suratsek's profileSURATSEK SpacePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
งง ! ???
. . . ถึงล้มก็รู้ว่าฉันยังมีมือของเธอ
ท่ามกลางคืนวันที่เหนื่อยล้ากายใจ
Today In The PastMon, Dec 29th, 2008 On This Day:
1170: Archbishop Thomas Becket is murdered in Canterbury Cathedral in England
1837: A patent is granted for the steam-powered threshing machine (Winthrop Maine) 1848: Gas lights are first installed at the White House (Polk's administration) 1852: Emma Snodgrass is arrested in Boston for wearing pants 1908: A patent is granted for the four-wheel automobile brake (Clintonville Wisconsin) 1937: Pan Am Airline starts its San Francisco-to-Auckland New Zealand service 1940: Germany begins dropping incendiary bombs on London (“the Blitz” of WW II) 1949: The first UHF television station begins operating on a regular basis (Bridgeport Connecticut) 1949: Hungary nationalizes its industries 1951: The first transistor hearing aid goes on sale (Elmsford NY) 1955: 13-year old Barbra Streisand makes her first recording (“You'll Never Know”) 1972: an Eastern Airlines TriStar jumbo jet crashes near the Florida Everglades killing 101 people 1984: Indian Prime Minister Rajiv Gandhi claims victory in parliamentary elections 1987: Cosmonaut Yuri Romanenko ends his record 326-day space flight 1989: Vaclav Havel becomes president of Czechoslovakia 1989: Wayne Gretzky & Martina Navratilova are named “Athletes of the Decade” by the Associated Press
1996: War-weary guerrilla and government leaders in Guatemala sign an accord ending 36 years of civil conflict
1997: Hong Kong begins killing 1.4 million chickens to stem the spread of a mysterious bird flu that has already killed four people
1998: Khmer Rouge leaders apologize for the 1970's genocide in Cambodia that claimed one million lives
1999: The Nasdaq composite index closes above 4,000 for the first time, ending the day at 4,041.46
(carried to the new high by the euphoria regarding the “dot com” and tech stocks)
Born On This Day:
1721: Marquise de Pompadour,
mistress of French King Louis the 15th (287 years ago)
1776: Charles Macintosh, Scotland, patented waterproof fabric (232 years ago)
1800: Charles Goodyear, inventor (vulcanization process for rubber) (208 years ago)
1809: William Ewart Gladstone, (Lib) British PM (1868-74, '80-86, '92-94) (199 years ago)
1859: Venustiano Carranza, pres of Mexico (1915-20) (149 years ago)
1879: Billy Mitchell, aviation hero General (WW I) (129 years ago)
1937: Mary Tyler Moore, Brooklyn, actress (Mary Tyler Moore, Ordinary People) (71 years ago)
1964: Kimberly Russell, actress (Sarah-Head of the Class) (44 years ago)
1985: Alexa Ray Joel, daughter of Billy Joel & Christie Brinkley (23 years ago)
Today Is:
(Gabon) President's Birthday
Anti-Pent-Ultimate Day
There are 2 days left in this year.
"สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)ฝ่ายลิโป้จึงเข้าไปทำเป็นกระซิบข้างหูตั๋งโต๊ะๆ ทำเป็นหัวเราะแล้วว่า คิดอย่างนี้ดอกหรือเร่งเอาตัวมันไป ลิโป้ก็เข้าจับเอาตัวเตียวอุ๋นลากออกไป
ขุนนางทั้งปวงซึ่งกินโต๊ะอยู่นั้นมิได้แจ้งเนื้อความประการใด ต่างคนต่างนิ่งตะลึงดูกันอยู่
ประเดี๋ยวหนึ่งเห็นลิโป้เอาศีรษะเตียวอุ๋นใส่กระบะเข้ามาให้ตั๋งโต๊ะดู ขุนนางทั้งปวงก็ยิ่งตกใจ
ตั๋งโต๊ะเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงว่า ท่านทั้งปวงอย่าตกใจ ซึ่งเกิดจากเหตุทั้งนี้เพราะเตียวอุ๋นให้หนังสือลับ
ไปถึงอ้วนสุดให้มาทำร้ายแก่เรา มีผู้รู้จึงบอกหนังสือมา ลิโป้จึงมากระซิบบอกเราๆ จึงให้จับไปฆ่าเสีย
ท่านทั้งปวงมิได้ร่วมคิดด้วยมันก็อย่าได้เป็นทุกข์ จงกินโต๊ะพูดกันเล่นให้สบาย
