suratsek's profileSURATSEK SpacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    คำคมบ่มชีวิต (ต่อ)




                                               คำคมบ่มชีวิต
            Words of wisdom to live by
                      เรียบเรียงมาวันละเล็กวันละน้อย


    รวบรวมและแปลโดย กรุณา  กุศลาสัย              Update  29-03-2008



    หน้า ๓๗          Four  things  come  not  back :
                                        The  spoken  word ;   the  sped  arrow ;
                     time  past ;  the  neglected  opportunity.
                            สี่สิ่งนี้ไปแล้วไม่กลับ :
                                        คำพูดที่ออกจากปาก              
    ลูกศรที่ยิงออกไปแล้ว
                     เวลาที่ผ่านไป                                            โอกาสที่ล่วงเลยแล้ว
                                                                           
    >>>  Sanskrit  proverb * * *


    หน้า ๓๙         
    Men’s  natures  are  alike,
                     it  is  their  habits  that  carry  them  far  apart.
                           
    ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเหมือนกันหมด
                     อุปนิสัยใจคอของมนุษย์ต่างหากที่ทำให้เขาแตกต่างกัน
                                                                           
    >>>  Confucius * * *

    หน้า ๔๐          Think  like  a  wise  man,
                     but  express  yourself  like  the  common  people.
                          จงคิดเหมือนปราชญ์   แต่แสดงออกเหมือนสามัญชน
                                                                           
    >>>  Yeats  * * *


                            Want  a  thing  long  enough  and  you  don’t.
                       
    จงอยากได้สิ่งใดให้นานๆ แล้วท่านจะไม่อยากได้สิ่งนั้น
                                                                           
    >>>  นิรนาม  * * *


            

    สะเก็ดตำนานจากนครวัต




                  สะเก็ดตำนานจากนครวัต


       
    เกร็ดความรู้เล็กๆ  ที่น่าจะเรียกว่าเป็นสะเก็ดตำนานมากกว่า
                   นำมาจากโบราณสถานนครวัตอันโด่งดัง
                         เล่าสู่กันฟัง   อ่านกันเพลินๆ
         
    คลิกอ่าน >>   http://reidiary.exteen.com/20080329/entry


    SIEMREAP in memory




              SIEMREAP  in  memory

                      
    SIEMREAP  เมืองแห่งนครวัต  (Angkor  Wat)    มีอะไรน่าประทับใจ
    ที่อยู่ในความทรงจำของนักท่องเที่ยวอย่างผม


    คลิกเพื่ออ่าน    http://reidiary.exteen.com/20080328/siemreap-in-memory






    คำคมบ่มชีวิต (ต่อ)

     

     

     

     

    คำคมบ่มชีวิต
    Words of wisdom to live by


    Update  27-Mar-2008





     หน้า ๓๑

                He  is  the  richest   who  is  content  with  the  least,
                    for  content  is  the  wealth  of  nature.
                              
    ผู้ที่มีความพอใจต่อสิ่งเล็กน้อยที่ตนมีอยู่  คือผู้ที่ร่ำรวยที่สุด
                    เพราะความสันโดษคือทรัพย์ของธรรมชาติ
                                                                           
    >>>  Socrates  * * *


    หน้า ๓๓            In  adversity  a  man  is  saved  by hope.
                   
               ในยามวิบัติ   คนเราจะอยู่ได้ด้วยความหวัง
                                                                           
    >>>  Neaunder  * * *

                            Man may bend to virtue,  but virtue cannot bend to man.
                           
    คนจะต้องหันเข้าหาคุณธรรม       คุณธรรมไม่หันเข้าหาคน

                           
    Troubles fall today upon others and tomorrow upon ourselves.
                
    ความทุกข์ยากเกิดขึ้นแก่ผู้อื่นในวันนี้       แต่อาจจะเกิดขึ้นแก่ตัวเองในวันพรุ่ง

                           
    Like  marries  like.
     
                           คนที่แต่งงานกันมักจะมีนิสัยเหมือนกัน

                           
    A  blind  man  does  not  fear  a  serpent.
                           
    คนตาบอดย่อมไม่กลัวงู
                                                                           
    >>>  Japanese  proverbs * * *





    "Austria" กับ "Australia"



    Case
               "Austria" กับ "Australia" พ้องกันโดยบังเอิญหรือมีสาเหตุ

    อยากทราบประวัติศาสตร์ ทำไมชื่อจึงพ้องกัน



    Key

              1. Australia มาจากภาษาละตินว่า Australis แปลว่าทางใต้

    ส่วน Austria มาจากภาษาเยอรมันว่า Osterreich

    ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย


             
               2. เป็นความบังเอิญเพราะว่า ชื่อภาษาเยอรมันของประเทศออสเตรีย

    สะกดว่า Osterreich (บนโอ มีอุมเล้าท์) มาจาก Oster (ตะวันออก) + reich เขตแดน,

    อาณาจักรชื่อประเทศนี้จึงแปลว่า ดินแดน หรือ อาณาจักร (ทางทิศ) ตะวันออก

              
                   คำว่า Oster ปัจจุบันก็คือ Eastern ในภาษาอังกฤษ

    (ทิศตะวันออก ภาษาอังกฤษ: East, ภาษาเยอรมัน: Osten ; ภาษาดัชท์: Oost ; ภาษาฝรั่งเศส: Est)

    คำว่า Oster นี้ พอแปลงเป็นสำเนียงละตินเลยเขียนว่า Austr- (เอ๊าสฺตฺร์)

    และเนื่องจากเป็นชื่อดินแดนจึงเติม -ia จึงเป็น Austria (เอ๊าสฺ-เตฺรีย)

    ส่วนทิศตะวันออก ภาษาละตินใช้ว่า Oriens (คุณศัพท์คือ Orientalis => Oriental ในภาษาอังกฤษ)


                3.
    Australia เป็นประเทศเกิดใหม่ ชื่อของประเทศนี้ ใช้ภาษาละตินตั้งชื่อ

    คือ แปลงมาจากคำคุณศัพท์คือ australis แปลว่า ทางทิศใต้

    เนื่องจากเป็นชื่อดินแดนจึง ตัด -is ออก

    แล้วเติม -ia แทน จึงกลายเป็น Australia นัยของคำนี้คือ เป็นดินแดนทางใต้(แถบซีกโลกใต้)



    = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
    <
    เรียบเรียงจากเว็บบอร์ด Website pantip.com>

    Source: http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K6448507/K6448507.html
    + + + + + + + + + + + + + + + + + + + ++ + +

    หาเช่ามอเตอร์ไซค์ที่เชียงใหม่




    Case

           ต้องการหาร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ในตัวเมืองเชียงใหม่

    ลองหาๆ เจออยู่ร้านหนึ่งชื่อ aya อยู่ตรงสถานีรถไฟเชียงใหม่
    ไม่ทราบว่าแถวๆอาเขตพอมีมั๊ย


    Key

           เคยเช่าตรงข้ามเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว
    กับซอยหลังไนท์บาซาร์เดินทะลุไปด้านหลัง
    เป็นบริษัททัวร์มีรถให้เช่า
    ค่าเช่าวันละ 150-200 บาท
    ค่ามัดจำ 2,000 บาท  กับบัตรประชาชนเป็นประกัน


    = = = = = = = = = = = = = =
    <
    เรียบเรียงจากเว็บบอร์ด Website pantip.com>

    Source: http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6437130/E6437130.html
    + + + + + + + + + + + + + +

    คำคมบ่มชีวิต




                    คำคมบ่มชีวิต

                Words of wisdom to live by



    ISBN 974-7403-10-2
                      พิมพ์ครั้งที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๑
    ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์         จัดจำหน่ายโดย บริษัท ชนนิยม จำกัด
    ๑๒๐ หน้า ราคา ๖๕ บาท              รวบรวมและแปลโดย กรุณา กุศลาสัย
                                                 ๕๙๙ ถนนพรานนก
                                                 กทม. ๑๐๗๐๐

     

                             เรียบเรียงมาบางส่วนวันละเล็กวันละน้อย

                                        Update 21-03-2008

     



    หน้า ๒๗    นกแก่ย่อมไม่หลงกลติดบ่วงที่มีเปลือกข้าวเป็นเครื่องล่อ
                    
                    Old birds are not to be caught with chaft.


                    เราจะรู้จักต้นไม้ได้ด้วยผลของมัน
                   
                    We may know a tree by its fruits.


                    ภัยพิบัติเป็นเครื่องทดลองความจริงใจของเพื่อน
                   
                    Misfortune tests the sincerity of friends.

                                                >>> Aesop’s Fables. * * *




    หน้า ๒๙       สิ่งใดที่แก้ไขไม่ได้    ต้องอดทนต่อสิ่งนั้น
                     
                       What can’t be cured must be endured.

                                              >>> Shakespeare’s Othello * * *



                     ดอกบัวมีน้ำล้อมรอบ    แต่น้ำไม่เปียกกลีบบัว
                     
                     Water surrounds the lotus flower, but does not wet its petals.

                                               >>> Paul Carus’s Gospel of the Buddha * * *




    หน้า ๓๐                 ทองแท้พิสูจน์ได้ด้วยไฟ ฉันใด
                    
                     หัวใจที่แข็งแกร่งก็พิสูจน์ได้ด้วยความปวดร้าว ฉันนั้น
                            
                                As gold is tried by fire,
                    
                     so a heart must be tried by pain.

                                                          >>> Anon * * *


    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (เพิ่มเติม)



                            Update  เพิ่มเติม




                            จากการค้นข้อมูลล่าสุด

                  ขออนุญาตแนะนำเว็บไซต์ของคุณรำเพย

               หลานสาวแท้ๆ ที่เขียนถึงคุณยายของเธอครับ



    น่าสนใจมากที่     http://www.rumpuey.com/somsri_sukumonlanand/ 

    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ตอนจบ)




                         จบการงาน

             ระลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์
           จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์


                      ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน



                          ชีวิตบั้นปลาย




    หน้า ๑๙๒   ....... เราเป็นปู่ย่าตายายที่ไม่ต้องรับภาระเรื่องเลี้ยงหลาน
                    เพราะเราเลี้ยงลูกให้ลูกเลี้ยงตัวเองได้
                    เขาย่อมเลี้ยงลูกของเขาได้
                    ปู่ย่าตายายหลายคน
                    ผละจากหลักเกาะใจคือลูกมาเกาะอยู่ที่หลาน
                    พ่อแม่เขาไม่ต้องการให้เลี้ยงก็อยากเลี้ยง
                    เลี้ยงเพราะกลัวใจตัวเองว่าจะเหงาและว้าเหว่
                    ต้องมีอะไรยึดเกาะ   ยึดอะไรไม่ได้ยึดหลาน
                    เอาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ .......


