suratsek 的个人资料SURATSEK Space照片日志列表更多 工具 帮助

日志


สุนัขดับเพลิงแสนเก่ง

 
 

                                                                                                (ขอนำเสนอเป็นเรื่องสุดท้ายสำหรับนิทานตอลสตอย)



                                                   สุนัขดับเพลิงแสนเก่ง 


 

 


                                                 บางครั้งพ่อแม่ที่สะเพร่าก็ชอบออกไปข้างนอกและทิ้งให้ลูกๆ อยู่ที่บ้านกันตามลำพัง

           ในสภาพการณ์เช่นนี้  หากมีไฟไหม้เกิดขึ้นเด็กๆ อาจตายได้    เพราะในยามตกใจกลัวเด็กเล็กๆ มักจะเงียบกริบ

           และแอบซ่อนตัวไม่ให้ผู้ใดเห็น     ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครสามารถหาเด็กๆ พบท่ามกลางควันไฟคละคลุ้ง

                                                สุนัขดับเพลิงพิเศษกลุ่มหนึ่งถูกฝึกให้รู้จักช่วยชีวิตเด็กๆ ไว้     ครั้งใดที่มีบ้านถูกไฟไหม้

           บรรดาคนดับเพลิงจะส่งสุนัขของพวกเขาเข้าไปนำเด็กๆ ที่ติดไฟไหม้อยู่ออกมา    สุนัขที่มีชื่อเสียงตัวหนึ่งสามารถ

           ช่วยเด็กไว้ได้มากถึง  ๑๒  คน     ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างวีรกรรมการช่วยเหลือเรื่องหนึ่งของมัน



                                                ครั้งหนึ่งเมื่อบรรดาคนดับเพลิงมาถึงบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้หลังหนึ่ง

           พวกเขาพบหญิงคนหนึ่งกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่     นางบอกว่าลูกสาวอายุสองขวบของนางยังติดอยู่ในบ้าน

           ที่กำลังถูกไฟไหม้หลังนั้น     ด้วยเหตุนี้  สุนัขดับเพลิงที่มีชื่อเสียงตัวนั้นจึงถูกส่งเข้าไปช่วยเหลือเด็กหญิง

                                 เจ้าสุนัขแสนเก่งวิ่งฝ่าเปลวไฟและกลุ่มควันเข้าไปในบ้าน   แล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบน

          อีกหลายนาทีต่อมา  มันก็วิ่งออกมาจากประตูบ้านพร้อมกับคาบเด็กหญิงเล็กๆ คนนั้นซึ่งอยู่ในชุดนอนออกมา

                                                บรรดาคนดับเพลิงลูบหลังสุนัขดับเพลิงชราแสนเก่งตัวนั้น    พลางสำรวจดูขนของมัน

          เพื่อดูว่าถูกไฟเผาไหม้ไปบ้างหรือไม่     แต่เจ้าสุนัขผู้กล้าหาญก็เอาแต่ชะเง้อคอกลับไปทางบ้านหลังนั้น 

          บรรดาคนดับเพลิงจึงปล่อยให้มันเข้าไปในบ้านอีกครั้งหนึ่ง    เพราะคิดว่าจะต้องมีคนติดไฟไหม้อยู่ในนั้นอีก

                                                สุนัขดับเพลิงแสนเก่งวิ่งฝ่าเปลวไฟและกลุ่มควันเข้าไปในบ้าน     ในไม่ช้าก็ปรากฏตัวขึ้น

          และคาบสิ่งหนึ่งไว้ในปาก     ฝูงชนต่างพากันมาห้อมล้อมรอบมันเพื่อดูสิ่งที่อยู่ในปากของมันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

          และแล้วใบหน้าทุกใบหน้าก็ค่อยๆ มีรอยยิ้มระบายไปทั่ว

 


               ทั้งนี้เพราะสุนัขดับเพลิงแสนเก่งกำลังคาบตุ๊กตาตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งอยู่!