ครั้นกินโต๊ะแล้วขุนนางทั้งปวงก็ลาไป
ฝ่ายอ้องอุ้นกลับมาถึงบ้านจึงคิดว่า ซึ่งตั๋งโต๊ะให้หาไปกินโต๊ะแล้วเอาเตียวอุ๋นไปฆ่าเสีย เมื่อพิเคราะห์ดูนั้นไม่เห็นว่าเตียวอุ๋นจะคบคิดกับอ้วนสุดให้มาทำร้าย ซึ่งตั๋งโต๊ะคิดผูกพันทำทั้งนี้
เพราะจะทำอำนาจมิให้ขุนนางทั้งปวงคิดร้ายสืบไป
แลตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้าทั้งนี้หาผู้ใดจะช่วยคิดล้างตั๋งโต๊ะเสียไม่ อ้องอุ้นคิดรำคาญใจนอนมิหลับ
ครั้นเวลาดึกจึงถือไม้เท้าลงไปยืนพิงต้นไม้อยู่ ณ สวนดอกไม้ จึงแลขึ้นไปดูบนอากาศเห็นดาวเดือนนั้น
ขุ่นมัวเศร้าหมอง จึงคิดว่าทุกวันนี้พระมหากษัตริย์แลอาณาประชาราษฏรได้ความเดือดร้อนเพราะตั๋งโต๊ะ
อ้องอุ้นก็ทอดใจใหญ่แล้วร้องไห้
พอได้ยินเสียงหญิงคนหนึ่ง ทอดใจใหญ่อยู่ตรงหน้านั้น อ้องอุ้นจึงเดินเข้าไปดู เห็นนางเตียวเสียนคนขับร้องซึ่งอ้องอุ้นช่วยมาไว้แต่น้อย รูปงามขับร้องก็เพราะ อายุได้สิบหกปี
อ้องอุ้นมีความเอ็นดูเลี้ยงไว้เป็นบุตรเลี้ยง อ้องอุ้นจึงถามว่า
เวลาดึกสงัดถึงเพียงนี้ยังมินอนลงมาเที่ยวอยู่ในสวนดอกไม้ แล้วทอดใจใหญ่ทุกข์ด้วยไม่เห็นชู้มาหรือ
นางเตียวเสียนได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงคุกเข่าลงคำนับแล้วตอบว่าข้าพเจ้าจะได้มีชู้มาคอยกันหามิได้
ตัวข้าพเจ้าเป็นทาสี ซึ่งท่านเลี้ยงข้าพเจ้าเป็นบุตรมาแต่น้อยนั้นพระคุณหาที่สุดมิได้ ทุกวันนี้ข้าพเจ้าก็คิดอยู่ว่า
ถ้าท่านมีทุกข์สิ่งใดข้าพเจ้าจะสนองพระคุณท่าน ถึงมาตรว่าชีวิตจะตายแลกระดูกจะแหลกเป็นผงก็ดี
ข้าพเจ้ามิได้เสียดายแก่ชีวิต เมื่อเวลากลางวันนั้นตั๋งโต๊ะเชิญท่านไปกินโต๊ะแล้วกลับมา
ข้าพเจ้าเห็นหน้าท่านนั้นเศร้าหมองยิ่งกว่าแต่ก่อน ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีทุกข์สิ่งใดใหญ่หลวงอยู่ท่านจึงเป็นดังนี้
ข้าพเจ้าจึงตามลงมาหวังจะใคร่รู้เหตุ แล้วจะได้คิดอ่านสนองคุณท่านไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต
อ้องอุ้นได้ยินดังนั้นก็คิดว่า ครั้งนี้แผ่นดินเห็นจะค่อยมีความสุขเพราะเตียวเสียนเป็นมั่นคง
จึงพานางเตียวเสียนขึ้นไปบนตึกที่ดูหนังสือนั้นเป็นที่สงัด ให้นางเตียวเสียนขึ้นนั่งบนเก้าอี้
อ้องอุ้นจึงคุกเข่าลงคำนับ นางเตียวเสียนเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงลงจากเก้าอี้คำนับ แล้วเข้ากอดเอาเท้าอ้องอุ้นไว้
แล้วห้ามว่าท่านอย่าคำนับข้าพเจ้าผู้บุตรนี้ไม่สมควร อ้องอุ้นจึงตอบว่าเราได้ยินเจ้าว่าทั้งนี้ก็มีความยินดีนัก
เราจึงคำนับเจ้า เจ้าจงมีใจเมตตาแก่พระมหากษัตริย์แลอาณาประชาราษฏรด้วยเถิด
ว่าเท่านั้นแล้วอ้องอุ้นก็ร้องไห้ นางเตียวเสียนเห็นดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าได้ออกปากว่าจะเอาชีวิตแทนคุณท่าน
เป็นไฉนท่านมิบอกเหตุ ซึ่งจะมาร้องไห้อยู่ฉะนี้ทุกข์ของท่านจะสำเร็จแล้วหรือ
อ้องอุ้นจึงว่าทุกวันนี้แผ่นดินร้อนทุกเส้นหญ้าเจ้าก็ย่อมแจ้งอยู่แล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น
อุปมาดังฟองไก่อันวางอยู่เหนือหน้าศิลา ขุนนางกับอาณาประชาราษฏรนั้น อุปมาดังหยากเยื่ออันใกล้กองเพลิง
มิได้รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อใด ตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้ากำเริบขึ้น จะชิงเอาราชสมบัติ
หาผู้ใดจะคิดล้างตั๋งโต๊ะไม่ แลตั๋งโต๊ะนั้นมีบุตรเลี้ยงคนหนึ่งชื่อลิโป้ๆ ก็มีฝีมือกล้าหาญ
แลน้ำใจตั๋งโต๊ะกับลิโป้นั้นมักยินดีด้วยสตรีรูปงาม ถ้าเจ้าจะช่วยกู้แผ่นดินแล้ว
พ่อจะคิดเป็นกลอุบายจะยกเจ้าให้แก่ลิโป้ แล้วจึงจะไปบอกตั๋งโต๊ะให้มารับเจ้าไปเป็นภรรยา
เมื่อเจ้าไปอยู่ด้วยตั๋งโต๊ะนั้นจงลอบทำกลมารยาต่างๆ ให้ลิโป้มีความรักใคร่ในเจ้าแล้ว เจ้าจึงลอบบอกแก่ตั๋งโต๊ะ
ด้วยกลมารยาความคิดของเจ้า นานไปเห็นตั๋งโต๊ะกับลิโป้จะมีความสงสัยกินแหนงแก่กัน ลิโป้ก็จะฆ่าตั๋งโต๊ะเสีย
เมื่อศัตรูราชสมบัติตายแล้วบ้านเมืองก็จะอยู่เย็นเป็นสุขสืบไป
ตัวเจ้าซึ่งได้อาสากู้แผ่นดินก็จะมีชื่อปรากฏไปชั่วฟ้าชั่วดิน ซึ่งพ่อคิดทั้งนี้เจ้าจะยอมด้วยหรือประการใด
ฝ่ายนางเตียวเสียนจึงตอบว่า ข้าพเจ้าได้ออกปากไว้ว่าจะสนองคุณท่าน อย่าว่าแต่จะเสียตัวเพียงนี้เลย ถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ซึ่งท่านจะคิดประการใดนั้นก็ให้เร่งคิดเถิด