    หน้า ๑๙๘   ....... ความสบายที่เกิดจากการไม่มีอะไรทำ หรือไม่ต้องทำอะไร
                    ไม่ใช่ความสบาย เป็นการขาดชีวิตชีวา .......

                                
                                  .......
    ความสบายของผู้อื่นจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ คงมีต่างๆ กัน
                     สำหรับดิฉัน ความสบายอยู่ที่ความรู้สึกว่าเป็นอิสระ
                     อยากทำอะไรก็ได้ทำ   ไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำ
                     แต่ต้องมีอะไรทำ

                     อะไรนั้นจะเรียกว่าเป็นงานหรือเล่นก็ตามที
                     ทำแล้วไม่เครียด   ไม่เกิดโลภ โกรธ หลง   เป็นใช้ได้
                     การไม่มีอะไรทำหรือไม่ทำอะไร
                     เป็นโทษแก่สุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตไม่แพ้การทำงานมากเกินตัว
    .......

                                                          .......
    น้องสาวเป็นม่ายไปวัดเป็นประจำ
                     เพื่อนของน้องสาวพูดให้ฟังว่า
                     น้องไปวัดเพราะติดเพื่อนเท่าๆ กับไปสงบใจฟังเทศน์ฟังธรรม
                     จะติดเพื่อนหรือติดบุคคลที่เป็นพระเป็นความหลงอย่างหนึ่ง
    .......

                                                        .......
    การไม่มีอะไรทำแล้วเข้าวัด
                     น่าจะดีกว่าทำอย่างอื่น    อย่างน้อยก็ดีแก่ใจตัวเอง .......



    หน้า ๑๙๘         ....... เรื่องใหญ่ของครอบครัวไม่ว่าจะมีสภาพเช่นไร
                     เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่เสมอ

                                 เมื่ออยู่กันสองคนตายาย
                     งบประมาณค่าอาหารการกินลดลงอย่างเห็นถนัด
                     คนแก่ไม่กินมากอยู่แล้ว
                     การทำอาหารประเภทหนวดเต่า  เขากระต่าย
                     เสียเวลาและแรงงานมาก  เลิกได้
                     ตอนทำเสียเวลาเป็นชั่วโมง
                     ตอนกินใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
                     พออาหารกลืนลงคอไปแล้ว
                     ก็ไม่ใช่อาหารที่เราประดิดประดอยทำอีกต่อไป
                     การซื้ออาหารสดจึงเลือกซื้อสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นชิ้นเป็นอัน
                     ไม่ตามใจปากอีกต่อไป
                     กินอาหารที่ต้มๆ ย่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดไขมันในเลือด
                     ซึ่งพอดีเหมาะสำหรับคนทำอาหารไม่เป็น .......


    หน้า ๒๐๑             ....... ดูคุณชวาลาตำน้ำพริกแล้ว
                     ก็รู้ว่ายังเป็นผู้ชายคนเดิมที่ซื้อกระทะแล้วเรียกอ่างน้ำมารอง
                     เพื่อจะดูว่ากระทะรั่วหรือไม่ .......


    หน้า ๒๐๒      ....... การแสดงออกซึ่งความเข้าใจและซาบซึ้งในการปฏิบัติงานของภรรยา
                     ด้วยวาจาและพฤติกรรม
                     คือการแสดงความรักของสามีที่ภรรยาต้องการยิ่งกว่าอื่นใด .......

                              ....... ยินดีอยู่กับรสมือของภรรยา
                     ถ้าภรรยาไม่ทำให้กินก็กินไม่ลง
                     มองในแง่ที่ว่าภรรยาเป็นคนที่มีเสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตาย อาจจริง
                     แต่ไม่แน่ว่ารักภรรยาหรือรักอาหารการกินที่ภรรยาปรนเปรอให้
                     มองอีกแง่หนึ่งได้ว่า  สามีเห็นแก่ตัว
                     และเห็นแก่การกินเสียจนไม่ได้คำนึงถึงภรรยาว่า
                     ภรรยาเป็นผู้เสียสละเวลาและแรงของตนเพื่อสามี .......


    หน้า ๒๐๓            ....... เสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตาย
                     ไม่รู้ว่าใครตายกันแน่
                     ภรรยามีเสน่ห์จวัก   ปรนเปรออาหารการกินให้สามี
                     จนสามีตาย  เพราะมีโรคอันเกิดจากการกินดีกินมาก
                     หรือว่าภรรยาทำอาหารเก่ง
                     ยอมเหน็ดเหนื่อยในการทำอาหารจนตัวตาย  เพราะขาดการพักผ่อน
                     ผู้หญิงถูกหลอกให้มีฝีมือในการทำกับข้าว เพื่อให้สามีรัก
                     ขาดเสน่ห์ปลายจวักเสียแล้วเท่ากับขาดคุณสมบัติสตรีที่สำคัญ
                     อะไรในโลกนี้จะสำคัญเท่าสามีรักเป็นไม่มี
                     สังคมเปลี่ยน   ค่านิยมเปลี่ยน
                     เสน่ห์ปลายจวักไม่ใช่คุณสมบัติที่จำเป็นอีกต่อไป .......


    หน้า ๒๐๔              ....... ต่อมามีผู้ชายคนหนึ่ง
                     ชื่ออะไรจำไม่ได้เสียแล้ว
                     มาติดต่อให้เขียนลงในคอลัมน์ตอบปัญหา
                     ชื่อคอลัมน์ว่าเบญจกัลยาณี ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
                     ไม่ได้ไปทำงานที่โรงพิมพ์เลย นั่งตอบปัญหาอยู่ที่บ้าน
                     ไปรับจดหมายที่เข้ามาทางโรงพิมพ์ทุกเดือน
                     ราวเดือนละไม่น้อยกว่า ๑๕๐ ฉบับ
                     คัดเลือกตอบวันละฉบับ   แต่ใช้เวลาอ่านทุกฉบับ
                     ทีแรกคำถามเป็นไปตามชื่อของคอลัมน์ คือ เบญจกัลยาณี
                     (ชื่อคอลัมน์ไม่ได้ตั้งเอง)
                     เป็นเรื่องสวยๆ งามๆ อ้วนๆ ผอมๆ อะไรเทือกนั้น
                     ตอบไปตอบมาเป็นอย่างไรไม่ทราบ
                     คำถามขยายกว้างออกไปกลายเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ
                     ครอบครัว   การเรือน   การอาชีพ
                     ก็สนุกกับการตอบปัญหาอยู่หลายปี
                     ทางหนังสือพิมพ์เปลี่ยนแปลงหน้าสตรี
                     ยุบคอลัมน์ตอบปัญหาไป .......


    หน้า ๒๐๕          ..... ปัญหาที่ถามมา
                    มักเป็นเรื่องของผู้หญิงที่มีครอบครัวมากกว่าผู้หญิงโสด
                    อาจเดาได้ว่า
                    การแต่งงานก่อให้เกิดปัญหามากกว่าการอยู่ตัวคนเดียว
                    ปัญหาของการที่ผู้หญิงอยู่คนเดียวจนเลยวัยที่สมควรแต่งงาน
                    คือ ความเหงาที่อยู่เดียวดาย
                    แต่ปัญหาของผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วคือ
                    ความไม่เป็นปกติสุขในครอบครัว
                    ซึ่งมีมากกว่าความเหงาหลายเท่า
                    ประจักษ์ความจริงอย่างหนึ่งว่า
                    ไม่มีใครในโลกนี้ที่เหมือนกันจริง
                    เพราะฉะนั้นปัญหาจึงหลากหลายไม่เหมือนกันสักราย
                    หัวข้อตรงกัน  เช่น  ปัญหาอันเกิดจากสามีมีเมียน้อย
                    สามี   ภรรยาหลวง   ภรรยาน้อย   คนรอบข้างของทั้งสองฝ่าย
                    กรรม วาระ   เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตัวแปร
                    ที่ทำให้ปัญหาเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล
                    เมื่อตอบปัญหา
                    ดิฉันมองจากแง่มุมของทุกคนที่เกี่ยวข้อง
                    นำมาซึ่งเหตุและผลของการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว
                    และจะเกิดขึ้นกับแต่ละคนว่าของใครมีน้ำหนักมากกว่ากัน
                    ความไม่ถูกต้องควรได้รับการให้อภัยหรือไม่
                    ถ้าจะมีการปรับเปลี่ยน
                    การปรับเปลี่ยนนั้นต้องไม่ส่งผลกระทบที่เดือดร้อนแก่ใคร
                    ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ให้มีผลกระทบที่เดือดร้อนน้อยที่สุด
                    แก่คนที่ควรแก่การเห็นใจมากที่สุด
                    ในการปลอบโยนคนนั้น
                    ดิฉันยึดคำสอนของท่านพุทธทาสที่ว่า
                    สุขหรือทุกข์ล้วนเป็นมายา  ไม่เป็นความจริง
                    เพราะสิ่งเดียวกัน อาจทำให้คนหนึ่งเป็นสุขและอีกคนหนึ่งเป็นทุกข์
                    หรือคราวนี้สุข   คราวต่อไปอาจกลายเป็นทุกข์ไปก็ได้ .......


    หน้า ๒๐๖        ....... ดิฉันถือว่าจดหมายทุกฉบับที่เขียนมาถึงดิฉัน
                    คือบทเรียนที่ให้ความรู้และความคิด
                    การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น .......


    หน้า ๒๐๗              ...... คนรักบ้าน
                    มีความอบอุ่นปลอดภัยอยู่ในบ้าน
                    แต่ถ้าได้ออกไปผจญภัยนอกบ้านเป็นพักๆ ก็ดี
                    ทำให้มีความกระปรี้กระเปร่า
                    เมื่อกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับบ้านอีกครั้งหนึ่ง
                    ไม่ต่างอะไรกับการไปเที่ยวต่างประเทศ
                    กิจกรรมที่ดิฉันและสามีปฏิบัติหลังเกษียณ
                    คือ ไปเที่ยว
                    ไปเที่ยวที่ไหนไม่สำคัญ
                    ขอให้ออกไปนอกบ้าน   ดูบ้านดูเมือง
                    เห็นชีวิตของคนอื่น แล้วไม่ต้องนึกถึงตัวเองเป็นใช้ได้
    ........



