความสัตย์  

                 เงียมแปะฮอเป็นคนหยาบช้า   ซึ่งท่านจะไปช่วยเงียมแปะฮอนั้นเห็นไม่ควร  

                 ขอให้ท่านคิดอ่านจับตัวเงียมแปะฮอส่งให้แก่ซุนเซ็ก      อ่องหลองโกรธตวาดเอางีห้วนๆ จนใจก็นิ่งอยู่    

                 อ่องหลองจึงยกทหารออกมาหาเงียมแปะฮอ   แล้วพากันไปตั้งอยู่ริมทุ่งริมเชิงเขาคอยรับซุนเซ็ก

     


                                                    ฝ่ายซุนเซ็กยกมาถึงค่ายเงียมแปะฮอ    แลเห็นอ่องหลองยืนม้าถือกระบี่อยู่    

                 ซุนเซ็กจึงร้องว่า   เราทำการครั้งนี้ประสงค์จะให้ราษฏรได้ความสุข  

                 เงียมแปะฮอเป็นคนหยาบช้า   เหตุไฉนตัวท่านจึงมาเข้าด้วยคนผิด     

                 อ่องหลองได้ยินดังนั้นจึงร้องด่าซุนเซ็กว่า   มึงเป็นคนโลภเที่ยวรบพุ่งได้เมืองหลายตำบลแล้วยังมิหนำใจ  

                 บัดนี้ยกมาย่ำยีในแดนกูๆ จึงยกมาให้เงียมแปะฮอแก้แค้นมึงให้จงได้


                                                ซุนเซ็กโกรธก็ชักม้าเข้ารบกับอ่องหลองได้หกเพลง  

           ไทสูจู้เห็นดังนั้นก็ควบม้าถือทวนออกมารบแทนซุนเซ็ก    จิวเจียวทหารอ่องหลองเห็นก็ออกรบกับไทสูจู้ได้ห้าเพลง

           พอจิวยี่เทียเภายกมาทัน  ก็วกหลังล้อมอ่องหลองไว้      อ่องหลองก็พาเงียมแปะฮอหนีกลับเข้าเมือง 

           ชักสะพานคูปิดประตูไว้มั่นคง      ซุนเซ็กก็ยกทหารเข้าล้อมเมืองไว้      ฝ่ายอ่องหลองจึงปรึกษากับเงียมแปะฮอว่า

           ซุนเซ็กมาล้อมเราไว้เราจะนิ่งอยู่ฉะนี้เห็นมิควร   จำเราจะยกทหารออกไปรบกับซุนเซ็ก  

           ถึงจะตายก็จะได้ปรากฏว่าเป็นชาติทหาร      เงียมแปะฮอจึงว่า  ซึ่งจะยกออกไปนั้นเห็นจะสู้ซุนเซ็กมิได้  

           ถ้าจะนิ่งอยู่ดังนี้   ซุนเซ็กสิ้นเสบียงอาหารแล้วก็จะเลิกทัพกลับไปเอง   เราก็จะได้ทีติดตาม     

           อ่องหลองเห็นชอบด้วยก็รักษาเมืองไว้


                                                 ฝ่ายซุนเซ็กล้อมเมืองห้อยเขไว้ถึงห้าวัน   ก็มิได้เห็นผู้ใดออกมาสู้รบ  

            ครั้นจะยกเข้าหักโหมก็เห็นจะเสียท่วงที     จึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่าเราจะคิดอ่านประการใด   

           ซุนเจ้งจึงว่าเมืองห้อยเขนี้  ก็อาศัยเสบียงอาหารในตำบลแจตอกเป็นกำลังจึงตั้งมั่นอยู่ได้  

           ถ้าเรายกไปชิงเอาแจตอกได้อ่องหลองก็จะขาดเสบียง      ซุนเซ็กจึงสั่งให้เลิกทัพรีบยกทหารไปตีตำบลแจตอก 


                     ขณะนั้นทหารเข้าไปบอกอ่องหลองว่า  ซุนเซ็กยกไปตีแจตอกแล้ว   อ่องหลองจึงขึ้นยืนดูบนหอรบ  

                     แลลงไปดูก็มิได้เห็นผู้คน   เห็นแต่ธงปักไว้กับควันเพลิงที่หุงอาหารอยู่     อ่องหลองก็คิดสงสัย   