ถ้าข้าพเจ้าจะไปอยู่ด้วยตั๋งโต๊ะแล้ว ข้าพเจ้าจะคิดกลมารยาให้ลิโป้ฆ่าตั๋งโต๊ะเสียจงได้
อ้องอุ้นจึงตอบว่า ถ้าเจ้าจะอาสาแผ่นดินแทนคุณพ่อแล้ว จะคิดการสิ่งใดให้ปิดป้องให้จงดี
ถ้าเนื้อความแพร่งพราย ตัวเจ้ากับบิดาแลญาติก็จะพากันตายเสียสิ้น
นางเตียวเสียนจึงว่า ความทั้งนี้ถ้าข้าพเจ้าแพร่งพรายแก่ผู้ใด ขอให้ข้าพเจ้าตายด้วยอาวุธต่างๆ เถิด
อ้องอุ้นได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก
ผู้หญิง ผู้หญิง (หน้า ๑๐๓)
คนผู้ดีมีสกุลมูลชุชาติ ไม่บังอาจหยามสตรี ... ได้ ไม่ข่มเหงผู้ระกำช้ำหทัย เพื่อสนุกคะนองในใจตนเอง (ฝัน ณ คืนกลางฤดูร้อน น. 95) ไปเอาถ้วยที่เวียตนาม ไปเอาถ้วยที่เวียตนาม ลืมวันนี้ไปวันใหม่ก็มาถึง ไม่ใช่วันเก่า
มนุษย์ มนุษย์ (ต่อ)
ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่
ชายหญิงไซร้เปรียบตัวละครนั้น ต่างมียามเข้าออกอยู่เหมือนกัน คนหนึ่งนั้นย่อมเล่นตัวนานา คือแบ่งเป็นเจ็ดปางอย่างนี้ไซร้ หนึ่งลูกอ่อนนอนให้อยู่จ้าๆ ในวงแขนที่เลี้ยงกล่อมเกลี้ยงมา จนกว่าจะสามารถอาจเลี้ยงตน สองคือเด็กนักเรียนแรกเขียนอ่าน ถือย่ามผ่านไปพลางทางพร่ำบ่น หน้าแฉล้มแจ่มปานเพราะสุริยน ไปโรงเรียนชอบกลราวหอยคลาน สามคือหนุ่มรักสมรเฝ้าถอนใจ ราวเตาไฟที่เพลิงเร้าเริงผลาญ แต่งเพลงยาวชมขนงเจ้านงคราญ สี่ทหาร, เสียงดังตังตึงไป และหนวดเคราคล้าย, เหลือจะรัก เกียรติศักดิ์, มักวิวาทปราดเข้าใส่ ถลันหาเกียรติยศแม้ที่ใน ปากปืนใหญ่ไม่พรั่นหวั่นวิญญา ห้าลูกขุนผู้ใหญ่ไก่เต็มพุง จนท้องตุงตัวอ้วนท้วนนักหนา ตาขมึง หนวดเคราเข้าตำรา ชำนาญในกติการประเพณี ต่อลงมาถึงปางคำรบหก เป็นตลกซูบแท้แก่เต็มที่ ใส่แว่นตาคาดกระเป๋า เศร้าฤดี ถุงตีนที่เคยใช้เมื่อเยาว์วัย ก็หย่อนย่นร่นหลวมทรามซาเหี่ยว เสียงเคยห้าวกลับเรียวลงไปได้ ราวเสียงเด็ก ยามสนทนาไป เสียงนั้นไซร้แห้งแหบหอบหืดครัน ปางสุดท้าย ที่หมายจบประวัติ อันเห็นชัดกลับเป็นเด็กอีกแม่นมั่น มีแต่หลงลืมไป, อีกไร้ฟัน ไร้ตา, ไร้รสสรรพ์, ไร้ทั่วไป (ตามใจท่าน วิวาหพระสมุท น. 75-77) "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตอนที่ ๗
ฝ่ายตั๋งโต๊ะรู้กิตติศัพท์ว่า ซุนเกี๋ยนตายแล้วก็มีความยินดีนัก จึงว่าแก่ที่ปรึกษาว่า
ซึ่งซุนเกี๋ยนตายเสียนั้นเราค่อยเบาใจมีความสุขขึ้น อุปมาเหมือนบ่งหนามออกจากอกเราได้เล่มหนึ่ง
ทุกวันนี้ผู้ใดยังรู้ว่าอายุซุนเซ็กบุตรซุนเกี๋ยนอายุเท่าใด ลิยูจึงว่าซุนเซ็กนั้นอายุได้สิบห้าปี ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้น
ก็เห็นว่ายังเด็กอยู่ มิได้มีสงสัยประการใด ในขณะนั้นตั๋งโต๊ะยิ่งทำการหยาบช้ากำเริบขึ้นกว่าแต่ก่อน
ตั้งตัวให้คนทั้งปวงเรียกว่าซ่องฮู แปลว่าเป็นบิดาเลี้ยงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ถ้าจะไปแห่งใดให้ตั้งกระบวนแห่
อย่างพระมหากษัตริย์เสด็จ แล้วตั้งให้ตั๋งห้องผู้น้องเป็นนายทหารกองนอก แต่บรรดาแซ่ตั๋งนั้นเอามาตั้ง
เป็นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยสิ้น ตั๋งโต๊ะจึงเกณฑ์ไพร่ยี่สิบห้าหมื่นไปตั้งเมืองอยู่
ทางไกลเมืองเตียงฮันสองพันห้าร้อยเส้น กำแพงสูงเท่าเมืองหลวง มีตำหนักใหญ่น้อยหน้าหลัง
คลังแลฉางข้าวปลาอาหารนั้นขนเข้าไว้สำหรับจะเลี้ยงทหารกำหนดได้ยี่สิบปี แลเงินทองในท้องพระคลัง
กับส่วยสัดวัฒนานั้นเอามาไว้ในคลังเมืองใหม่ แล้วให้จัดหญิงรูปงามมาไว้ได้ประมาณแปดร้อยคน
ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยในเมืองหลวงต้องมารับส่งถึงนอกประตูเมือง
แลทางจะขึ้นไปเฝ้านั้นมีที่ประทับเป็นหลายตำบล ในเมืองเตียงฮันนั้นก็มีที่อยู่แห่งหนึ่ง
ครั้นอยู่มาวันหนึ่งตั๋งโต๊ะออกจากเฝ้า ขุนนางทั้งปวงตามไปส่งถึงนอกประตูเมือง
ตั๋งโต๊ะจึงสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยไปกินโต๊ะ ณ ที่ประทับ
ในขณะนั้นหัวเมืองฝ่ายเหนือ บอกส่งคนเกลี้ยกล่อมมาประมาณห้าร้อย ตั๋งโต๊ะจึงให้ทหารเอาคนทั้งปวงมาตัดแขนตัดขาบ้าง ตัดหู ตัดลิ้นบ้าง ให้ใส่กระทะเหล็กบ้าง
คนทั้งปวงยังมิทันสิ้นใจก็เจ็บปวดร้องครางอื้ออึงไป ขุนนางทั้งปวงซึ่งกินโต๊ะอยู่นั้นแลเห็นก็มีความสงสารนัก
ลางคนตกใจจนตะเกียบพลัดตกบ้าง จอกสุราพลัดจากมือบ้าง เพราะมีความสังเวช