 
               
              
[อ่านครั้งแรกเข้าใจว่าสุนัขดับเพลิงคงเข้าใจผิดไปว่าตุ๊กตาตัวใหญ่คือเด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่ติดไฟไหม้อยู่

   แต่อ่านครั้งที่สองเริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่าสุนัขที่ถูกฝึกมานานทราบว่าเด็กหญิงเล็กๆ ต้องมีตุ๊กตาอยู่คู่กัน ผู้เรียบเรียง 




                                                      ส่งท้ายกับผู้แต่งและเล่าเรื่อง           (เนื้อความบางตอนเช่นเคย)


                                                ...  ในสมัยนั้น   ชีวิตของเด็กๆ ชาวรัสเซียมีแต่ความลำบากยากแค้น
                ในชนบทเมื่อเด็กๆ มีความแข็งแรงพอสมควรขณะที่อายุได้ประมาณสิบปี
                พวกเขาต้องเดินลากคันไถไม้และไถนาด้วยความเหนื่อยยากตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนพลบค่ำ
                วัยเด็กสำหรับเด็กๆ ชาวรัสเซียสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ...


                                                ...  เขาเคยไปเยือนโรงงานนี้ครั้งหนึ่งและเขียนไว้ในสมุดบันทึกประจำวันของเขาว่า
               
                                ข้าพเจ้าได้ไปเยือนโรงงานทำถุงเท้าแห่งหนึ่งและเรียนรู้ว่า
                                เสียงนกหวีดนั้นมีความหมายอย่างไร
                                เด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนทำงานอยู่ข้างเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง
                                ตั้งแต่ตีห้าจนถึงสองทุ่ม    เมื่อเวลาสองโมงเช้าเขาดื่มน้ำชาและยืนต่อไปจนถึงเที่ยงวัน
                                เขาเริ่มทำงานอีกครั้งหนึ่งในเวลาบ่ายโมงและยืนทำงานอยู่จนถึงสี่โมงเย็น
                                แล้วเขาก็พักครึ่งชั่วโมงและเริ่มทำงานอีกตั้งแต่สี่โมงครึ่งจนถึงสองทุ่ม
                                เขาทำงานหนักเช่นนี้ทุกวัน    สัปดาห์ละเจ็ดวัน
                                และนี่คือความหมายของเสียงนกหวีดที่เราได้ยินจากเตียงนอนของเราในยามค่ำคืน ...


                                                ...  ด้วยเหตุนี้  ตอลสตอย  นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งหนังสือทั้งหลายที่มีชื่อเสียงของเขา
                เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกจึงเริ่มเขียนเรื่องเล่าต่างๆ สำหรับให้เด็กๆ อ่าน
                เรื่องเล่าเหล่านี้อ่านง่ายและน่าสนใจ     อีกทั้งยังสอนให้เด็กๆ รู้จักสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิด
                รวมทั้งความดีและความชั่ว
                แม้งานเขียนที่ยิ่งใหญ่จะเอาเวลาและพลังงานของตอลสตอยไปมาก
                แต่เขาก็มีเวลาให้เด็กๆ ที่เขารักเสมอ ...


                                                                
*       *       *

 



 

                                                  คนชอบหนังสือเมื่อได้ไปร้านหนังสือหรือห้องสมุดก็มักจะมีความสุขกับการเดินเล่น

             ชมหนังสือไปเรื่อยๆ     เป็นความสุขใจอย่างหนึ่งแบบไม่เสียดายเวลา     ตามร้านหนังสือเราจึงเห็นผู้คน

             ใช้เวลาเพลิดเพลินอยู่ในร้านได้นานๆ      บางทีไม่ได้ซื้อแต่ได้หยิบได้จับมาเปิดพลิกๆ ดูก็มีความสุขแล้ว



                                                ผมได้ไปที่ห้องสมุดแห่งหนึ่ง    แล้วสายตาก็เห็นหนังสือเล่มนี้เข้า 
                รู้สึกสะดุดใจและแปลกใจมากเมื่อผู้แต่งคือ  ลีโอ    ตอลสตอย
                เพราะเคยได้ยินแต่ว่าตอลสตอยแต่งหนังสือเรื่องดังๆ ระดับโลก
                ไม่คิดว่าจะแต่งหนังสือแนวนิทานเด็กๆ ด้วย      จึงต้องหยิบมาเปิดดู
                แล้วก็อ่านเรื่อง    อย่างที่ท่านได้อ่านกันนี่แหละครับ