                     จิวเจียดจึงว่าการทั้งนี้ซุนเซ็กคิดทำไว้จะให้เราฉงนมิให้เราติดตามไป  

                     ข้าพเจ้าจะขออาสายกไปตามรบชิงเอาแจตอกไว้ให้ได้      อ่องหลองจึงให้จิวเจียดกับเงียมแปะฮอ

                     คุมทหารห้าพันเป็นกองหน้ายกไปก่อน   แล้วอ่องหลองจึงยกตามไปภายหลัง  

                     จิวเจียดกับเงียมแปะฮอออกจากเมืองได้สามร้อยเส้นทันทัพซุนเซ็กที่ชายป่า   

                     ครั้นเวลาค่ำเงียมแปะฮอได้ยินเสียงกลองก็ตกใจ   แลไปแสงเพลิงสว่างเห็นตัวซุนเซ็ก  

                     เงียมแปะฮอชักม้าหนี   พอทหารซุนเซ็กยกเข้าล้อมไว้ทัน   จิวเจียดก็ควบม้ารำกระบี่

                     เข้าสู้กับซุนเซ็กๆ เอาทวนแทงถูกจิวเจียดตกม้าตาย    เงียมแปะฮอก็ควบม้าหนีไปตำบลอิข้อง  

                     ฝ่ายอ่องหลองรู้ว่าทัพหน้าแตกแล้วก็พาทหารหนีไปตั้งอยู่ริมทะเล  

                     ซุนเซ็กมีชัยชนะก็กลับมาตั้งอยู่เมืองห้อยเขเกลี้ยกล่อมได้ทหารเป็นอันมาก

     

     

     

     

     

     

     

     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     
     
     

                                                   ซุนเซ็กได้ทหารประมาณสามหมื่น   จึงยกไปเมืองกังตั๋ง 

           ชาวเมืองทั้งปวงก็สมัครเข้าด้วยซุนเซ็กๆ ก็กำชับทหารทั้งปวงมิให้เบียดเบียนราษฏรให้ได้ความเดือดร้อน

           คนทั้งปวงก็อยู่เป็นสุข  จึงเรียกซุนเซ็กว่า  ซุนหลวง    แล้วก็ชวนกันเอาสุราเครื่องเลี้ยงมาให้แก่ซุนเซ็ก  

           ซุนเซ็กก็ให้เงินทองแพรผ้าแก่คนทั้งปวงตามสมควร    แต่บรรดาทหารของเล่าอิ้วซึ่งอยู่เมืองกังตั๋งนั้น 

           ใครจะสมัครทำการด้วยซุนเซ็กก็เลี้ยงไว้   ที่มิยอมก็ให้เงินทองเป็นอันมากให้กลับไปอยู่ตามภูมิลำเนา  

           กิตติศัพท์ฟุ้งเฟื่องขึ้นกว่าเก่า     ซุนเซ็กจึงแต่งทหารให้ไปรับมารดากับอาแลน้องชายหญิงมาไว้ตำบลขยกโอ๋

           แล้วตั้งให้ซุนกวนน้องชายกับจิวท่ายไปรักษาเมืองฮวนเสีย    ตัวซุนเซ็กก็ยกทหารทั้งปวงจะยกไปตีเมืองต๋องง่อ

     

     

     

                                                 ครั้งนั้นเงียมแปะฮอ   ซึ่งตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าเรียกว่าเต๊กอ๋องอยู่    เมืองต๋องง่อ

                   จึงแต่งทหารให้ไปรักษาตำบลออเสงแกหินซึ่งเป็นแดนเมืองต๋องง่อ  

                   จัดแจงเมืองสำเร็จ   มีทหารมาบอกว่าซุนเซ็กยกทัพมา      เงียมแปะฮอจึงให้น้องชายชื่อเงียมอี๋

                   ยกไปตั้งอยู่บนสะพานหองเกี๋ยวเป็นทางสำคัญ      เงียมอี๋ขี่ม้าถือกระบี่ขึ้นยืนคอยซุนเซ็กอยู่บนสะพาน

                   ทหารเอาเนื้อความมาบอกซุนเซ็กว่า  เงียมอี๋ยกมาคอยรบอยู่        ซุนเซ็กจึงสั่งทหารว่าจะยกไปรบกับเงียมอี๋