    หน้า ๒๐๙     ....... สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การได้ไปเที่ยวต่างถิ่นต่างแดน
                    แต่อยู่ที่การไปเที่ยวด้วยกัน
                    ได้แลกเปลี่ยนความคิดอ่านของกันและกัน
                    ดูคนดูสถานที่ ในบรรยากาศเดียวกัน
                    ก็มีความเห็นและความรู้สึกแตกต่างกันได้ .......


    หน้า ๒๑๐          ....... การแต่งงานของเรา
                    จากบ้านพ่อแม่มาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหม่คือการเที่ยวอย่างหนึ่ง
                    เป็นการเที่ยวสนุกที่ใช้เวลานานกว่า ๕๐ ปี
                    การจะต้องจากกันไปสู่โลกอื่น
                    คือการไปเที่ยวครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
                    คราวนี้คงต้องแยกกันไป .......


    หน้า ๒๑๒          ....... แต่มีบางอย่างที่เคยเป็นมา
                    ตั้งแต่แต่งงานจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
                    ที่น่ายกมาเป็นตัวอย่างคือ
                    คุณลักษณะของภรรยาดีที่ผู้ใหญ่แต่โบราณเคยสอนไว้คือ
                                “ตื่นก่อนนอนหลัง พึงเฝ้าฟังบรรหารแสดง
                    ดิฉันไม่เคยทำตามที่ท่านสอนไว้เลย
                    และไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความผิดที่ไม่ได้ทำ .......


    หน้า ๒๑๔        ....... เป้าหมายในชีวิตของดิฉัน คือ ความสุข
                    คิดว่าได้บรรลุเป้าหมายแล้ว
                    แม้จะเป็นระดับต่ำที่สุด คือ กามสุข
                    ตามวิสัยปุถุชนก็ตามที
                    ไม่อาจหวังว่าจะมีชีวิตผ่านขึ้นระดับสูงขึ้นไปได้ .......


                     ....... ได้อุทิศร่างกายเมื่อหาชีวิตไม่แล้วแก่โรงพยาบาล
                    เพื่อจะได้เป็นครูจนหมดสภาพของรูปธรรม .......


                             ย้อนอดีตของตัวว่า เป็นบุญที่ได้เกิดมาเป็นคน
                    ได้ทำหน้าที่ตามขั้นตอนของชีวิตมาได้ดีพอควรแต่อัตภาพ
                    แต่ถ้าเลือกได้ว่า ไม่ต้องเกิดใหม่ ก็จะเลือก




                               
    *      *      *



                 แล้วก็พลิกมาถึงหน้าสุดท้าย



                   ผมเป็นคนธรรมดาไม่มีอะไรให้จารึกจดจำ

            
    และไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อย่างเป็นทางการ
                  ไม่มีโอกาสแม้แต่ได้พบเห็นตัวจริงของท่าน

                   แต่เมื่อได้อ่านข้อคิดข้อเขียนของท่านแล้ว
                     เกิดรู้สึกศรัทธาเลื่อมใสอย่างประหลาด
             และคงเหมือนคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ชอบอ่านชอบคิด
                           ติดตามงานของท่านอยู่เสมอ

                   ในฐานะที่เป็นลูก เป็นแม่ และเป็นอาจารย์
                      ท่านมีเรื่องราวของความเป็นตัวตน
             และได้มอบ ข้อคิดชีวิตงาม ตามแบบฉบับของท่าน
                            ไว้ให้อ่านกันมากมาย
                   ผมก็น้อมนำและรวบรวมมาไว้ส่วนหนึ่ง
                    ให้ลูกหลานอนุชนรุ่นหลังหรือผู้สนใจ
                    ได้อ่านได้คิดสำหรับชีวิตงามของเขา

                  บางเวลาที่คนเราต้องผจญปัญหาสารพัน
                         เหมือนมืดมิดไปทุกทิศ
                    คำของอาจารย์เหมือนแสงเทียน
                       ให้เราได้เพ่งพิศหาวิถีทาง
                     ได้ออกไปพบกับความสว่าง
               หรืออย่างน้อยได้เห็นดวงดาวบนฟ้ากว้าง
                  ย่อมดีกว่าไม่มีหรือไม่เห็นอะไรเลย





             เมื่อผมใช้ Google Search ค้นหา

    ก็ได้พบเรื่องราวของอาจารย์เพิ่มมากขึ้น
    ที่น่าสนใจและใคร่แนะนำเพิ่มเติม
    คือเว็บบล็อคของคุณรำเพยแห่ง
    Bloggang
    เข้าใจว่าเป็นหลานสาวของท่านอาจารย์
    ได้รวบรวมเรื่องราวของท่านอาจารย์
    รวมทั้งลูกศิษย์และแฟนๆ ไว้มากมาย น่าสนใจมากครับ



                     ผมมองนึกย้อนไปในอดีต
                    ว่าเมื่อเรียนจบชีวิตนักเรียน
                  การไหว้ครูก็เหมือนจบไปด้วย
          ผมอยากบอกว่า ผมภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ครับ

                บรรทัดสุดท้ายนี้จึงขอกราบคารวะ
                 แสดงความเคารพและน้อมรำลึก
                   ถึงครูบาคณาจารย์ทุกๆ ท่าน
         ด้วยถ้อยคำเก่าโบราณๆ ที่เห็นว่ายังทรงคุณค่า


                       ปัญญาวุฑฒิกะเร  เต  เต
                 ทินโนวาเท  นะมามิหัง



                ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง




    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)



                         จบชีวิตครอบครัว 

             
             ระลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์

          จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์
     
                       ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน





                              
    การงาน





    หน้า ๑๖๒    ....... ระเบียบวินัย คือ พื้นฐานสำคัญของความเป็นคนดีและผู้ดี
    .......

                         คนดี คือ ผู้ที่มีความประพฤติดีอยู่ในศีลธรรมจรรยา
                   เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและสังคมประเทศชาติจนถึงโลก


                         ผู้ดี คือ ผู้มีการแสดงออกที่ได้รับการอบรมควบคุม
                   ให้เป็นไปตามความนิยมของสังคม   มีใจเป็นประธาน



    หน้า ๑๖๙           ....... ผู้อำนวยการเป็นผู้เลือกอาจารย์เอง
                   ผู้สมัครเข้าทำงานกับท่านมีความรู้เสมอกัน คือจบปริญญาตรี
                   สิ่งที่ท่านพิจารณาเลือกคงจะเป็นบุคลิกภาพ

                   ที่นักเรียนจะให้ความเชื่อถือและนับถือได้ .......


    หน้า ๑๗๔         ....... ดิฉันทำสิ่งใดหรือ อาจารย์จึงพูดเช่นนั้น

                   ท่านตอบว่าผมก็ไม่รู้ แต่ผมรู้สึกเช่นนั้น
                   ดิฉันพูดว่า
                              “
    ดิฉันขออภัย อาจเป็นเพราะว่าดิฉันมีกิริยาท่าทาง
                   ที่เป็นตัวของตัวเองเกินไปไม่พินอบพิเทาอย่างควร
                   แต่ขอให้อาจารย์เชื่อเถิดว่า ดิฉันเคารพอาจารย์


                   ....... ดิฉันแปลกใจและพอใจที่ได้ผู้บังคับบัญชาที่เป็นคนตรง

                   ท่านไม่พอใจในกิริยาท่าทางของลูกน้อง
                   ท่านก็ถามเขาตรงๆ แทนที่จะเก็บเอาไว้ผูกใจเกลียดเรา
                   ต่อมา ม.จ. วงศ์มหิป มาบอกว่า
                   ผู้อำนวยการมาถามท่านในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์ของดิฉันว่า

                   ดิฉันเป็นคนอย่างไร
                   ท่านตอบว่า  เขาก็เป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ

                   ไม่ได้เสแสร้งแต่งจริตเหมือนคนอื่น
                   เขามีท่าทางไม่เกรงกลัวใคร
                   แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่นับถือ
                   ตั้งแต่นั้นมา ดิฉันรักและนับถือผู้อำนวยการเป็นพิเศษ

                   เพราะเห็นว่าท่านเป็นผู้บังคับบัญชาที่ไม่ผูกใจโกรธเกลียดลูกน้อง
                   โดยที่เขาไม่รู้สึกตัว
    ........


    หน้า ๑๘๑            ....... คำอธิบายขาดคำที่สำคัญคือ ศาสตร์


                    ....... ศูนย์กลางของการเรียนการสอนคือ ครอบครัว
                   สิ่งใดที่จำเป็นแก่การมีชีวิตอยู่รวมกันเป็นครอบครัว
                   สิ่งนั้นเรียนรู้ได้ในวิชาคหกรรมศาสตร์
                   ซึ่งมีทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติหลายระดับ
                   คหกรรมศาสตร์เชิงวิชาการ

                   มุ่งหมายจะตอบคำถามว่า
                   ทำอย่างไรและทำไมจึงทำอย่างนั้น
                   ในขณะที่คหกรรมศาสตร์เชิงปฏิบัติ

                   มุ่งแค่ทำอะไร  หรือบอกทำอย่างไรเข้าไปด้วย
                   ไม่ไปถึงขั้นทำไม

                                                .......
    ทุกคนยอมรับว่าครอบครัวสำคัญ
                   ความเป็นอยู่ของครอบครัวหล่อหลอมร่างกายและจิตใจของคน

                   แต่พอมาถึงกิจกรรมอันเกิดจากสมาชิกในครอบครัว
                   กลับเห็นว่าไม่สำคัญ    ไม่ต้องใช้ความคิด

                   ใช้แต่มือใครๆ ก็ทำได้ .......


    หน้า ๑๘๒           ....... เอ่ยมา ๖ หมวด พอให้เห็นเค้า
                   ทั้ง ๖ หมวดอาจแยกออกได้มากมาย

                   ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก .......


    หน้า ๑๘๓     ....... ตอบเขาไปว่าการมีลูกและเลี้ยงลูกของฉัน
                   เป็นไปตามธรรมชาติและความรู้สืบทอดจากแม่และโรงเรียนเป็นบางส่วน
                   ยังไม่เคยเรียนวิชาที่ว่าด้วยการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพโดยเฉพาะ

                   เรียนรู้ไม่สำคัญเท่าใด
                   ฉันอยากได้ความคิดอันเกิดจากการเรียนรู้มากกว่า .......