                                                ด้วยความสัตย์จริง    กับหนังสือเล่มนี้ผมไม่รู้จักใครสักคนที่เกี่ยวข้อง
                ตั้งแต่ตอลสตอยคนแต่งหนังสือ     คุณคีรีบูนผู้แปลและเรียบเรียง      ผู้พิมพ์
                ผู้ขายก็ไม่ได้รู้จักเลย
                หากหนังสือเล่มนี้ดีมีสาระประโยชน์ต่อผู้อ่านแล้ว
                ต้องยกคุณงามความดีทั้งหมดให้แก่ทุกๆ ท่านที่ได้กล่าวถึงข้างต้นครับ
                และขอขอบพระคุณด้วยความเคารพครับ




                นิทานตอลสตอย  ฉบับสมบูรณ์                                                                     คีรีบูน   แปลและเรียบเรียง
                ลีโอ   ตอลสตอย   แต่งและเล่าเรื่อง                                                             
ISBN    974-94485-2-9
 

           จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คีรีบูน         พิมพ์ที่บริษัท ศิวัฒน์การพิมพ์ จำกัด         จัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือจุฬาฯ

 

 

 

 

 

 

นกในตาข่าย

 
 
 

                                                                                                       นกในตาข่าย 

 

 

                           นายพรานคนหนึ่งนำตาข่ายไปวางดักนกไว้ที่ริมทะเลสาปแห่งหนึ่ง
               
หลังจากนั้นสักครู่หนึ่งก็มีนกฝูงใหญ่บินเข้าไปติดตาข่าย     แต่เมื่อนายพรานเดินกลับไปที่
ตาข่าย

               เพื่อปลดพวกมันออกมา    นกทั้งหมดก็พร้อมใจกันบินยกตาข่ายหนีขึ้นไปสูงในอากาศ

                
                                แต่น่าแปลกที่นายพรานวิ่งตามนกเหล่านั้นไป    เมื่อชาวนาเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกขบขัน 

           จึงร้องถามเขาว่า  เจ้าคิดว่าจะสามารถจับฝูงนกที่บินอยู่ในอากาศได้ทั้งๆ ที่ตัวเองเดินอยู่บนพื้นดินเช่นนั้นหรือ

                                               “ถ้าในตาข่ายมีนกติดอยู่ตัวเดียว   ข้าจะไม่ตามไปให้เสียเวลา    แต่นี่มีนกฝูงใหญ่อยู่ในนั้น

           ข้ามั่นใจว่าจะจับนกทั้งหมดได้แน่นอน

                                               แล้วเหตูการณ์ก็เป็นไปตามคำพูดของนายพราน
                                               เมื่อใกล้พลบค่ำ   นกทั้งหลายในตาข่ายก็เริ่มบินไปในทิศทางต่างๆ กัน

           ต่างตัวต่างหันหัวไปทางรังของตน    บ้างก็หันหน้าไปทางป่า   บ้างก็หันหน้าไปทางหนองน้ำ 

           บ้างก็จะบินลงสู่ท้องนา    ตาข่ายจึงถูกยื้อยุดฉุดไปมา     ในไม่ช้านกทั้งหมดก็ตกลงสู่พื้นดินทั้งๆ ที่

           ยังมีตาข่ายครอบอยู่     แล้วนายพรานก็สามารถจับนกในตาข่ายได้ทั้งหมด

 

 

 

 

 

 

 

พ่อค้ากับถุงเงิน

 
 

                                                                    พ่อค้ากับถุงเงิน




                                                พ่อค้าผู้มั่งคั่งคนหนึ่งทำถุงเงินตกหายในขณะที่เดินทางไปค้าขายในเมืองแห่งหนึ่ง  
        เขาป่าวประกาศว่าในถุงเงินใบนั้นมีเงินอยู่ 
2,000  รูเบิ้ล     หากใครเก็บได้และนำมาคืนเขาจะแบ่งเงินให้ครึ่งหนึ่ง