แต่ตั๋งโต๊ะนั้นมิได้มีใจปรานี เสพสุราพลางดูพลาง หัวเราะพลาง คนทั้งห้าร้อยนั้นก็ตายสิ้น
ครั้นกินโต๊ะแล้วต่างคนต่างก็ไป ตั๋งโต๊ะจึงลอบสั่งลิโป้ว่าเราจะให้หาขุนนางมากินโต๊ะพร้อมกันแล้ว
เจ้าจงเข้าไปกระซิบแก่เราๆ จะสั่งให้เอาเตียวอุ๋นไปฆ่าเสียแล้วตัดเอาศีรษะเข้ามา
ครั้นถึงวันกำหนดขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมากินโต๊ะพร้อมกันอยู่ ณ เมืองใหม่ ตั๋งโต๊ะก็นั่งเสพสุราอยู่ด้วย
"สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตอนที่ ๗
ตั๋งโต๊ะสร้างเมืองอยู่ใหม่ หน้า ๑๒๔ อองอุ้นคิดกำจัดตั๋งโต๊ะ หน้า ๑๒๘ เรื่องตั๋งโต๊ะกับนางเตียวเสียน หน้า ๑๓๓ ลิโป้ฆ่าตั๋งโต๊ะ หน้า ๑๔๘ ชีวิต ชีวิต (หน้า ๙๗)
"สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)ฝ่ายอุยกายซึ่งอยู่รักษาเรือรบนั้น ครั้นได้ยินเสียงโห่ร้องอื้ออึงก็คุมทหารขึ้นมาจะช่วยรบ พอพบหองจอเจ้าเมืองกังแฮก็เข้ารบกันได้หกเพลงอุยกายจับหองจอได้ เทียเภาเอาทวนแทงถูกลีก๋งตกม้าตาย ในเวลากลางคืนนั้นทหารเล่าเปียวกับทหารซุนเกี๋ยนรบกันล้มตายเป็นอันมาก ทหารซึ่งลีก๋งคุมมานั้นก็เอาศพซุนเกี๋ยนเข้าไปให้แก่เล่าเปียว ครั้นเวลาเช้าทหารเล่าเปียวก็พากันกลับเข้าเมือง ในขณะนั้นทหารเลวคนหนึ่งเอาเนื้อความมาบอกแก่ซุนเซ็กว่า ซุนเกี๋ยนผู้เป็นบิดานั้นถูกเกาทัณฑ์ตายที่ซอกเขาฮีสัน ศพนั้นทหารเมืองเกงจิ๋วเอาเข้าไปให้แก่เล่าเปียวแล้ว บัดนี้ศพบิดาเราอยู่ในเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งเราจะละเสียมิรบเอาเมืองนี้ให้ได้ก็ดูเหมือนหามีกตัญญูต่อบิดาเราไม่ อุยกายจึงว่าข้าพเจ้าจับหองจอเจ้าเมืองกังแฮไว้ได้ จำจะแต่งคนเข้าไปว่าแก่เล่าเปียวให้ส่งศพบิดาท่านออกมา เราจะส่งหองจอไปให้แก่เล่าเปียว แลการซึ่งรบพุ่งกันนั้นก็จะประนอมยอมเป็นไมตรีกัน เราจึงจะยกกลับไปเมืองกังตั๋ง ซุนเซ็กได้ฟังก็มีความยินดีนักจึงให้ฮวนกายไป แลฮวนกายจึงเข้าไปหาเล่าเปียวแล้วจึงบอกแก่เล่าเปียวว่า บัดนี้ซุนเซ็กจะไม่ทำการสงครามกับท่านสืบไป ขอเอาศพซุนเกี๋ยนซึ่งเป็นบิดา ถ้าท่านยอมให้แล้วตัวหองจอซึ่งจับไว้ได้นั้นจะส่งเข้ามาให้ท่าน ซุนเซ็กก็จะเลิกทัพกลับไปเมือง เล่าเปียวจึงตอบว่าศพซุนเกี๋ยนซึ่งพวกทหารเอาเข้ามาให้เรานั้น เราก็ให้ตกแต่งไว้ตามประเพณี ซึ่งซุนเซ็กให้มาว่านั้นเราก็จะยอม แต่สืบไปภายหน้าอย่าให้คิดล่วงเข้ามาทำอันตรายแก่เราเลย แลซุนเกี๋ยนล่วงมาทำการครั้งนี้เพราะเป็นคนใจหยาบช้าจึงถึงแก่ความตาย แลซุนเซ็กผู้บุตรนั้นก็ยังอ่อนความคิดอยู่ แลทหารทั้งปวงก็เห็นจะย่อท้อฝีมือทหารเรา ถ้าท่านฟัง ข้าพเจ้าจะคิดมิให้ทหารทั้งปวงเหลือกลับไปเมืองกังตั๋งได้แต่สักคนหนึ่งเลย ขอท่านให้จับฮวนกายฆ่าเสียเถิดแล้วยกทหารออกไปตี แลเมืองกังตั๋งนั้นก็จะได้เป็นสิทธิ์แก่ท่าน ถ้าท่านมิฟังข้าพเจ้า แลจะให้ศพซุนเกี๋ยนไปนั้นเห็นจะมีอันตรายแก่ท่านเป็นมั่นคง เล่าเปียวจึงตอบว่า ซึ่งท่านคิดดังนี้ก็จะมิเสียหองจอไปหรือ เก๊งเหลียงจึงว่าจะคิดการใหญ่เอาเมืองสิ จะเสียดายหองจอคนเดียวนั้นไม่ควร เล่าเปียวจึงตอบว่าหองจอกับเราได้รักใคร่ไว้ใจกันมาแต่ก่อน ครั้นเราจะทำดังนั้นก็เหมือนหนึ่งแกล้งฆ่าหองจอเสีย ความซึ่งเราว่าไว้แต่ก่อนนั้นก็จะเสียวาจาไป แล้วเล่าเปียวจึงว่าแก่ฮวนกายให้เร่งกลับออกไปเถิด เวลาพรุ่งนี้ให้เอาตัวหองจอมาส่งให้เราที่ประตูเมือง เราจะส่งศพซุนเกี๋ยนไปให้ ฮวนกายก็เอาเนื้อความกลับไปบอกแก่ซุนเซ็กๆ ก็มีความยินดี ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงให้ทหารทั้งปวงคุมเอาตัวหองจอไปส่งให้เล่าเปียว ณ ประตูเมือง แล้วรับเอาศพซุนเกี๋ยนมาลงเรือยกกลับไปเมืองกังตั๋ง จึงให้แต่งการศพไว้ตำบลขยกโอ๋ ในขณะนั้นซุนเซ็กได้เป็นใหญ่ ชาวเมืองอยู่ในบังคับบัญชาทั้งสิ้น ถ้าเห็นผู้ใดมีสติปัญญากล้าหาญ ซุนเซ็กก็คำนับยำเกรงเกลี้ยกล่อมเข้าไว้ด้วยเป็นอันมาก
มนุษย์ มนุษย์ (หน้า ๙๑)
มนุษย์ทั่วๆ ไป ... ไม่อยากรู้ผลร้าย อันเกิดแต่ความผิดและความดื้อรั้นของตน (รวมนิยายจากเชกสเปียร์ น. 27) คนที่ทิ้งบันทึกความจำไว้ให้ ได้เขียนไว้อย่างดีหรืออย่างเลวก็ตาม ถ้าหากบันทึกความจำเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงใจแล้ว ย่อมให้บริการแก่นักจิตวิทยาและนักเขียนในอนาคต (สมรรถภาพแห่งความคิด น. 416) "สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ฝ่ายหองจอนั้นเสียทหารเป็นอันมากก็รีบหนีไปถึงเมืองเกงจิ๋ว