    หน้า ๑๘๗         ....... นับเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งที่ควรแก่การจดจำ
    ........

                   ....... ต่อมาเมื่อเครื่องแต่งกายชุดไทยตามพระราชนิยมแพร่หลายแล้ว

                               “
    คุณข้างใน ผู้หนึ่งพูดกับดิฉันว่า
                   เสื้อที่ดิฉันออกแบบใส่ยากพิลึก คับไปทั้งตัว

                   ใส่แล้วยกมือหวีผมก็ไม่ได้
                   ดิฉันตอบว่า  ช่วยไม่ได้
                   เวลาที่ดิฉันออกแบบ ดิฉันนึกถึงอากาศหนาว

                   และความงดงามแห่งพระสิริโฉมของพระองค์
                   ดิฉันไม่ได้นึกถึงรูปร่างคนอื่น
                   ใครจะใส่ได้สวยได้เหมาะต้องไปปรับเอาเอง
                   ไม่จำเป็นต้องตัดให้คับไปทั้งตัวอย่างเก่า
    .......

                                               ....
    ... วันหนึ่ง อาจารย์สนั่น สุมิตร

                   ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคฯ มาบอกว่า
                   ท่านผู้หญิงดุษฏีสั่งให้ไปพบ
                   จะให้แสดงละครเวทีเป็นนางในประวัติศาสตร์คนไหนไม่รู้
                   ย้อนถามท่านว่า ดิฉันควรไปแสดงละครหรือไม่

                   ท่านไม่ตอบ  เมื่อท่านไม่ตอบ  ก็เลยทึกทักเอาว่าท่านไม่เห็นด้วย
                   เลยไม่ไปตามคำสั่งเสียเฉยๆ
                   ไม่น่าจะได้ดีในทางราชการก็ตรงนี้
                              วันต่อมา ท่านผู้หญิงมาที่วิทยาลัยเทคนิคฯ
                   ในงานอะไรจำไม่ได้ พอเห็นหน้าดิฉัน ท่านถามว่า

                               “
    สมศรี ฉันบอกให้เธอมาหาฉันแล้วทำไมไม่มา
                   อาจารย์สนั่นอยู่ตรงนั้นด้วย   ยังไม่ทันที่ดิฉันจะตอบ
                   อาจารย์สนั่นก็พูดเรียบๆ ว่า

                              “
    ผมไม่ได้บอกเขา      เป็นอันหมดเรื่องกันไป
                              รักและเคารพอาจารย์สนั่นอยู่แล้ว
                   ยิ่งเห็นว่าท่านเป็นผู้บังคับบัญชาที่น่ารัก และเคารพเป็นทวีคูณ
    .......


    หน้า ๑๘๘          ....... เขียนได้ ๓ หน้ากระดาษฟูลสแก๊ปส่งไป

                   เลขานุการกรมอาชีวศึกษาส่งคืนมา
                   บอกว่า อะไรกัน เขียนผลงานขอเป็นข้าราชการชั้นพิเศษเพียง ๓ หน้า
                   แล้วก็ยกตัวอย่างผลงานของบุคคลหนึ่งว่ามีถึงร้อยหน้า
                   ตอบท่านไปว่า  ดิฉันไม่ทราบว่าจะมีการพิจารณากันที่จำนวนหน้ากระดาษ
                   ว่าแล้วก็นำกลับมาเติมได้เป็น ๔ หน้า
                   ได้เป็นข้าราชการชั้นพิเศษในตำแหน่งอาจารย์ชั้นพิเศษ



    หน้า ๑๘๙           ....... ต่อจากนั้นไปไม่นาน ดิฉันก็ลาออก ........
     

                                                                      (ยังมีต่อ)


    วางแผนไปเที่ยว Switzerland คนเดียว



    Case

           วางแผนอยากไปเที่ยว
    Switzerland คนเดียว สัก 8 วัน 7 คืน
    ขอคำแนะนำดังนี้
           1. เมืองอะไรบ้างที่ต้องไป (คือแบบที่ต้องไปจริงๆ ห้ามพลาด)
           2. แต่ละเมืองควรใช้เวลาเท่าไหร่    กี่วันดี
           3. ขึ้น-ลงเครื่องที่ซูริค   จะแพลนการเดินทางยังไง
           (หมายถึงว่าจากเมืองไหนแล้วไปไหนต่อ
    เพื่อวันสุดท้ายกลับมาขึ้นเครื่องได้สะดวก)

           ข้อมูลอื่นๆพวกวีซ่า ที่พัก รถไฟ ยังไม่ถาม
    คิดว่าน่าจะหาข้อมูลได้ไม่ยากเพราะตายตัว
    ช่วยจัด Route ที่เที่ยวให้ด้วย 
     

     

    Key

           1. ไปไม่ยากเลย
    เพราะสถานที่เที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ตามทางรถไฟอยู่แล้ว
    ดังนั้นจะเที่ยวเมืองไหนก่อนก็ไปกลับสนามบินได้ง่ายพอๆกัน
    วิธีที่ดีที่สุดก็คือไปซื้อตั๋ว swiss pass จากเมืองไทยไปก่อนเลย
    ราคาตั๋ว 7 วันน่าจะอยู่ประมาณ 15000-20000 มั๊ง (จำไม่ได้)
    เมืองที่ควรเที่ยวก็เกือบทุกเมือง
    พอถึงสนามบินซูริคก็อาจจะจับรถไฟจากที่สนามบินเลย
    (สถานีรถไฟอยู่ชั้นใต้ดินของสนามบิน)
    แวะตามรายเมืองเลย  เบิร์น  ลูเซิน  เจนีวา  บาเซิล
    หรือจะไปทางใต้ ไปขึ้นยุ้งเพรา
    (ช่วงนี้น่าจะขึ้นได้เพราะไม่มีพายุหิมะหรือหิมะมากแน่ๆ)
    มีเมืองเที่ยวเยอะมาก    หลายเมืองมากๆ


           แนะนำว่าเป็นประเทศที่ไม่อันตราย
    ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี
    แต่บางครั้งถ้าเข้าซุเปอร์มาร์เก็ต (พวก มิโกร คูป หรือเข้าห้างพวก มินอร์)
    พนักงานบางคนอาจจะพูดอังกฤษไม่ได้
    เป็นผู้หญิงเที่ยวคนเดียวได้ปลอดภัยมาก
    มีคนเอเซียเยอะโดยเฉพาะคนจีน  คนไทยก็ยิ่งเยอะมากๆ

           แต่ละเมืองใช้เวลาเท่าไหร่
    ถ้าเป็นลูเซิร์นกับเบิร์น และบาเซล

    ใช้เวลาเมืองละครึ่งวันก็พอ
    แต่ถ้าจะขึ้นยุ้งเพราก็อาจจะต้องไปนอนที่เมืองใกล้ๆนั้นก่อน



           วันแรก ปกติเครื่องการบินไทยจะออกจากสุวรรณภูมิประมาณเที่ยงคืน
    ถึงสนามบินซูริค (รวมพิธีการศุลกากรซึ่งสะดวกและรวดเร็วมาก)
    ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง
    แล้วจับรถไฟเดินทางครึ่งชั่วโมงไปเบิร์น เดินเที่ยวสักสองชั่วโมง
    แล้วก็นั่งรถไฟกลับมาเที่ยวที่ลูเซิร์น
    (ซึ่งต้องมาเปลี่ยนขบวนที่เมืองโอลเทน)
    หาข้าวเที่ยงกินริมน้ำแถวลูเซิร์น    เดินเที่ยว + ช๊อปปิ้ง
    และหาโรงแรมพักที่ลูกเซิร์น


           วันที่สองและสาม - ตื่นสายๆ กินข้าวเช้าที่โรงแรม
    จับรถไฟมาที่เมืองโลซานน์ เจนีวา
    หาโรงแรมเข้าเช็คอินแล้วก็ล่องเรือได้สนุกสนาน


           วันที่สี่ - ตื่นสายๆ กินข้าว
    แล้วนั่งรถไฟมาที่เซอแมท   หาโรงแรมพัก แล้วเที่ยวรอบๆนี้


           วันที่ห้า - ตื่นเช้า (ประมาณตีห้า)
    ขึ้นรถไฟไปอินเตอร์ลาเค้น ขึ้นไปเที่ยวยุ้งเพรา
    กินข้าวเที่ยงบนนั้น    แล้วจับรถไฟกลับลงมา


           วันที่หก - จะกลับไปเที่ยวต่อทางเหนือของสวิส
    แถบเมืองบาเซล หรือ ทางเมือง withertour ก็ได้
    เพราะอันนี้ใช้เวลาเมืองละครึ่งวันก็น่าจะพอ


           วันที่เจ็ด - มานอนที่ซูริคและเดินเที่ยว + ช๊อปปิ้งส่งท้ายก่อนกลับ
    ถ้าบินการบินไทยจะขึ้นเครื่องประมาณบ่ายโมงถึงเมืองไทยตอนหกโมงเช้า

           กางแผนที่ก่อนจะแพลนได้ง่ายขึ้น
     

       

            2. ผู้หญิงคนเดียวก็สามารถเที่ยวในสวิสได้ปลอดภัยมาก
    ไม่ต้องกลัว   หาที่พักให้ใกล้สถานีรถไฟเข้าไว้  
    สะดวกดีพักที่ Bern ก็ดีอยู่กลางประเทศ

           ซื้อ swiss pass ตามวันเวลาที่คุณต้องการ
    ได้ข่าวว่าชื้อจากเอเย่นต์ที่เมืองไทยถูกกว่า  
    แต่ไปซื้อที่ Zurich airport
    ก็ได้
    จะได้ขึ้นรถไฟเข้าเมืองไปที่พักเลย


           ใช้ตั๋ว swiss pass เที่ยวในสวิสได้ทุกเมือง
    อย่าพลาดนั่งสาย
     gracier express ตลอดทั้งสาย   วิวสวยมากๆ

           สำหรับสถานที่เที่ยวแนะนำให้อ่าน program ทัวร์ของบริษัททัวร์ในบ้านเรา
    แล้วปรับ Route เที่ยวตามนั้น


    = = = = = = = = = = = = = =
    <เรียบเรียงจากเว็บบอร์ด Website pantip.com>   

    Source: http://www.pantip.com /cafe/blueplanet/topic /E6408259/E6408259.html
    + + + + + + + + + + + + + +

    ไปชมเรือรบหลวงจักรีนฤเบศ





    Case

           อยากขึ้นไปชมเรือรบหลวงจักรีนฤเบศต้องไปที่ไหน

    เค้าเปิดให้ดูกี่โมงถึงกี่โมง



    Key


           ไปที่ท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ด

    เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในเขตของทหารเรือสัตหีบ

    ต้องเดินทางมาที่อำเภอสัตหีบ    

    จังหวัดชลบุรี



           เรื่องเส้นทางและรายละเอียดอื่นๆ

    ออกจากตัวเมืองไปไกลเหมือนกัน

    รู้สึกว่าจะไม่มีรถประจำทางผ่าน

    คนไปเที่ยวชมเยอะเหมือนกัน

    กรุณาแต่งกายสุภาพเพราะเป็นสถานที่ราชการ

    รองเท้าหุ้มส้น   
    จะเป็นผ้าใบหรือหนังก็ได้

    เวลาเข้าชมประมาณ
    09.00 - 15.00 น.