                                                คนงานคนหนึ่งพบถุงเงินใบนั้นจึงนำไปคืนพ่อค้า
                แต่พ่อค้ารู้สึกเสียดายที่จะต้องจ่ายเงินรางวัลจำนวนถึง 
1,000
  รูเบิ้ลให้คนงานผู้นั้นตามสัญญา
                จึงเสแสร้งบอกว่า  นอกจากเงิน 
2,000
  รูเบิ้ลแล้วในถุงเงินใบนั้นยังมีเพชรอยู่หนึ่งเม็ดด้วย
                ดังนั้นคนงานจะต้องนำเพชรมาคืนก่อนจึงจะได้เงินรางวัล 
1,000
  รูเบิ้ลไป

                                                คนงานจึงนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องผู้พิพากษาของเมืองนั้น

                                                              ในที่สุดผู้พิพากษาก็ตัดสินความว่า

                               ในเมื่อพ่อค้ากล่าวว่าในถุงเงินของเขามีเงินอยู่  2,000  รูเบิ้ลกับเพชรหนึ่งเม็ด    แต่ในถุงไม่มีเพชร
                ดังนั้นถุงใบนี้ก็ไม่ใช่ของพ่อค้าอย่างแน่นอน    จึงขอให้คนงานเก็บถุงไว้จนกว่าจะมีเจ้าของที่แท้จริงมารับ
                สำหรับพ่อค้า   ขอแนะนำให้ท่านประกาศหาถุงเงินของท่านต่อไป     บางทีอาจมีผู้พบถุงเงินของท่านก็ได้

 


                                                ในที่สุดพ่อค้าก็ต้องยอมจ่ายเงินรางวัล  1,000  รูเบิ้ลให้คนงานผู้นั้นไป

                                                              เพราะไม่ต้องการเสียเงินไปถึง  2,000  รูเบิ้ลนั่นเอง

 

 

 

 

 

ลูกชายหัวสูง

 
 

                                                                                ลูกชายหัวสูง

 


                                               ชาวไร่คนหนึ่งมีลูกชายคนเดียว    ด้วยความปรารถนาจะให้ลูกได้รับการศึกษาอย่างดี
                เขาจึงส่งเด็กหนุ่มไปเรียนหนังสือในเมือง      เมื่อปิดภาคเรียนเด็กหนุ่มก็กลับมาเยี่ยมบ้าน 

                                
               วันหนึ่งชาวไร่พูดกับลูกชายว่า   ตอนนี้หญ้าในไร่ของเราขึ้นสูงแล้ว   พ่อคิดว่า

                เราไปช่วยกันตัดหญ้าเถอะ   เจ้าจงไปเอาคราดมาช่วยพ่อเก็บเศษหญ้า   เราจะได้ทำงานไปพลาง

                คุยกันไปพลางไงล่ะลูก” 

                                              แต่ลูกชายไม่อยากทำงาน   จึงตอบว่า  ตอนนี้ผมเป็นนักศึกษา    ผมไม่ได้ทำไร่นานแล้ว 

                ผมลืมงานไร่งานนาหมดแล้ว    คราดคืออะไรนะพ่อ
                                              พูดจบ  เด็กหนุ่มก็รีบเดินจากบิดาไปทันที    แต่แล้วก็เผอิญไปเหยียบคราดที่วางอยู่ข้างหน้า

                คราดจึงดีดตัวกลับแล้วปลายคราดก็ตีหน้าผากของเขาเข้าอย่างจัง

                                               ทันใดนั้น   เด็กหนุ่มก็ระลึกได้ว่าคราดคืออะไร     เขาเอามือกุมศีรษะและร้องว่า 

               คนโง่ที่ไหนเอาคราดมาวางไว้ที่นี่นะ!”

 

 

 

 

 

 

 

หนูน้อยมาช่า

 
 
 

                                                                          หนูน้อยมาช่า

 

 


 

                                          เด็กหญิงสองพี่น้องกำลังเดินกลับบ้านด้วยกันหลังจากไปเก็บเห็ดมา
                                                                            เมื่อเดินมาถึงทางรถไฟ  
                            ทั้งสองก็คิดจะข้ามรางรถไฟไปเพราะคิดว่าไม่มีรถไฟคันใดกำลังแล่นมาในระยะใกล้
                                                           แต่ขณะกำลังจะเดินข้ามรางรถไฟไปนั้นเอง
                      ปรากฏว่ามีรถจักรคันมหึมาแล่นมาจากที่ใดไม่มีใครรู้   ทั้งยังส่งเสียงร้องแหลมอย่างน่ากลัว 