จึงเอาเนื้อความไปบอกแก่เล่าเปียวๆ ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษาแก่เก๊งเหลียงๆ จึงว่าซึ่งหองจอแตกมานั้น
ฝ่ายทหารซุนเกี๋ยนก็มีใจกำเริบ ครั้นเราจะยกออกรบบัดนี้ก็เหมือนหนึ่งหักไฟหัวลม
จำเราจะให้รักษาค่ายประตูหอรบไว้จงมั่นคงก่อน แล้วจึงให้มีหนังสือไปขอกองทัพอ้วนเสี้ยวยกมาช่วย
เห็นซุนเกี๋ยนจะไม่ทำสิ่งใดได้
ชัวมอจึงว่าซึ่งเก๊งเหลียงว่านั้นไม่ชอบ ด้วยทัพซุนเกี๋ยนยกมาจะใกล้ถึงกำแพงอยู่แล้วๆ จะให้ขึ้นรักษาหน้าที่อยู่
จะให้มีหนังสือไปขอกองทัพอ้วนเสี้ยวมาช่วยนั้นเห็นไม่ทันที
ข้าพเจ้าจะขออาสายกทหารออกไปตีทัพซุนเกี๋ยน
เล่าเปียวเห็นชอบด้วยจึงเกณฑ์ทหารให้หมื่นหนึ่ง
ชัวมอก็คุมทหารไปถึงเขาฮีสันแล้วจึงให้หยุดทัพตั้งมั่นไว้
ฝ่ายซุนเกี๋ยนมิได้รู้ว่าชัวมอมาตั้งอยู่ ก็ยกทหารรีบมาถึงเขาฮีสันข้างหนึ่ง ชัวมอรู้ก็ขี่ม้าถือง้าวขึ้นมายืนอยู่หน้าทหาร ซุนเกี๋ยนเห็นชัวมอมาตั้งอยู่ดังนั้นจึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า
ผู้ใดจะอาสาไปจับชัวมอพี่ภรรยาเล่าเปียวมาให้เราได้
เทียเภาจึงรับอาสา แล้วขับม้ารำทวนออกไปรบด้วยชัวมอได้สิบเพลง ชัวมอเห็นจะสู้มิได้ก็ขับม้าหนี ซุนเกี๋ยนคุมทหารไล่แทงฟันทหารชัวมอล้มตายเป็นอันมาก
แลชัวมอนั้นหนีเข้าในเมืองได้จึงเอาเนื้อความแจ้งแก่เล่าเปียว เก๊งเหลียงจึงว่าแก่เล่าเปียวว่า
เพราะท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้าจึงเสียทีแก่ข้าศึก ซึ่งชัวมอขันอาสาออกไปแล้วแตกเข้ามาให้เสียทหารเป็นอันมากนั้น
ขอให้ตัดศีรษะชัวมอเสียบไว้จึงจะควร
เล่าเปียวได้ยินดังนั้นเพราะมีความรักนางชัวฮูหยินซึ่งเป็นภรรยา ก็มีใจเมตตามิได้เอาโทษชัวมอ
ฝ่ายซุนเกี๋ยนจึงเกณฑ์ทหารทั้งปวงยกเข้าล้อมเมืองเกงจิ๋วไว้ ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเกิดพายุใหญ่พัดธงชัยสำหรับทัพซุนเกี๋ยนหัก ฮันต๋งเห็นดังนั้นจึงว่าแก่ซุนเกี๋ยนว่า
บัดนี้เกิดอัศจรรย์เป็นลางในกองทัพเรา ธงชัยจึงหัก ครั้นจะตั้งล้อมเมืองเกงจิ๋วไว้ฉะนี้
เหตุใหญ่ก็จะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง ขอให้เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋งภายหลังจึงค่อยคิดการสืบไป
ซุนเกี๋ยนตอบว่าซึ่งเรายกมาทำการสงครามครั้งนี้ก็มีชัยชนะเป็นหลายครั้ง จวนจะได้เมืองเกงจิ๋วอยู่วันพรุ่งนี้แล้ว
ซึ่งท่านจะสงสัยว่าเกิดลมพัดมาธงชัยจึงหักไปนั้นไม่ชอบ
แล้วก็เร่งให้ทหารทั้งปวงทำลายกำแพงเมืองเกงจิ๋วให้ได้แต่ในเวลาค่ำวันนี้
ครั้นเวลาค่ำเก๊งเหลียงเห็นดาวตกลงมา ก็ดูในตำราแจ้งแล้วจึงบอกแก่เล่าเปียวว่า
ข้าพเจ้าเห็นดาวดวงหนึ่งเศร้าหมองตกลงมา ครั้นดูในตำราเห็นว่าจะมีอันตรายแก่ซุนเกี๋ยนเป็นมั่นคง
ขอให้เร่งแต่งหนังสือไปขอกองทัพอ้วนเสี้ยวยกมาตีซุนเกี๋ยนเป็นทัพกระหนาบ
เล่าเปียวจึงว่าซึ่งจะให้ไปขอกองทัพอ้วนเสี้ยวเราก็เห็นชอบด้วย แต่บัดนี้ทัพซุนเกี๋ยนล้อมเมืองอยู่
จะหาผู้ใดซึ่งเข้มแข็งจะได้ถือหนังสือรบหักกองทัพซุนเกี๋ยนออกไปได้
ลีก๋งทหารเล่าเปียวคนหนึ่งรับอาสา เก๊งเหลียงจึงตอบว่าซึ่งท่านจะรับอาสานั้นเราขอบใจนัก แต่ท่านจงทำตามคำเรา เราจะเกณฑ์ทหารถือเกาทัณฑ์ให้ไปด้วยห้าร้อย
ถ้าท่านรบหักออกไปได้แล้ว จงจัดทหารสองร้อยให้รีบไปซุ่มอยู่ท้ายเขาฮีสันร้อยหนึ่ง
ร้อยหนึ่งให้ขึ้นไปซุ่มอยู่เนินเขาเก็บเอาก้อนศิลาเตรียมไว้จงมาก
ถ้ากองทัพซุนเกี๋ยนตามรบท่านกับทหารสามร้อยนั้นให้สู้พลางหนีพลาง กว่าจะถึงเขาฮีสัน
ทหารสองกองซึ่งซุ่มอยู่บนเนินเขาแลป่าท้ายเขานั้น ได้ยิงเกาทัณฑ์ทิ้งก้อนศิลาแล้วเมื่อใด
ท่านจึงจุดประทัดใหญ่ขึ้นสามนัด เราได้ยินเสียงประทัดแล้วจะยกทหารออกตามตีกระหนาบไป
ถ้าข้าศึกมิได้ติดตาม ท่านจงรีบเอาหนังสือไปให้แก่อ้วนเสี้ยวจงได้
แลในเวลากลางคืนวันนี้ก็เป็นเดือนมืด ท่านจงคุมทหารรีบออกไป
ลีก๋งก็รับคำเก๊งเหลียงแล้วลาเล่าเปียวคุมทหารถือเกาทัณฑ์ห้าร้อยเปิดประตูฝ่ายทิศตะวันออก
รบหักออกไป แล้วให้ทหารสองร้อยนั้นไปซุ่มอยู่ ณ เขาฮีสันเป็นสองกองตามคำเก๊งเหลียงสั่ง
ฝ่ายซุนเกี๋ยนเห็นทหารในเมืองยกหักออกไป จึงขึ้นม้าถือง้าวแล้วพาทหารซึ่งสนิทนั้นสามสิบม้ายกตามไป แลม้าซุนเกี๋ยนนั้นรีบไปทันม้าลีก๋งเข้าจึงร้องว่า มึงออกมาจากเมืองนี้จะหนีไปแห่งใด