    หมายเหตุ:  ดูแล้วไม่ควรนำไปเปรียบกับพวกเรือสำราญต่างๆ



    = = = = = = = = = = = = = =
    <เรียบเรียงจากเว็บบอร์ด Website pantip.com>  

    Source: http://www.pantip.com /cafe/blueplanet/topic /E6408230/E6408230.html
    + + + + + + + + + + + + + +

    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)




                  จบอุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


                  รำลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์

               จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์
                         
                             ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน





                        
    ชีวิตครอบครัว





                       ครอบครัวและการงานแยกกันไม่ออก
                              ทำควบคู่กันมาตั้งแต่ต้น
                              อยู่กับพ่อแม่มา ๒๓ ปี
              ต่อจากนั้นไปอยู่กับใครไม่รู้ในนามของสามีและลูก
           นำตัวเองเข้าไปผูกพันสนิทแน่นอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว
                                   เชื่อแล้วว่า
                    ใครจะเป็นคู่บุญคู่กรรมคู่รักคู่ร้างกับใคร

                                เป็นพรหมลิขิต
                          คือพรหมบันดาลให้เป็นไป

               ตามที่ท่านบันทึกไว้จากการกระทำที่แล้วๆ มา
                               ของแต่ละคนเอง
                       ไม่มีใครอธิบายเป็นอย่างอื่นได้



    หน้า ๑๒๘      ........ อธิบายก็ไม่ได้ว่า

                  บุญหรือกรรรม เริ่มสร้างมาตั้งแต่ครั้งใด
                  เริ่มตั้งแต่ชาติปางก่อน หรือเริ่มในชาตินี้เอง .......


    หน้า ๑๓๖            ....... คำว่าเลือก บอกอยู่ว่า
                  ต้องมีคนมาเสนอตัวให้เลือก   จึงจะเลือกได้

                  ผู้หญิงไทยโบราณไม่ใคร่ให้ผู้ชายได้เห็น
                  และไม่ใคร่ได้เห็นผู้ชาย
                  การจะแต่งงานมีผู้ใหญ่จัดการให้   ผู้ใหญ่เป็นผู้เลือก

                  ผู้หญิงไม่มีโอกาสพิจารณาเลือกด้วยตัวเอง
                  ผู้ใหญ่มีเกณฑ์ตรงกันหมด คือ

                  ดูผู้ชายมีฐานะดี   ความประพฤติดี
                  รูปร่างหน้าตาของผู้ชายไม่สำคัญเท่ามีเงิน


    หน้า ๑๓๗              ....... ไม่ว่าจะเป็นสมัยใด
                  รูปลักษณ์ที่พอตาพอใจมาก่อนอย่างอื่น
                  ความพอตาพอใจอาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า  รักแรกพบ
                  รักเมื่อแรกพบอาจเปลี่ยนเป็นพบบ่อยๆ เข้าเลยเลิกรัก
                  หรือยิ่งคบกันยิ่งรัก   ได้ทั้งสองอย่าง
                  เพราะความรักเป็นเพียงอารมณ์   แปรเปลี่ยนไปได้อยู่เสมอ
                  ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกันว่ารักกันนักหนา

                  ก็ยังมีเวลาที่ไม่ชอบหน้ากัน .......

                   ....... ในเมื่อคุณชวาลาไม่ได้มีอะไรที่ประทับใจเป็นพิเศษ
                  เหตุใดจึงตกลงแต่งงานด้วย .......

                          ....... ความประทับใจนำมาซึ่งความพอใจก็จริง
                  แต่เป็นคนละอย่างกับความถูกใจหรือต้องใจที่หาเหตุผลไม่ได้
                  ตอนรับหมั้นหาเหตุผลไม่ได้
                  คิดว่า ความรักไม่ต้องการเหตุผล
                  แต่งงานกันแล้วจึงรู้เหตุผล
                  ดิฉันเป็นคนที่เห็นแก่ตัวเรื่องแต่งงาน
                  ถือคติว่าแต่งงานกับคนที่รักเราดีกว่าแต่งงานกับคนที่เรารัก
                  อันที่จริง  ใครจะรักใครมากน้อยกว่ากันไม่ใช่เรื่องจะเปรียบเทียบกันได้
                  เพราะความรักเป็นเพียงอารมณ์   ปรวนแปรอยู่เสมอ
                  เมื่อเขาแสดงให้รู้สึกว่าเขารักเรามากกว่าเรารักเขาเป็นอันใช้ได้
                  แม้จะเป็นเหตุผลที่ชอบกลอยู่

                  เรื่องที่ใครจะแต่งงานกับใคร   มักชอบกลเสมอ
                  พูดอย่างเป็นงานเป็นการน่าจะเป็นว่า
                  เมื่ออยู่กับเขาได้ความรู้สึกอบอุ่นว่ามีคนที่รักเรา  ก็เท่านั้น .......


    หน้า ๑๓๘                 ....... อันที่จริง
                  ประเพณีไทยที่เนื่องกับการแต่งงาน
                  ล้วนเป็นไปเพื่อให้เกียรติแก่ผู้หญิง
                  ว่าไม่ใช่สิ่งของที่จะหยิบฉวยโอกาสตามอำเภอใจ
                  ต้องขออนุญาตจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง


    หน้า ๑๓๙         ....... แหวนวงนั้นไม่มีราคาค่างวดอะไร
                  ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้แหวนเพชรเม็ดใหญ่
                  เป็นคนไม่ชอบใช้เครื่องอาภรณ์อะไรหนักหนา
                  เพราะคิดว่าเพชรจริงๆ นั้นควรอยู่ในตัวคน

                  ....... การเดินไปเที่ยวจะสนุกแค่ไหน
                  ขึ้นอยู่กับผู้ที่เดินด้วยกัน   ความสนุกอยู่ที่ใจ

                  เพราะฉะนั้นการเดินเที่ยวจึงอาจใช้เป็นเครื่องทดสอบใจได้อย่างหนึ่ง
                  ยังได้ความสนุกจากการเดินเที่ยวด้วยกัน
                  หมายความว่า   ยังรักกัน
                  เป็นข้อสรุปที่ยังแปลกหูอยู่บ้าง

                  แต่พูดจากความจริงที่ได้แก่ตัว .......


    หน้า ๑๔๐             ....... วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๕
                  เป็นวันแต่งงานระหว่าง
                  นางสาวสมศรี อนุมานราชธน  กับ  นายชวาลา สุกุมลนันทน์


    หน้า ๑๔๒       ....... เมื่อเสร็จเรื่องรดน้ำแล้ว
                  จอมพล ป. พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงละเอียด
                  เรียกไปนั่งพับเพียบตรงหน้าท่าน
                  ท่านนั่งเก้าอี้ให้โอวาท
                  ใจความของโอวาทฟังดูคล้ายๆ กับว่า
                  ท่านจอมพลจะบอกท่านผู้หญิงของท่านว่า
                  ผู้ชายจะใจกวัดแกว่งไปบ้าง

                  ก็ขอให้ผู้หญิงรู้เถิดว่าโดยเนื้อแท้แล้ว
                  เขายังรักภรรยาอยู่ไม่เสื่อมคลาย
                  ความรักของสามีภรรยาเป็นความรู้สึกที่คนสองคนเท่านั้นที่จะรู้
                  พร้อมกับฟังโอวาทได้เงินก้นถุงมา ๓ ชั่ง


                   ....... พ่อแม่เคยไปทำพิธีปูที่นอนให้แก่คู่บ่าวสาวหลายคู่
                  แต่สำหรับลูกของท่าน    ท่านไม่ได้ปู
                  ท่านว่า ท่านไม่เห็นความสำคัญของพิธีปูที่นอน
                  ให้คนที่จะนอนที่นั้นปูกันเองน่าจะเป็นสิริมงคลกว่า
                  เพราะสิริมงคลเกิดจากการประพฤติปฏิบัติดีของบุคคล .......


    หน้า ๑๔๓           ....... ท่านเล่าถึงวิธีเก็บเงินของท่านว่า
                  ท่านฝากพระเก็บไว้เป็นส่วนๆ
    .......

                    ....... วิธีฝากพระคือ นำไปวางไว้ที่แท่นพระ
                  จะได้ไม่กล้าหยิบมาใช้ตามอำเภอใจ
                  จะใช้แต่ละครั้งต้องขอพระก่อน

                  ซึ่งก็คือ   ให้คิดหน้าคิดหลังหยิบมาใช้เฉพาะแต่ที่จำเป็น .......

                             ....
    ... สมัยของคุณป้าเมื่อกว่าร้อยปี   ใช้วิธีฝากพระ
                  สมัยลูกหลานของท่านฝากธนาคาร   มีนัยเดียวกัน



    หน้า ๑๔๔               ....... ในเทพนิยายฝรั่ง
                  เจ้าหญิงเจ้าชายได้รับความทุกข์แล้วก็ลงเอยด้วยความสุข .......

                               ....... ในชีวิตจริง
                  การแต่งงานคือการเริ่มต้นของชีวิตใหม่
                  ที่แตกต่างกันกับชีวิตที่ผ่านมา .......