                                                เด็กหญิงทั้งสองหวาดกลัวสุดขีด
                เด็กหญิงคนพี่รีบถอยหลังออกมาจากรางรถไฟ
                ส่วนเด็กหญิงคนน้องกลับเดินมุ่งหน้าต่อไปจนมายืนอยู่ตรงกลางรางรถไฟ

                                                มาช่า!   มาช่า!”  พี่สาวร้องเรียกเสียงหลงด้วยความตกใจ
               
เดินต่อไปข้างหน้า!   เดินต่อไป!   เดินข้ามไปให้พ้นรางรถไฟเร็วๆ เข้า!”


                                                แต่รถไฟซึ่งกำลังแล่นเข้ามาใกล้มากขึ้นๆ ก็ส่งเสียงร้องดังมากขึ้นๆ
                จนมาช่าไม่ได้ยินเสียงร้องบอกของพี่สาว   เธอคิดว่าพี่สาวบอกให้เธอถอยกลับออกมา
                เธอจึงทำเช่นนั้นแต่แล้วก็สะดุดรางล้มลง
                จึงทำให้เห็ดที่อยู่ในตะกร้าหล่นกระจายอยู่บนรางรถไฟเต็มไปหมด


                                                                                           ท่ามกลางความตกใจกลัวนั้น
                                                                 มาช่าพยายามเก็บเห็ดเหล่านั้นขึ้นมาใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็ว


                                                ขณะนี้รถไฟแล่นเข้ามาใกล้มากแล้ว
                คนขับรถไฟกู่ร้องบอกให้มาช่ารีบก้าวออกไปให้พ้นรางรถไฟ
                เขาเป่านกหวีดจนสุดเสียงเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยให้เด็กหญิงรู้
                ในขณะเดียวกันพี่สาวของมาช่าก็กรีดร้องด้วยความขวัญเสีย

                                               
ทิ้งเห็ดเสีย!    ปล่อยมันไว้ที่นั่นแหละมาช่า!”
                                                ท่ามกลางเสียงดังติดๆ กันของเสียงหลายอย่าง
                มาช่าจึงได้ยินแต่เพียงคำว่า
เห็ด
เท่านั้น
                เธอคิดว่าพี่สาวร้องบอกให้เธอรีบเก็บเห็ดต่อไปโดยเร็ว
                จึงก้มลงใช้มือและเท้าคลานไปบนรางรถไฟเพื่อเก็บเห็ดที่หล่นกระจายอยู่    ที่นั้น



                                                                          และแล้วรถไฟก็แล่นมาถึงตรงที่มาช่ากำลังคลานเก็บเห็ดอยู่
                                           ไม่มีใครสามารถทำสิ่งใดได้อีกแล้วในขณะนั้น
                                           และเมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้นอย่างสิ้นหวังอีกครั้งหนึ่ง
                                           รถจักรมหึมาคันนั้นก็แล่นผ่านตรงนั้นไปแล้ว

                                พี่สาวของมาช่าไม่สามารถทนดูเหตุการณ์น่าสยดสยองที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
                                เธอรีบยกมือขึ้นปิดนัยน์ตาอย่างรวดเร็วด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิต
                                บรรดาผู้โดยสารในรถไฟขบวนนั้นต่างพากันจ้องมองจากหน้าต่าง
                                ไปที่รางรถไฟ    จุดนั้น   ใบหน้าของพวกเขาขาวซีด
                                ทุกคนต่างนิ่งงันด้วยความตกใจ
                                และเมื่อรถไฟวิ่งผ่านตรงจุดที่มาช่ากำลังคลานอยู่
                                คนขับรถไฟก็ชะโงกออกมาดูที่รางรถไฟตรงจุดนั้น
                                เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหญิงผู้น่าสงสารบ้าง


                                                                        