ลีก๋งได้ยินดังนั้นก็ชักม้ากลับหน้ามารบด้วยซุนเกี๋ยนได้ห้าเพลง แล้วขับม้าหนีไปทางที่ซุ่มทหารไว้สองกองนั้น
ซุนเกี๋ยนก็ขับม้าตามไปถึงซอกเขา ครั้นไม่เห็นลีก๋งจึงชักม้ากลับหลังมาหาทหารสามสิบ
พอได้ยินเสียงม้าล่อแลทหารบนเนินเขาก็ทิ้งก้อนศิลาลงมา ทหารซึ่งซุ่มอยู่ท้ายเขาก็ยิงเกาทัณฑ์ระดมไป
แลซุนเกี๋ยนกับม้านั้นถูกเกาทัณฑ์แลก้อนศิลาโลหิตไหลลงมาโทรมกาย
ทั้งม้าทั้งคนก็ถึงแก่ความตายในซอกเขา เมื่อซุนเกี๋ยนตายนั้นอายุได้สามสิบปี
ลีก๋งเห็นดังนั้น ก็ขับทหารทั้งปวงมาสกัดฆ่าทหารซุนเกี๋ยนเสียทั้งสามสิบคน แล้วให้จุดประทัดใหญ่สัญญาขึ้นสามนัด
ฝ่ายเก๊งเหลียงได้ยินเสียงประทัดสัญญาก็ให้เก๊งอวดหนึ่ง หองจอหนึ่ง ชัวมอหนึ่งคุมทหารตีออกไปเป็นสามด้าน
แลทหารซุนเกี๋ยนมิทันรู้ก็แตกตื่นล้มตายเป็นอันมาก
แพ้ – ชนะ แพ้ – ชนะ (หน้า ๘๙)
"สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ฝ่ายเรือกองตระเวณเมืองเกงจิ๋วรู้กิตติศัพท์ดังนั้น
ก็เอาเนื้อความทั้งปวงไปแจ้งแก่เล่าเปียวๆ จึงปรึกษาแก่ทหารทั้งนั้นว่า
ซึ่งซุนเกี๋ยนจะยกทัพเรือมานั้นใครยังจะเห็นประการใดบ้าง
เก๊งเหลียงจึงว่าซึ่งซุนเกี๋ยนจะยกทัพเรือข้ามทะเลมานั้นเห็นจะไม่สู้กับเราซึ่งอยู่บกได้ ด้วยส่งเสบียงกันยาก
ขอให้เกณฑ์ทัพหองจอเจ้าเมืองกังแฮซึ่งขึ้นแก่เรานั้นเป็นทัพหน้า ท่านจงยกทหารเป็นทัพหลวง
เล่าเปียวเห็นชอบด้วยก็ให้เกณฑ์ทัพหองจอไปตั้งอยู่ปากน้ำฮวนเสีย
แล้วจัดแจงทหารในเมืองเกงจิ๋วเกณฑ์ไว้ตามคำเก๊งเหลียงว่า
ฝ่ายซุนเกี๋ยนนั้นมีภรรยาสองคนเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน พี่นั้นชื่อนางงอฮูหยิน น้องชื่องอยี่ฮูหยิน แลนางผู้พี่นั้นมีบุตรชายสี่คน ชื่อซุนเซ็กหนึ่ง ซุนกวนหนึ่ง ซุนเสียงหนึ่ง ซุนของหนึ่ง
นางผู้น้องนั้นมีบุตรชายชื่อซุนลองหนึ่ง บุตรหญิงชื่อซุนหยินหนึ่ง บุตรเลี้ยงนั้นชื่อกองเลหนึ่ง
น้องซุนเกี๋ยนชื่อซุนแจ้งหนึ่ง
ขณะเมื่อวันดีซุนเกี๋ยนลงเรือนั้น ซุนแจ้งผู้น้องพาบุตรซุนเกี๋ยนทั้งเจ็ดคนตามลงไปห้ามซุนเกี๋ยนว่า
ครั้งนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้เสวยราชสมบัติ ราชการบ้านเมืองก็เป็นสิทธิ์อยู่กับตั๋งโต๊ะๆ ทำการหยาบช้า
หัวเมืองทั้งปวงเกิดจลาจลแข็งเมืองขึ้น อาณาประชาราษฏรได้ความเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน
แลในเมืองกังตั๋งนี้พึ่งจะสงบลง ซึ่งท่านจะยกทัพไปรบแก่เล่าเปียวนั้นขอท่านจงตรึกตรองดูก่อน
ซุนเกี๋ยนจึงตอบว่าแต่ก่อนมาตัวเราผู้เดียวก็ยังคิดตั้งตัวมาได้
ครั้งนี้เราได้ทหารไว้เป็นกำลังมากแลเล่าเปียวเป็นศัตรูเรา
ครั้นเราจะนิ่งเสียไม่ไปทำการแก้แค้นก็ดูเหมือนเป็นชายชาติทหารไม่มีฝีมือ
ฝ่ายซุนเซ็กจึงว่าซึ่งบิดามิฟังจะยกไปให้ได้ ข้าพเจ้าจะขอไปด้วย ซุนเกี๋ยนมีความรักรับซุนเซ็กลงเรือ
แล้วยกทหารข้ามอ่าวทะเลไปถึงปากน้ำเมืองฮวนเสียต่อกันกับเมืองกังแฮ
ฝ่ายหองจอเจ้าเมืองกังแฮแจ้งในหนังสือซึ่งเล่าเปียวให้มา จึงจัดแจงทหารพร้อมแล้วก็ยกมาตั้งอยู่ปากน้ำเมืองฮวนเสีย
ครั้นเห็นซุนเกี๋ยนยกทัพเรือมาก็ให้ทหารทั้งปวงยิงเกาทัณฑ์เป็นอันมาก
ซุนเกี๋ยนให้ทหารบังตัวลอยเรือล่อให้ยิงรบถึงสามวันสามคืน ทหารกองทัพเรือมิได้เป็นอันตราย
หองจอนั้นให้ยิงระดมไปจนสิ้นลูกเกาทัณฑ์
ฝ่ายซุนเกี๋ยนเห็นเกาทัณฑ์สงบลง จึงให้ทหารชักเอาลูกเกาทัณฑ์ซึ่งติดเรือรบทั้งปวงนั้น
นับได้ลูกเกาทัณฑ์ประมาณสิบห้าหมื่น
ขณะนั้นลมแปรเข้าฝั่ง ซุนเกี๋ยนจึงให้แจวเรือรบทั้งปวงเข้าไปถึงตลิ่งแล้วเอาเกาทัณฑ์ระดมยิง ทหารหองจอสิ้นลูกเกาทัณฑ์แล้วเห็นจะต้านทานมิได้ก็ยกถอยหนีเข้าเมืองฮวนเสีย
แลเทียเภาอุยกายเห็นดังนั้นก็คุมทหารเป็นสองกองไล่ฟันเข้าไปจนถึงประตูเมืองฮวนเสีย
ซุนเกี๋ยนกับฮันต๋งคุมทหารหนุนขึ้นไปเป็นอันมาก ครั้นเห็นหองจอหนีเข้าในเมืองก็ขับทหารไล่ตามไป
หองจอจึงพาทหารหนีออกจากเมืองฮวนเสียไปเข้าเมืองเตงเซีย
ฝ่ายซุนเกี๋ยนเห็นดังนั้นจึงให้อุยกายกลับลงมารักษาเรือรบไว้ แล้วซุนเกี๋ยนก็รีบยกทหารตามหองจอไป ฝ่ายหองจอเห็นซุนเกี๋ยนตามมาจะใกล้ถึงเชิงกำแพง ก็ยกทหารออกมาตั้งรับอยู่นอกประตูเมือง แลซุนเกี๋ยนกับซุนเซ็กผู้บุตรขี่ม้าตามกันขึ้นไปยืนอยู่หน้าทหาร หองจอนั้นก็ขับม้าออกมายืนอยู่หน้าพลทั้งปวง