                    ....... ตอนอยู่กับพ่อแม่
                  มีจุดหมายปลายทางแน่นอน
                  คือเรียนให้จบและพึ่งตัวเองได้
                  แต่งงานแล้วเปรียบเสมือนผ่านประตูเข้าสู่โลกกว้าง
                  มองไม่เห็นแน่ชัดว่าจะไปทางใด
                  เป็นการก้าวเข้าสู่ชีวิตใหม่
                  หนทางข้างหน้าจะมืดมัวหรือสว่างไสวยังไม่รู้เลย .......

                           ....... เมื่อแรกๆ ยังมีความอบอุ่นใจ

                  รู้สึกว่าพ่อแม่คอยประคับประคองอยู่
                  กว่าจะชินกับความเป็นอยู่ใหม่
                  และรู้ชัดว่าความทุกข์สุขในชีวิตคู่นั้น
                  มีตนและสามีเป็นผู้บันดาล
                  มิใช่เทพยดาฟ้าดินหรือบุคคลใด


    หน้า ๑๔๖         ....... มีลูกสาว ๓ คน   อายุไล่เลี่ยกัน
                  แม่ไม่ใช้วิธีการที่ใส่แล้วให้น้องรับช่วง
                  ไม่อยากให้น้องคนเล็กน้อยใจที่ไม่มีอะไรใหม่เป็นของตัวเอง
                  จะซื้อเสื้อสเวตเตอร์ก็ต้องซื้อ ๓ ตัว

                  ถ้าเขาจะแลกกันใส่ก็เป็นความสมัครใจของเขาเอง
                  เป็นตัวอย่างของการกระทำที่แสดงว่า
                  เมื่อแม่จะทำสิ่งใดต้องนึกถึงใจของลูก
                  ก่อนนึกถึงใจตัวเองเสมอ แม่ทุกคนเป็นเช่นนั้น .......



    หน้า ๑๔๗              ....... ดิฉันไม่มีโอกาสอย่างนั้น
                  เลี้ยงดูลูกตามสามัญสำนึกของธรรมชาติ
                  มีแม่คอยประคับประคอง
                  ลูกทุกคนผ่านการกวาดยาจากคุณยายด้วยกันทั้งนั้น .......


    หน้า ๑๕๑      ....... บ้านโบราณ   คนและการดำเนินชีวิตก็โบราณ
                  เป็นความโบราณที่ทรงคุณค่า .......


    หน้า ๑๕๓           ....... คนแก่เจ้าของบ้านคิดอย่างคนไทยโบราณ
                  ไม่ได้ปฏิบัติตัวห่างเหินว่าเป็นผู้เช่าและผู้ให้เช่า
                  ท่านคิดเหมือนว่าเป็นคนมาพึ่งพิงแบบหนีร้อนมาพึ่งเย็น
                  ท่านช่วยเหลืออะไรได้ท่านก็ช่วย

                  ท่านยังรักษาความสง่างามของการเป็นผู้ให้
                  ไม่คำนึงถึงการตกลงเรื่องค่าเช่า
                  คิดว่าคนไทยปัจจุบันออกจะลืมกันเสียแล้วว่า
                  ความมีแก่ใจคืออะไร     คนไทยโบราณเป็นผู้มีแก่ใจ


    หน้า ๑๕๖                 ....... ลักษณะที่น่ายกให้ว่า

                  ท่านเป็นแบบฉบับของกุลสตรีในอดีต  คือท่วงทีวาจา
                  ที่บอกว่าท่านควบคุมความรู้สึกได้ดี
                  ท่านมีอิริยาบถแบบ แช่มๆ ช้าๆ น่ารักใคร่

                  ไม่รู้ว่าท่านโกรธหรือเกลียดใคร
                  ท่านพูดกันด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนโยน
    .......


    หน้า ๑๕๘        ....... เรื่องการเอาใจใส่ดูแลลูกเมีย
                  คุณชวาลาทำหน้าที่ได้โดยไม่บกพร่องเสมอมา

                  ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่า
                  มีภรรยาที่ทำอะไรไม่เป็น
                  และไม่คาดหวังว่าจะต้องทำเป็น .......

                   ....... คุณชวาลามีคุณสมบัติหลายอย่าง
                  ที่สมควรเป็นพ่อบ้านและเป็นแม่บ้านได้พร้อมกัน
                  อย่างหนึ่งนั้นคือความละเอียดลออพิถีพิถัน

                  ในการพิจารณาเลือกซื้อและใช้สิ่งของ .......


    หน้า ๑๕๙         ....... ต่อมาถ้าอยากซื้ออะไรส่วนตัว  ไปซื้อคนเดียว
                  ถ้าให้เขาไปด้วยอาจได้ของดีจริงแต่เราไม่ชอบ
                  ของดีกับของชอบไม่จำเป็นต้องตรงกัน

                  มีคนที่ชอบของไม่ดี ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ดีก็มี
                  ใจสำคัญกว่าของ .......

                                ....... ดิฉันเป็นคนสะเพร่า

                  ทำอะไรรวดเร็ว ไม่ใคร่คิดหน้าคิดหลัง
                  เชื่อในความคิดที่เกิดขึ้นครั้งแรก
                  ไม่มีการคิดตลบกลับไปกลับมา

                  เพราะฉะนั้นอุปนิสัยของคุณชวาลาซึ่งทำอะไรเชื่องช้า
                  พิจารณาแล้วพิจารณาอีกจึงทำให้เกิดความสมดุล
                  คิดว่าอยู่กันได้ดีเพราะตรงนี้
                  จะว่านิสัยใครดีกว่าใครไม่ได้
                  ขึ้นอยู่กับเรื่องกาลเทศะและบุคคล
                  ว่าควรใช้ลักษณะนิสัยของใครจึงจะได้ผลดี


    หน้า ๑๖๐       ....... พ่อแม่นับถือในความเป็นบุคคลของลูก
                  เขาชอบจะเรียนอะไรก็สุดแล้วแต่ใจของเขา
                  หน้าที่ของพ่อแม่คือ

                  สนับสนุนให้เขารู้ตลอดเวลาว่ามีพ่อแม่เป็นกำลังใจ
                  เวลาส่วนหนึ่งของพ่อแม่เป็นของลูกเมื่อเขาต้องการ .......

                        ....... ชีวิตครอบครัวของเราผ่านไปอย่างปกติสุข
                  ลูกทุกคนไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ ให้พ่อแม่
                  เป็นไปได้ว่าเพราะลูกรู้ว่าพ่อแม่รักกัน
                  และตั้งใจในการเลี้ยงดูลูกร่วมกัน .......

                             ....... เมื่อลูกคนโตแต่งงาน   เขาบอกกับพ่อแม่ว่า
                  เขาอยากมีชีวิตครอบครัวที่เป็นสุขเหมือนพ่อแม่

                  นับว่าเป็นคำชื่นใจที่พ่อแม่ทุกคนควรได้รับจากลูก .......

                                               
                                                                     (ยังมีต่อ)

    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)



                       

                               จบชีวิตวัยรุ่น




                  รำลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์
               จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์
     
                           ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน




               อุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



    หน้า ๑๑๑     ....... คนไทยชอบเป็นผู้ใช้บริการมากกว่าผู้บริการ .......


    หน้า ๑๑๓     ....... เป็นอันว่า ความถนัดโดยธรรมชาติ ๒ อย่างคือ
                  การตัดเสื้อเย็บผ้าและการแสดง

                  ได้ใช้ประโยชน์ให้ปรากฏระหว่างการเรียนในมหาวิทยาลัย .......

                   ....... คิดว่าการเป็นครู
                  ก็ได้อาศัยความสามารถในการแสดงเหมือนกัน
                  เป็นแต่ว่าเล่นบทยากหน่อย
                  ต่อให้ท่องแทบตายก็สอนไม่ได้ ถ้าไม่มีเนื้อหาที่จะสอน .......


                                                                         (ยังมีต่อ)


    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)




               จบโรงเรียนฝึกหัดครู เพชรบุรีวิทยาลงกรณ์



                 รำลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์
              จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์

                           ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน



                                 
                            ชีวิตวัยรุ่น




    หน้า ๘๖       ....... โดยธรรมชาติ  วัยรุ่นเชื้อชาติไหน ที่ไหน
                เหมือนกันทั้งสิ้น คือยังไม่รู้จักตัวเองดี
                อยากเป็นผู้ใหญ่   แต่ก็ห่วงความเป็นเด็ก

                ไม่รู้จะแสดงว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่จึงจะถูกต้องแก่กาลเทศะ
                ผู้ใหญ่แนะนำอะไรไม่อยากฟัง
                แต่ถ้าผู้ใหญ่ทำไม่รู้ไม่สนใจ   ก็ไม่ชอบอีกเหมือนกัน
                ในความรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่คือ   เรื่องรักอย่างเพ้อฝัน
                ใช้ความเป็นเด็กต่อรองในการที่จะทำอะไรตามใจชอบ

                ด้วยความคาดหวังว่าผู้ใหญ่จะให้อภัย
                ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น
                วัยรุ่นชอบเสี่ยง .......

                ....... ทั้งบ้านและโรงเรียนเปลี่ยน    สังคมเปลี่ยน
                แล้วจะให้วัยรุ่นไม่เปลี่ยนอย่างไรได้ .......

                     ....... ความเป็นผู้ดีไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด
                หมายถึง ผู้ได้รับการอบรมมาดี
                มีความประพฤติดี   มีกิริยามารยาทที่สังคมนิยมยกย่องว่าดี

                ทั้งหมดมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นพื้นฐาน
                ทำให้คนมีจิตใจงาม .......



    หน้า ๘๙       ....... อดทนและเสียสละ
                 เป็นหน้าที่ของลูกผู้หญิง   ท่านสอนไว้เช่นนั้น
                 สำหรับลูกชาย ความประพฤติดีที่ควรเน้นสำหรับการครองคู่คือ
                 ความรับผิดชอบในหน้าที่ของสามีและพ่อ   ไม่ใคร่เอ่ยกัน

                 ความอดทนเสียสละควรมีเท่ากันทั้งหญิงและชาย
                 ได้มาจากการอบรมสั่งสอนของฝ่ายพ่อแม่และสังคมตั้งแต่วัยเยาว์ .......



    หน้า ๑๐๐  ....... วัยรุ่นโบราณ ...ไม่เคยใช้คำว่า ไม่มีเวลา เป็นข้ออ้าง
                  มีเวลาเสมอให้แก่ตัวเองและครอบครัว
                  การมีเวลาให้กันและกัน คือการนำไปสู่ความรักความเข้าใจ
                  อันเป็นที่มาของความสุขแห่งชีวิตครอบครัว .......