                   เตียวเหียนที่ปรึกษาจึงว่าทหารที่มีฝีมือก็มีอยู่   ซึ่งท่านจะไปรบกับเงียมอี๋นั้นประดุจเอาทองไปรู่ศิลา

     

     

                                        ซุนเซ็กเห็นชอบด้วย  จึงแต่งให้ฮันต๋งคุมทหารเข้ารบกับเงียมอี๋บนสะพาน 

                                        แล้วให้ตันบูจิวขิมลงเรือเล็กเอาเกาทัณฑ์ยิงกระหนาบสองข้างสะพาน      

                                        เงียมอี๋เสียทหารเป็นอันมาก  ก็ถอยทัพคืนเข้าเมือง       ฮันต๋งก็ไล่รบไปถึงเชิงกำแพง  

                                        ซุนเซ็กก็ยกทหารเข้าล้อมเมืองต๋องง่อไว้ทั้งบกทั้งเรือถึงสามวันมิได้เห็นผู้ใดออกมาต่อสู้  

                                        ซุนเซ็กจึงพาทหารเที่ยวไปรอบกำแพงเมืองแล้วร้องว่า  

                                        ใครจะเข้าด้วยก็ให้เร่งออกมา  เรามิได้กระทำอันตราย

     

     

                       ฝ่ายทหารเงียมแปะฮอคนหนึ่งยืนอยู่บนหอรบ   ได้ยินเสียงซุนเซ็กร้องมาก็โกรธ
                       เอามือซ้ายเท้าแปหอรบ   เอามือขวาชี้แล้วก็ร้องด่าลงมา  
                       ไทสูจู้เห็นจึงขึ้นเกาทัณฑ์พาดลูกไว้แล้วเหลียวมาบอกทหารว่า   เราจะตรึงมืออ้ายคนร้ายไว้กับแปหอรบ 
                       คนทั้งปวงเหลียวมา  ก็เห็นลูกเกาทัณฑ์ตรึงมือทหารนั้นอยู่ 
                       ก็ชวนกันสรรเสริญไทสูจู้ว่า   ชำนาญเกาทัณฑ์หาผู้เสมอมิได้


                                                 ฝ่ายทหารเจ้าหน้าที่   จึงเอาเนื้อความนั้นไปบอกแก่เงียมแปะฮอๆ ก็สั่นศีรษะว่า  
             ถ้าเราได้ทหารดังนี้ไว้แต่คนหนึ่ง  เรามิได้กลัวผู้ใดเลย   แล้วเงียมแปะฮอจึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า  
             ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงเราจะคิดประการใด       เงียมอี๋จึงว่าข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปพูดกับซุนเซ็กโดยดี  
             เงียมแปะฮอเห็นชอบด้วย     เงียมอี๋ก็ลาออกไปหาซุนเซ็ก    ค่าย 
             ซุนเซ็กเห็นเงียมอี๋เดินเข้ามาทำดีใจยืนขึ้นคำนับ   แล้วร้องเชิญให้นั่งชวนให้เสพสุรา 
             ครั้นเงียมอี๋เมาสุราแล้ว  ซุนเซ็กจึงถามว่า   เงียมแปะฮอพี่ชายท่านคิดอ่านประการใด 
             เงียมอี๋บอกว่าพี่ชายข้าพเจ้ากับที่ปรึกษาทั้งปวงคิดอ่านกันว่า   จะขอมาอ่อนน้อมจะแบ่งเมืองให้ท่านกึ่งหนึ่ง 
             ซุนเซ็กโกรธจึงว่าเมืองต๋องง่ออยู่ในเงื้อมมือกูแล้ว   มึงบังอาจเจรจาดังนี้  
             ซุนเซ็กก็สั่งทหารจะให้เอาตัวเงียมอี๋ไปฆ่าเสีย       เงียมอี๋ได้ยินดังนั้น  ฉวยกระบี่ลุกขึ้นจะฟันซุนเซ็ก 
             ซุนเซ็กชักกระบี่ที่เหน็บหลังนั้นขว้างออกไปถูกเงียมอี๋ตาย   แล้วจึงให้ทหารตัดศีรษะเงียมอี๋ทิ้งเข้าไปในกำแพง
             เงียมแปะฮอเห็นก็ตกใจ   ครั้นจะคิดอ่านยกออกรบกับซุนเซ็กก็เกรงอยู่ 
             เวลาค่ำเงียมแปะฮอจึงพาทหารหนีออกจากเมือง