แลทหารสองคนชื่อเตียวเฮาชื่อตันเสงตามออกมายืนอยู่ด้วย หองจอจึงร้องด่าซุนเกี๋ยนว่า
มึงนี้อ้ายพวกโจรเมืองกังตั๋ง เป็นไฉนจึงบังอาจรุกล่วงมาถึงแดนพระเจ้าฮั่นโกโจ มึงไม่กลัวตายหรือ
แล้วใช้ให้เตียวเฮาขับม้าออกรบ ซุนเกี๋ยนให้ฮันต๋งออกรบด้วยเตียวเฮาได้สามสิบเพลง
ตันเสงจึงขับม้าออกช่วยเตียวเฮา ซุนเซ็กเห็นดังนั้นจึงยิงด้วยเกาทัณฑ์ไปถูกหน้าผากตันเสงตกม้าตาย
เตียวเฮาเห็นตันเสงตายก็สลดใจเสียทีฮันต๋งเอาง้าวฟันถูกเตียวเฮาตาย
เทียเภาก็ขับม้าควบตรงเข้าไปจะจับหองจอๆ ตกใจถอดหมวกทิ้งเสีย แล้วโจนจากม้าหนีเข้าปลอมอยู่กับพวกทหาร
ซุนเกี๋ยนก็คุมทหารทั้งปวงไล่ฟันทหารหองจอไปถึงตำบลฮั่นซุย หองจอหนีไปได้
ซุนเกี๋ยนจึงให้ทหารไปสั่งอุยกาย ให้คุมทหารเรือรบทั้งปวงขึ้นไปรับตำบลท่าฮั่นกั๋ง
Today In The Past Sun , Dec 21st, 2008
On This Day:
1620: (12/11 OS) 103 Mayflower pilgrims land at Plymouth Rock
and found the colony of New Plymouth
(comprised of 35 Puritans and 66 non-Puritans,
the voyage was financed by a group of London investors in return for a contract
to receive “most” of the colony's produce during its first 6 years of operation)
1784: John Jay becomes the first U.S. Secretary of State (foreign affairs) 1849: The first U.S. skating club is formed (Philadelphia) 1891: Eight students play the first basketball game (Springfield College) 1898: Scientists Pierre & Marie Curie discover radium 1914: The first feature-length silent film comedy, “Tillie's Punctured Romance” is released
(Marie Dressler, Mabel Normand & Charles Chaplin star)
1923: Nepal changes from a British protectorate to an independent nation 1933: Dried human blood serum is first prepared (University of Pennsylvania) 1937: The first feature-length color & sound cartoon premieres in theaters (“Snow White”) 1945: General George S Patton dies in a car accident in Heidelberg Germany 1948: The state of Eire (formerly Irish Free State) declares its independence 1958: Charles De Gaulle wins a 7-year term as the first president of 5th Republic of France 1966: The USSR launches Luna 13 to soft-land in Oceanus Procellarum on the Moon 1969: Vince Lombardi (Redskins) coaches his last football game (lost) 1972: The Soviet Union signs a separate peace agreement with East Germany 1973: Israel, Egypt, Syria, Jordan, U.S. & USSR meet in Geneva 1984: The USSR launches Vega 2 for a fly-by of Halley's Comet 1988: A New York-bound Pan Am 747 jumbo jet explodes over Lockerbie Scotland (all 258 people aboard die)
1991: Ted Turner and Jane Fonda wed 1991: Eleven of the twelve former Soviet republics proclaim the birth of the Commonwealth of Independent States
1995: The city of Bethlehem passes from Israeli to Palestinian control Born On This Day:
1804: Benjamin Disraeli,
(Tory) British PM (1868, 1874-80) (204 years ago)
1823: Jean Henri Fabre, France, entomologist (insects & spiders) (185 years ago)
1874: Juan Bautista Sacasa, pres of Nicaragua (1932-36) (134 years ago)
1879: Joseph Stalin, Russian dictator; murdered 11,000,000 (129 years ago)
1892: Walter Hagen, Rochester NY, PGA golfer (U.S. Open 1914,19) (116 years ago)
1917: Andre Eglevsky, choreographer (Limelight) (91 years ago)
1917: Heinrich Boll, Germany, writer (Group Portrait with Lady, Nobel '72) (91 years ago)
1937: Jane Fonda, NYC, actress (Barbarella, Klute), physically fit (71 years ago)
1954: Chris Evert Lloyd Mills, Ft Lauderdale, tennis pro 'Miss pokerface' (54 years ago)
Today Is:
(Nepal) Independence Day/Unity Day (1923)
The Winter Solstice in the Northern Hemisphere - the shortest day of the year
There are 10 days left in this year.