                         ....... ทุกวันนี้เราโวยกันแต่ว่า
                  พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก
                  เราไม่เคยปลูกสำนึกให้ลูกรู้ว่า
                  ลูกก็ต้องให้เวลาแก่พ่อแม่เช่นเดียวกัน
                  ลูกต้องรู้จักให้เท่าๆ กับรับ


                   ....... ติดการไปลามาไหว้อยู่จนกระทั่งบัดนี้
                  แก่เฒ่าแล้วไม่มีใครจะให้ลาให้ไหว้
                  ก็บอกกล่าวใครสักคนที่อยู่ในบ้านหรือใกล้บ้าน
                  ถ้าไม่มีใครสักคนจะบอก ก็บอกกล่าวศาลพระภูมิ .......



                                                              (ยังมีต่อ)


    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)




                จบมัธยมศึกษา โรงเรียนเบญจมราชาลัย


                  รำลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์

                จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์

                           ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน




              โรงเรียนฝึกหัดครู เพชรบุรีวิทยาลงกรณ์



    หน้า ๗๑      ....... รู้สึกว่าจะมีใจดูกันเป็นพิเศษตามประสาหนุ่มสาววัยรุ่น
                 หนุ่มผู้นั้นขี่จักรยาน
                ได้รู้จักชื่อเสียงกันว่าเป็นใคร   แต่ไม่ได้พูดจากันเท่าใด
                 รู้กันเป็นนัยๆ ว่าชอบใจกันเข้าแล้ว
                 หนุ่มเรียนอยู่ชั้นมัธยม ๖ ด้วยกัน
                 ต่อมาหนุ่มไปเรียนต่อที่อังกฤษ
                 แล้วก็ได้ข่าวว่าไปปีนเขา   แล้วตกเขาตาย
                 เกิดรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า   เขาเป็นคนรักคนแรก
                 (คำว่า แฟน ยังไม่เกิด)
                 ความตายของเขาทำให้เขารักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้อยู่จนบัดนี้
                 เวลาล่วงเลยมา ๖๐ ปี   ยังคงเห็นภาพหนุ่มผู้นั้นอยู่ .......


    หน้า ๗๒       ....... วัยรุ่นชอบทำอะไรบ้าๆ บอๆ
                 เรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่
                 ผู้ใหญ่เฉยเสียก็เลิกทำไปเอง .......


    หน้า ๗๓          ....... คณะพรรคของเรา

                 กับคณะพรรคของคนอื่นไม่ชอบหน้ากัน .......

                 ....... อาจารย์เรียกตัวไปไต่สวน
                 ตอนนี้เองได้เห็นสปิริตของการเป็นพรรคพวก
                 มีอยู่ ๓ คนเท่านั้นที่ยอมไปพบอาจารย์ใหญ่
                 คนอื่นหลบไปหมดเพราะขี้ขลาด
                 ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ใช้คำว่ามัน
                 ก็ยอมรับว่าพูดจริง
                 อาจารย์ใหญ่จึงตีด้วยไม้เรียวที่หน้าขา ๑ ที
                 เจ็บนั้นไม่เจ็บ แต่เจ็บใจ
                 แต่ก็ได้บทเรียน ... ฝังใจอยู่จนกระทั่งบัดนี้
                 เขาไม่ชอบคำพูดของเรา   เขาย่อมไม่ชอบตัวเราด้วย
                 ตอนเป็นเด็กคิดว่าไม่แคร์เรื่องใครจะชอบหรือไม่ชอบ
                 ไม่รู้ว่าในส่วนลึกของจิตใจที่ว่าไม่แคร์นั้น   ความจริงแคร์
                 มาเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม

                 เป็นแคร์คนอื่นๆ เอาเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว .......


    หน้า ๗๕          ....... คนไทยชินกับการติดต่อสื่อสาร
                 กับคนมากกว่าจะใช้อุปกรณ์ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ
                 ไปที่ไหน   ไม่รู้จักทาง   ถามคน
                 ถนัดกว่าเปิดแผนที่ .......


    หน้า ๗๘           ....... สมุดประจำตัวอนุกาชาดนี้ดีมีประโยชน์
                  อย่างน้อย ก็ทำให้ระลึกว่าการบำเพ็ญประโยชน์

                  เป็นสิ่งที่ทำได้ทุกวันและทุกเมื่อ


    หน้า ๘๑          ....... นักเรียนจำบุคลิกของครูได้แม่นกว่าวิชาที่ครูสอน .......


                                                                 (ยังมีต่อ)

    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)




                           จบพ่อ ... ครูคนแรก


                 รำลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์
              จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์
         
                           ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน



               มัธยมศึกษา โรงเรียนเบญจมราชาลัย




    หน้า ๕๘        ....... บ้านหนึ่งมีหน้าต่างเปิด
                 มักมีหนุ่มหลายคนออกมายืนดูอยู่แต่ไกล
                 เด็กสาวอายุ ๑๔ ปีเริ่มจะรู้ตัวว่าเป็นสาว ต้องตาหนุ่มแล้ว
                 เริ่มเอาใจใส่ในการแต่งตัว


    หน้า ๕๙       ....... ครูประจำชั้นชื่อ คุณครูเนื่อง
                 ท่านมีอายุแล้วแต่ไม่ได้แต่งงาน
                 คุณครูเนื่องเป็นภาพลักษณ์ของครูผู้หญิงสมัยนั้น .......

                 ....... บรรยากาศห้องเรียนค่อนข้างเคร่งขรึม

                 ตามลักษณะของครูผู้สอน .......


    หน้า ๖๖         ....... ไม่เคยได้รับการสอน
                 เรื่องอาหารการกินเพื่อสุขภาพอนามัยและเพื่อสังคมจากโรงเรียน
                 ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนไหน
                 ยกให้เป็นหน้าที่ของบ้านและครอบครัว
                 ซึ่งก็หวังทั้งหมดไม่ได้
                 ส่วนมากเป็นเรื่องห้ามกินเพราะแสลง
                 ควรกินเพราะเป็นยา .......

                                                            (ยังมีต่อ)

    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)

                        

                           
    จบแม่ของดิฉัน


               รำลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์
             จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์

                          ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง


    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน


                        
                             พ่อ ... ครูคนแรก





    หน้า ๔๓      ....... พ่อเป็นครูคนแรกในความหมายที่เป็นสำนวน

                และความเป็นจริง

                ....... ที่สำคัญคือ  พ่อต้องการเรียนภาษาฝรั่งให้แตกฉาน
                เพื่อที่จะอ่านหนังสือฝรั่ง
                และใช้เป็นกุญแจไขไปสู่ความรู้ได้มากมาย
                ซ้ำไม่อาจหาได้จากหนังสือภาษาไทย
                พ่อเห็นการณ์ไกลว่า  ผู้รู้ภาษาฝรั่งจะได้เปรียบในทางการศึกษา
                เป็นความรู้เพื่อที่จะรู้เขารู้เรา
                ไม่ใช่เห็นว่าฝรั่งวิเศษ
                และโรงเรียนฝรั่งจะเหนือกว่าโรงเรียนไทย .......


    หน้า ๔๕          ....... จำได้แม่นยำ
                วันแรกที่แต่งเครื่องแบบไปโรงเรียน
                แม่ชีทักว่าเสื้อยังไม่มีแผ่นผ้าที่บังคับเนกไท
                ให้กลับไปทำเสียให้เรียบร้อย .......



    หน้า ๔๖          ....... โรงเรียนฝรั่งมีบทเรียนให้ท่องขึ้นใจทุกวัน
                กลับมาบ้านต้องรีบท่องให้จำได้   เพื่อให้เสร็จๆ ไป
                มานึกดูเดี๋ยวนี้จึงเข้าใจว่า
                เป็นการฝึกความจำอย่างหนึ่ง
                เป็นประโยชน์แก่การเรียนไม่ว่าสมัยใด .......


    หน้า ๔๗           ....... เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนไทย
                มักเรียนเรื่องภาษาอังกฤษ   ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษโดยตรง
                รู้ไวยากรณ์   รู้ศัพท์เป็นคำๆ   แต่พูดและเขียนไม่เป็น .......

                ....... ถนัดที่จะใช้คำย่อ เอ บี ซี มากกว่า ก ข ค
                เพราะคำในภาษาไทยเสียงซ้ำกันมาก .......


    หน้า ๕๑         ...... ไม่ใคร่มีใจผูกพันกับโรงเรียนเท่าใด
                เพราะเหตุรู้สึกไปว่าถูกกักขังนี่เอง .......


    หน้า ๕๓         ....... การจะทำให้เป่าได้มีกลวิธี
                เด็กโบราณมีความพอใจเล่นอยู่กับธรรมชาติ
                ไม่มีอื่นใดให้เลือกและซื้อ .......

                ....... การเล่นเป่าดอกยาง
                ช่วยให้เกิดความพินิจพิจารณา
                เลือกสิ่งที่จะนำมาใช้งาน .......

                       ....... การนั่งรถรางเป็นความสบายอย่างหนึ่ง
                เพราะรถรางแล่นช้าเข้ากับจังหวะการดำเนินชีวิต

                ของคนกรุงเทพฯ สมัยเมื่อ ๗๐ ๘๐ ปีก่อน .......


    หน้า ๕๕        ....... ความนิยมในโรงเรียนฝรั่งเริ่มเสื่อมคลาย
                ที่คาดหวังกันว่านักเรียนจะได้ความรู้

                อย่างที่เรียนในเมืองฝรั่งก็ผิดแผกไป

                ....... วัยรุ่นสมัยโบราณเป็นวัยรุ่น ช้ากว่าวัยรุ่นสมัยนี้
                อายุ ๑๔ ยังไม่ประสีประสาอะไรทั้งนั้น
                ไปไหนคนเดียวตามลำพังก็ไม่ได้ .......

                                                      (ยังมีต่อ)

    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)

            

                  จบรื้อลิ้นชักอดีต



                  รำลึกถึงท่าน ….. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์
                จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์

                           ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    ระลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน




                           แม่ของดิฉัน



    หน้า ๓๖        ....... แม่มีส่วนเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ตรงที่
                 พบรักและแต่งงานกับพ่อโดยไม่มีผู้ใหญ่จัดการให้ .......