                                                               ฝ่ายซุนเซ็กรู้ว่าเงียมแปะฮอทิ้งเมืองเสียแล้ว
                                                 จึงแต่งให้อุยกายไปตีตำบลแกหิน   ให้ไทสูจู้ไปตีตำบลออเสง
                                                                          ครั้นตีบ้านสองตำบลได้แล้ว
                                                        ซุนเซ็กก็จัดแจงให้ราษฏรชาวเมืองต๋องง่ออยู่เป็นสุข
                                                               แล้วจึงเลิกทหารยกไปตามเงียมแปะฮอ
     
     
     
     
     
     
     
     
                                                                        Small Tip :   หากหาของไม่เจอมากกว่า ๒ - ๓ ครั้งที่โต๊ะ
                                                                           แสดงว่าถึงเวลาต้องจัดโต๊ะใหม่แล้ว 
     
     
     
     
     
     

    "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

     
     
     
     
     
     
     

                                                             ฝ่ายเล่าอิ้วเสียทหารแลรี้พลเป็นอันมาก   ก็พาฉกหยงหนีไปอยู่เมืองอิเจี๋ยง  

                           ซุนเซ็กก็ยกกลับมาล้อมค่ายซีเหลไว้   แล้วร้องเรียกซีเหลว่าให้ยกมาหาเรา     

                           ซีเหลจึงขึ้นไปยืนบนสนามเพลาะ   เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกเข่าซ้ายซุนเซ็กๆ พลัดตกม้า  

                           ทหารวิ่งเข้ารับพาเอาไปค่าย   ก็ชวนกันรักษาซุนเซ็กอยู่หลายวันจึงหาย  

                           ซุนเซ็กจึงคิดอุบายให้ทหารถอยค่ายเสีย   แล้วให้ทำเป็นร้องไห้ว่าซุนเซ็กถูกเกาทัณฑ์ตาย 

                            ครั้นเวลาค่ำซุนเซ็กจึงแยกทหารออกซุ่มไว้เป็นสี่กอง   ซีเหลมิได้รู้กลสำคัญว่าจริง  

                            เวลาดึกก็พาเตียวเอ๋งตันเหงกับทหารทั้งปวงยกออกมาจะจับทหารซุนเซ็ก 


                                                   ฝ่ายทหารซึ่งซุ่มอยู่นั้นเห็นซีเหลออกจากค่าย   ก็ชวนกันโห่ล้อมพวกซีเหลไว้   

              ซุนเซ็กก็ขี่ม้าถือทวนมายืนอยู่ตรงหน้าซีเหล   แล้วร้องว่ากูชื่อซุนเซ็ก   ทหารพวกซีเหลเห็นซุนเซ็กก็ตกใจ  

              ชวนกันทิ้งอาวุธเสียสิ้นมิได้ต่อสู้    ยังแต่ซีเหลกับเตียวเอ๋งตันเหงยืนถือทวนอยู่  

              ทหารทั้งปวงก็รุมกันเข้าฆ่าซีเหลตาย       ตันบูทหารซุนเซ็กก็วิ่งเข้าแทงเตียวเอ๋งตกม้าตาย  

              จิวขิมยิงเกาทัณฑ์ถูกตันเหงตาย        ซุนเซ็กจึงยกเข้าตั้งอยู่ในค่ายซีเหล 

              จึงเกลี้ยกล่อมทหารซีเหลได้เป็นอันมาก    แล้วก็ยกไปตามไทสูจู้    เมืองเก๋งก๋วน  

              จึงให้ตั้งอยู่นอกเมืองแล้วปรึกษาจิวยี่ว่า  ทำไฉนเราจะจับไทสูจู้ได้     

              จิวยี่จึงว่าขอให้ท่านจัดทหารยกเข้าตีเมืองเป็นสามด้าน  เปิดไว้ด้านหนึ่ง  

              แล้วจึงให้ทหารไปซุ่มอยู่ตรงหน้าเมืองไกลชั่วพักม้าหนึ่ง   เอาเชือกขึงทางไว้  

              คอยจับตัวไทสูจู้ที่นั่นเห็นจะได้เป็นมั่นคง     

              ซุนเซ็กเห็นชอบด้วยเวลากลางคืนก็ยกเข้าตีเมืองเป็นสามด้านเปิดไว้ด้านหนึ่ง

     