                                                                             มาช่ายังคงอยู่ที่นั่น
                                                         เธอนอนคว่ำหน้านิ่งติดพื้นอยู่บนรางรถไฟ
                                                             และเมื่อเสียงรถไฟค่อยเงียบลงแล้ว
                                                                         เธอก็ยกศีรษะขึ้นทันที
                                               จากนั้นก็ลุกขึ้นเก็บเห็ดที่ยังหล่นอยู่ใส่ตะกร้าจนหมด
                                                แล้ววิ่งไปหาพี่สาวโดยไม่ได้รับภยันตรายใดๆ ทั้งสิ้น 

 

 

 

 

 

 

             

นิทานตอลสตอย

 
 


                                                                     นิทานตอลสตอย



                นิทานตอลสตอย  ฉบับสมบูรณ์                                                        คีรีบูน   แปลและเรียบเรียง
                ลีโอ   ตอลสตอย   แต่งและเล่าเรื่อง                                                  
ISBN    974-94485-2-9





                                                                                           
คำนำผู้แปล (บางตอน)


                                                             ... นิทานตอลสตอยแต่ละเรื่องในหนังสือเล่มนี้
                                                         อุดมไปด้วยแง่คิด  คติสอนใจ  และปรัชญาชีวิตลึกล้ำ
                                                         ซึ่งตอลสตอยได้เลือกสรรมามอบให้เด็กๆ ที่เขารักยิ่ง ...


                                                ... ให้สาระประโยชน์แก่บุคคลทุกเพศทุกวัย  ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
                ทั้งลูกน้อยและคุณพ่อคุณแม่   ทั้งลูกศิษย์และคุณครู
                ตอลสตอยต้องการชี้ให้มนุษย์มองเห็นนิสัยที่ไม่ดี
                ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์และแก้ไขหรือขจัดนิสัยที่ไม่ดีเหล่านี้เสีย
                ผู้ใหญ่จะสามารถช่วยเด็กในเรื่องนี้ได้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
                ให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมและประเทศชาติ

                                                                                เยาวชนซึ่งยังไม่สามารถอ่านเอาเรื่องแบบตีความ
                                                และขยายความได้เองคงจะต้องอาศัยคุณพ่อคุณแม่  พี่น้อง  ญาติผู้ใหญ่
                                                หรือผู้ที่สูงวัยและมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า
                                                ช่วยชี้บอกอัญมณีแห่งชีวิตที่ตอลสตอยบรรจงผนวกไว้ในนิทานเล่มนี้ ...



                                  บทนำ (บางตอน) :  ตอลสตอยกับเด็กๆ


                                                ... ป้ายบนประตูทางเข้ามีตัวอักษรเขียนบอกไว้เป็นภาษารัสเซียว่า
                                                      ยาสนายา  โพลยานา ซึ่งมีความหมายว่า 
ที่โล่งกลางป่า


                                                เด็กๆ รู้ดีว่าพวกเขาต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง
                ที่อยู่หลังประตูใหญ่และกำแพงหินยาวเหยียดนั้น

                                                แต่แล้ววันหนึ่ง  เด็กๆ ก็ต้องประหลาดใจ
                และรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่อได้รับการบอกเล่าว่า
                ท่านเคานต์เจ้าของคฤหาสน์เรียกพวกเขาเข้าไปพบท่านที่คฤหาสน์
                ในไม่ช้า  ข่าวนี้ก็กระจายไปทั่วหมู่บ้าน
                ท่านเคานต์เรียกเด็กๆ ไปพบทำไมกัน    แต่แล้วก็มีเสียงเล่าลือว่า
                ท่านต้องการสอนหนังสือให้เด็กๆ อ่านออกเขียนได้กันทุกคน
                ช่างเป็นความคิดที่แปลกประหลาดเหลือเกิน



                                                                            ... ในที่สุด  ท่านเคานต์ก็เดินมาปรากฏตัวที่เฉลียง
                                                  ท่านเป็นชายร่างสูง  ไหล่กว้าง  ไว้ผมยาวกระจุยกระจาย
                                                  มีจมูกใหญ่  และมีหนวดเคราดกสีดำ
                                                  เมื่อถูกท่านจ้องมองด้วยดวงตาดุซึ่งอยู่ภายใต้ขนคิ้วดกหนาคู่นั้น
                                                  เด็กๆ ก็ถอยหลังกลับไปด้วยความตกใจกลัว
                                                  แต่เมื่อท่านยิ้มและพูดด้วยความเก้อเขิน
                                                  ความกลัวของเด็กๆ ก็ดูจะหายไปสิ้น