                 ....... พ่อเห็นแม่ในงานทางศาสนาคริสต์
                 แม่อยู่ในขบวนแห่ เป็นรักแรกพบของท่านทั้งสอง
                 ส่วนนี้เป็นความรู้สึกของหญิงชายที่ไม่มีสมัย .......

                      ....... ไม่ว่าสมัยใด การแต่งงานไม่ใช่การสิ้นสุด
                 หรือจบเหมือนเทพนิยายฝรั่ง ที่ประโยคสุดท้ายว่า
                           “ และแล้ว เจ้าหญิงกับเจ้าชายก็อยู่ด้วยกันเป็นสุขสืบมาชั่วนิรันดร์

                 สำหรับคนจริงๆ การแต่งงานคือ

                 การเริ่มต้นของชีวิตของคนสองคนที่จะอยู่ร่วมกัน .......



                      ....... เมื่อพึ่งตัวเองไม่ได้ ก็ไม่อาจเป็นตัวเองได้เช่นเดียวกัน .......


    หน้า ๓๘        ....... สำหรับตัวแม่เอง ลูกไม่รู้เลยว่า
                 อาหารจานโปรดของแม่คืออะไร
                 แต่แม่จำได้ว่าลูกแต่ละคนชอบกินอะไร
                 แม่ทำได้ เพราะ แม่ทนได้



    หน้า ๓๙        ....... ตอนนั้นดิฉันยังเล็กอยู่ อายุประมาณห้าขวบ
                 ไม่รู้ความหมายของการแสดงออกอย่างประชดประชัน

                  แต่รู้สึกว่ามีอะไรชอบกลอยู่
                  ส่วนแม่ไม่เห็นท่านแสดงความรู้สึกอะไร
                  ต่อเมื่อลูกโตแล้วจึงรู้ว่า
                  ที่แม่ไม่แสดงความรู้สึกโกรธแค้นอานั้น
                  เพราะท่านสะกดกลั้นเอาไว้เป็นสามารถ
                  ท่านถือคติยึดความอดทนว่าจะตัดเรื่อง
                  และจะชนะใจคนในที่สุด
                  คนที่ทำให้แม่ต้องอดทน มิใช่อื่นไกล คือ พ่อนั่นเอง .......

                       ....... สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตแม่มาโดยตลอด

                  คือความรักที่มั่นคงเสมอต้นเสมอปลายของพ่อ .......


    หน้า ๔๐          ....... ความอดทนของแม่ทำให้แม่ได้รับความสุขในบั้นปลายของชีวิต
                  ได้ชื่อว่าเป็นคุณหญิงคนเดียวของพ่ออยู่จนตลอดอายุขัย .......

                                                                          (ยังมีต่อ)

    ท่านอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ (ต่อ)



     

                   รำลึกถึงท่าน .. อาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์
        จากหนังสือสารคดีชีวประวัติ สมศรี สุกุมลนันทน์

                      ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง



    รำลึกถึงข้อเขียนบางข้อคิดของท่าน




    หน้า ๒๐        ....... คิดว่า ไม่มีประตูหน้าต่างของที่ไหน
                  จะมีหลายชั้นหลายเชิงเท่าของเมืองไทย
                 
                  ชั้นแรก        
    กันฝนกันแดด

                  ชั้นที่สอง      กันขโมย       >  (เหล็กดัด)
                  ชั้นที่สาม      กันยุง         >  (มุ้งลวด)


    หน้า ๒๑        ....... อาหารบอกเรื่องราวของผู้ทำและผู้กินได้ .......


    หน้า ๒๒        ....... เมื่อเห็นอาหารสามอย่างบนโต๊ะ
                  ก็เดาภูมิหลังของผู้กินและผู้ทำอาหารได้ .......


    หน้า ๒๔        ....... จำได้ไม่เคยลืมว่า เมื่อดิฉันอายุ ๑๐ ขวบ
                  ดิฉันถูกแม่ตีด้วยไม้อะไรก็ไม่รู้
                  ที่รู้คือว่าแม่ไม่ได้ตีเพราะโกรธลูก
                  แต่ตีประชดอา .......

                         .......
    แม่จึงโกรธ ทำอะไรเขาไม่ได้จึงตีลูกของตน
                  เจ็บกายไม่มากแต่เจ็บใจมากกว่า
                  เวลาผ่านมาราว ๗๐ ปี
                  ดิฉันยังไม่ลืม  เห็นภาพชัดเจน .......

                               .......
    ไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรเป็นต้นเหตุให้แม่ตีเรา .......

                   .......
    เรื่องอย่างนี้มีเสมอในครอบครัวเรา
                  ไม่ได้ทะเลาะต่อปากต่อคำกันก็จริง
                  แต่เป็นคลื่นใต้น้ำซึ่งเด็กรู้สึกได้ .......


                      .......
    ที่เรียกว่าความอบอุ่นคือ พอดี ไม่ร้อน ไม่หนาว .......

    หน้า ๒๕       ....... ผู้ใหญ่มักเป็นตัวการที่ทำความอบอุ่นให้ร้อน
                  เด็กไม่ใช่ตัวการ .......
                          .......
    เด็กอาจเป็นต้นเหตุให้ผู้ใหญ่โกรธกัน
                  และในทำนองกลับกัน ก็อาจเป็น กาวใจ ได้ .......


    หน้า ๒๖       ....... แม่บอกว่า ดิฉันเป็นเด็กไม่ซน และไม่ช่างพูด
                  เวลาคนอื่นเขาเล่น ก็ไม่ไปเล่นร่วมกับเขา
                  ชอบแต่นั่งดูเฉยๆ
                  ดิฉันวิเคราะห์ตัวเองได้ว่า
                  พฤติกรรมเป็นอย่างที่แม่บอก แต่ลึกลงไปกว่านั้น
                  ดิฉันรู้ว่าเป็นเพราะที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมรวมทั้งผู้คน
                  ทำให้ดิฉันพอใจที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเอง
                  โดยไม่ต้องพึ่งใครให้มาเป็นเพื่อน
                  ชอบกิจกรรมที่ทำคนเดียว
                  บรรยากาศของบ้านไม่เอื้ออำนวยให้อยู่ตามลำพังก็จริง
                  แต่มีสิ่งหนึ่งในบ้านที่ช่วยได้ คือ หนังสือ


    หน้า ๒๘       ....... ขณะที่นั่งอ่านหนังสือ
                  ลืมหมดว่าใครทำอะไรรอบตัว
                  ไม่ได้ยินเสียงเอะอะใดๆ ลืมโลกภายนอกหมดสิ้น
                  มีแต่โลกของตัวเองคนเดียว
                  เก้าอี้คืออาณาจักรส่วนตัว
                  เรานั่งของเราคนเดียว  ไม่มีใครมายุ่งด้วย
                  การอ่านหนังสือนำความสุขมาให้อยู่จนทุกวันนี้
                  เวลาเครียด   อ่านหนังสือแล้วคลายเครียด

                        .        .
    .....
    บรรยากาศของบ้านที่มีคนอยู่ร่วมกันมากๆ
                  ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิง
                  ทำให้ดิฉันไม่ชอบอยู่ท่ามกลางคนมากๆ
                  และรักที่จะเป็นคนฟังมากกว่าเป็นคนพูด
                  ถ้าเป็นคนพูดมักเลี่ยงการขัดแย้งกับคนอื่นไม่ได้
                  จะให้พูดตามๆ เขาไปหมดก็ไม่ใช่วิสัย
                  เพราะเมื่อฟังผู้ใดพูด จะตั้งใจฟัง
                  แล้วคิดแย้ง หรือคิดตามไปด้วย
                  การคิดเท่ากับเป็นการพูดให้ตัวเองฟัง
                  การเติบโตในครอบครัวที่มีคนอยู่ด้วยกันมากๆ
                  ทำให้ดิฉันเป็นคนเช่นนั้น

                       .......
    นิสัยอีกอย่างหนึ่งที่ได้มาจากบรรยากาศของบ้าน
                  คือไม่ชอบความอึกทึกครึกโครมในที่ที่มีคนมาก
                  และเลี่ยงการแข็งกร้าวแบบประจันหน้า
                  มักใช้วิธีเลี่ยงมากกว่า
                  เพราะเมื่อตอนเป็นเด็กอยากแข็งกร้าวก็ทำไม่ได้
                  ความเป็นเด็กถูกบังคับไว้
                  และผู้ที่อยากแข็งกร้าวด้วยนั้นเป็นผู้ใหญ่ .......


    หน้า ๒๙        ....... น่าประหลาดที่คนติดต่อกันข้ามโลกปัจจุบันได้ในพริบตา
                  แต่คนอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน
                  กลับไม่สื่อสารเพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน .......


    หน้า ๓๐        ....... เป็นไปได้หรือไม่ว่า
                  อุปกรณ์สื่อสารและประดิษฐกรรมอิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ
                  มีส่วนทำให้คนติดต่อกันทางจิตใจน้อยลง
                  ขาดสิ่งสำคัญที่เรียกว่า น้ำใจ .......

                       
                       .......
    เรื่องปิดเปิดหน้าต่าง คือ การสอนของพ่อ
                  ทำให้ลูกได้ความรู้โดยไม่รู้ตัว
                  ความเป็นคนช่างสังเกต
                  ความเข้าใจในเหตุผลของการกระทำ
                  การทำงานให้หมดจดทุกขั้นตอน
                  เหล่านี้ได้มาจากการปิดเปิดหน้าต่าง .......


    หน้า ๓๑      ....... ดิฉันไม่ชอบทำงานบ้าน
                  ขี้เกียจทำ ชอบแต่จะนั่งอ่านหนังสือ .......
                         .......
    ดิฉันมีงานที่ชอบทำคือ งานตัดเย็บ
                  ไม่ว่าจะเป็นออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า
                  หรือตัดเย็บเครื่องใช้ในบ้านที่ทำด้วยผ้า .......


    หน้า ๓๓       ....... งานที่พอใจทำ คือ อ่านหนังสือและตัดเย็บเสื้อผ้า
                  ต่อมาเป็นงานอาชีพ
                  การอ่านหนังสือเปลี่ยนมาเป็นเขียนหนังสือ
                  และการตัดเย็บเสื้อผ้าใช้เองในบ้านกลายเป็นอาชีพอยู่ระยะหนึ่ง
                  อดีตจากบ้าน คือ ปัจจุบันของทุกคน


                                                                     (
    ยังมีต่อ)