     

                            ฝ่ายไทสูจู้เสียใจนัก   ครั้นจะยกออกรบกับซุนเซ็ก  ทหารก็น้อยประมาณพันเศษ 

                            แล้วก็ไม่สันทัดในการรบ  แต่ล้วนชาวบ้านนอก      ไทสูจู้จึงเปิดประตูหนีออกจากเมือง    

                            ทหาร ซุนเซ็กรุมเข้ารบ  แลแกล้งแหวกให้ไทสูจู้หนีไปตามทางซึ่งคิดทำการไว้นั้น     

                            ไทสูจู้ก็พลัดทหารควบม้าหนีไป   ม้านั้นพานเชือกซึ่งทหารซุนเซ็กขึงขวางทางไว้  ม้านั้นก็ล้มลง 

                            ทหารซึ่งซุ่มอยู่ก็ออกจับไทสูจู้มัดมาให้ซุนเซ็กๆ เห็นก็วิ่งออกมาแก้ไทสูจู้เสียแล้วจูงมือมานั่งจึงว่า  

                            เล่าอิ้วเลี้ยงท่านมิได้ถึงขนาด   ถ้าท่านสมัครทำราชการด้วยเราๆ จะเลี้ยงท่านให้ดีกว่าเล่าอิ้วอีก 

                            ไทสูจู้ได้ยินซุนเซ็กว่าดังนั้นยินดีนัก   จึงคิดว่าซุนเซ็กมิได้มีพยาบาท  

                            จึงว่าข้าพเจ้าจะสมัครทำราชการด้วยท่านสืบไป

     

     

                                                      ซุนเซ็กจับเอามือไทสูจู้แล้วหัวเราะว่า  

               เมื่อครั้งเรารบกับท่านที่ตำบลสินเต๋งนั้น   ถ้าท่านจับเราได้จะฆ่าเราหรือไม่      ไทสูจู้จึงตอบว่าๆ ไม่ถูก 

               แล้วซุนเซ็กกับไทสูจู้ก็ชวนกันหัวเราะ    ซุนเซ็กจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทหารทั้งปวง    ซุนเซ็กกับไทสูจู้ก็กินพร้อมกัน  

               ไทสูจู้จึงว่าสมัครพรรคพวกของเล่าอิ้วยังพลัดพรายกันอยู่   ข้าพเจ้าคิดว่าจะลาท่านไปเกลี้ยกล่อมมาไว้

               จะได้เป็นกำลังท่าน  เกรงท่านจะไม่เชื่อ     ซุนเซ็กจึงว่าเราก็เชื่ออยู่  แต่ท่านเร่งไปพรุ่งนี้เวลาตะวันเที่ยง 

               กลับมาให้ถึงเราๆ จะคอยท่าน      ไทสูจู้รับคำซุนเซ็กทำคำนับแล้วก็ลาไป

     

     

                                                       ฝ่ายที่ปรึกษาทั้งปวงจึงว่าแก่ซุนเซ็กว่า   ท่านปล่อยไทสูจู้เสียดังนี้ที่ไหนจะกลับมา  

               ซุนเซ็กตอบว่าไทสูจู้เป็นคนดีมีความสัตย์   รับคำเราแล้วที่จะไม่กลับมานั้นเราไม่เห็นด้วย  

               ที่ปรึกษาทั้งปวงก็ยังไม่สิ้นสงสัย   หากเกรงซุนเซ็กก็นิ่งอยู่    

               ครั้นเวลาเช้าจึงชวนกันเอาไม้ไปปักไว้หน้าค่ายคอยจะจับเท็จไทสูจู้ๆ ครั้นถึงกำหนดพอเงาตรง  

               ไทสูจู้ก็พาคนมาถึงค่ายประมาณพันเศษ      ทหารทั้งปวงเห็นไทสูจู้มาสมคำซุนเซ็กว่า 

               ก็ชวนกันสรรเสริญซุนเซ็กว่ามีปัญญารู้จักน้ำใจคน

     

     

     

     

     

     

     

     

                                                                                      Small Tip :   การตัดสินใจ   ย่อมไม่ถูกทั้ง 100 %
                                                                                      แต่ก็ไม่มีทางผิด 100 %  เช่นกัน