 

                                                โรงเรียนที่คฤหาสน์ของเคานต์ตอลสตอยเปิดตลอดวัน
                เด็กๆ สามารถไปและกลับจากโรงเรียนเวลาใดก็ได้ตามใจปรารถนา
                ไม่มีใครบังคับให้พวกเขามาโรงเรียน
                และไม่มีใครบังคับให้พวกเขาเรียนหนังสือ
                เด็กแต่ละคนทำสิ่งที่ตนชอบและสนใจ  เช่น  วาดรูป  อ่าน  เขียน  เล่นกีฬา
                พวกเขามาโรงเรียนด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง
                เด็กบางคนมาถึงโรงเรียนตั้งแต่เจ็ดนาฬิกาในตอนเช้าและอยู่จนพลบค่ำ
                พวกเขามีความปรารถนาที่จะเรียนหนังสืออย่างแรงกล้า


 


                                                                                                      เด็กๆ ไม่เพียงแต่นั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนเท่านั้น
                                                                      ตอลสตอยรักกีฬา   ในฤดูร้อนเขาสอนเด็กๆ ให้เล่น โครเคว็ท
*
                                                                      
[กีฬาชนิดหนึ่ง  เล่นบนสนามหญ้า  ใช้ตะลุมพุกตีลูกไม้ลอดห่วง]
                                                                      บนสนามหญ้าและสร้างโรงฝึกกีฬาเล็กๆ ขึ้นในโรงนาของเขา
                                                                      ตอลสตอยพาเด็กๆ ไปเดินสำรวจและเรียนรู้ธรรมชาติในป่า
                                                                      และพาไปว่ายน้ำในแม่น้ำ



                                                                และเมื่อฤดูหนาวพาหิมะและน้ำแข็งมา
                                   เด็กๆ ก็ได้เล่นกีฬาแปลกๆ หลากหลายชนิด
                                   เช่น  นั่งเลื่อนอันใหญ่ที่วิ่งลงมาจากภูเขาอย่างรวดเร็ว  ปั้นหิมะเล่น
                                   หกคะเมนตีลังกาเล่นกันในหิมะ  โดยมีตอลสตอยร่วมเล่นกับพวกเขาด้วย
                                   ตอลสตอยและเด็กๆ ช่วยกันปราบกองหิมะในทะเลสาบ
                                   ให้เป็นพื้นน้ำแข็งที่ราบเรียบสำหรับเล่นสเก็ต
                                   แล้วพวกเขาก็แข่งขันเล่นสเก็ตกันที่นั่น      มีเด็กเพียงสองสามคน
                                   ที่สามารถเอาชนะตอลสตอยซึ่งเป็นนักเล่นสเก็ตฝีมือยอดเยี่ยมได้



                                                ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส
                ตอลสตอยตกแต่งต้นเฟอร์ขนาดใหญ่ในบ้านของเขา
                ให้เป็นต้นคริสต์มาสแสนสวยสำหรับเด็กๆ
                ทั้งยังจัดงานฉลองวันคริสต์มาสที่คฤหาสน์ให้เด็กๆ ด้วย
                เด็กๆ ที่ผอมโซและแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งเหล่านี้
                ไม่เคยไปร่วมงานฉลองใดๆ มาก่อนเลยในชีวิต



                                                                             
... ตอลสตอยรักเด็กๆ
                                   เขารู้สึกทุกข์ทรมานใจที่เห็นความยากจนและความโง่เขลาในหมู่เด็กชาวชนบท
                                           ตอลสตอยรู้ดีเช่นเดียวกันว่าชีวิตของเด็กๆ ในเมืองน่าสังเวชเพียงใด ... 

 


                                                                                                                    ‘คีรีบูน 


 


                                                 

                                                      ขออนุญาตผู้เกี่ยวข้องทุกท่านนะครับนำนิทานในหนังสือนี้
                                       ส่วนน้อยเพียงบางเรื่องเท่านั้นมาเผยแพร่แบ่งกันอ่าน -  ผู้เรียบเรียง