เพื่อชาติ เพื่อชาติ (หน้า ๘๘)
"สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ขณะนั้นเล่าปี่รู้ข่าว จึงพากวนอูเตียวหุยกับทหารทั้งปวงยกมาจะช่วยกองซุนจ้าน
พอเห็นอ้วนเสี้ยวไล่กองซุนจ้านมาถึงเนินเขา เล่าปี่กวนอูเตียวหุยก็ขับม้ารบสกัดหน้าม้าอ้วนเสี้ยวไว้
ฝ่ายอ้วนเสี้ยวเห็นเล่าปี่กวนอูเตียวหุยขวางหน้าม้าเข้ารบดังนั้นก็ตกใจหาสติมิได้
ง้าวซึ่งถืออยู่นั้นก็พลัดตกลงจากมือ แล้วขับม้าถอยหลังข้ามไป ณ ค่าย
ฝ่ายกองซุนจ้านครั้นเห็นเล่าปี่กับกวนอูเตียวหุยมาช่วย ก็มีความยินดี จึงพากันกลับมาถึงค่าย แล้วกองซุนจ้านจึงบอกแก่เล่าปี่ว่า ครั้งหนึ่งบุนทิวทหารอ้วนเสี้ยวไล่เรามา
หากว่าจูล่งออกช่วยเราจึงรอด ครั้งนี้อ้วนเสี้ยวไล่เรามาหากว่าท่านมาทันได้รบพุ่งป้องกันไว้
เราจึงได้รอดชีวิตเพราะท่าน แล้วเรียกจูล่งมาให้รู้จักกับเล่าปี่ไว้
เล่าปี่เห็นรูปร่างจูล่งนั้นสมเป็นทหารก็มีความรักใคร่จูล่งเป็นอันมาก
แล้วกองซุนจ้านกับอ้วนเสี้ยวก็ให้ทหารตั้งมั่นประชิดกันอยู่คนละฟากน้ำประมาณเดือนเศษ
ขณะนั้นมีคนหนึ่งเอาข่าวขึ้นไปบอกลิยู ณ เมืองเตียงฮัน ตามซึ่งอ้วนเสี้ยวกับกองซุนจ้านตั้งรบกันอยู่นั้นทุกประการ ลิยูจึงเอาเนื้อความนั้นแจ้งแก่ตั๋งโต๊ะๆ รู้ดังนั้น
จึงว่าแก่ลิยูว่า ซึ่งอ้วนเสี้ยวกับกองซุนจ้านต่างมีกำลังรบกันอยู่ดังนี้เราจะคิดประการใด
ลิยูจึงว่าอ้วนเสี้ยวกับกองซุนจ้านนั้นก็มีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็ง ตั้งรบกันอยู่ตำบลแม่น้ำพวนโห้
ถ้าผู้ใดมีชัยชนะผู้นั้นก็จะกำเริบขึ้น นานไปก็จะเคืองใจท่าน ขอให้มีหนังสือรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปห้ามเสีย
ทั้งสองฝ่ายให้เป็นไมตรีกัน นานไปอ้วนเสี้ยวกับกองซุนจ้านก็จะอยู่ในบังคับบัญชาท่าน ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วย
จึงแต่งเป็นหนังสือรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้สองฉบับตามคำลิยูว่า
แล้วให้เตียวกีกับม้าหยิดถือไปให้แก่อ้วนเสี้ยวกองซุนจ้าน
ฝ่ายอ้วนเสี้ยวครั้นรู้ข่าวจึงออกมาคำนับหนังสือรับสั่ง แล้วรับเข้าไปในค่าย ครั้นดูแจ้งในหนังสือรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้แล้วก็ทำตามรับสั่ง แลเตียวกีกับม้าหยิดก็พากัน
เอาหนังสือฉบับหนึ่งข้ามไปให้กองซุนจ้าน ณ ค่าย กองซุนจ้านเห็นหนังสือก็ฟังตามรับสั่ง
แล้วกองซุนจ้านให้ทหารเอาข้อรับสั่งไปเจรจาแก่อ้วนเสี้ยวๆ ก็ยอม
แล้วเตียวกีกับม้าหยิดเอาเนื้อความลับขึ้นไปแจ้ง ณ เมืองเตียงฮัน
อ้วนเสี้ยวก็ยกทหารกลับเข้าเมือง
ฝ่ายกองซุนจ้านจัดแจงทหารแล้วพาเล่าปี่จูล่งเลิกทัพกลับไปเมือง ครั้นถึงเมืองเพงงวนก้วน จึงให้เล่าปี่เข้าอยู่รักษาเมืองดังแต่ก่อน เล่าปี่กวนอูเตียวหุยก็ลากองซุนจ้านจะเข้าไปในเมือง
จูล่งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า แต่ก่อนข้าพเจ้าเห็นว่าอ้วนเสี้ยวเป็นคนหยาบช้า ข้าพเจ้าจึงมาอยู่ด้วยกองซุนจ้าน
บัดนี้ก็เห็นว่ากองซุนจ้านนี้หาความคิดมิได้ ข้าพเจ้าจึงมีความลำบากใจ ครั้นมาเห็นท่านค่อยมีสติปัญญา
คิดว่าจะทำราชการด้วยก็ต่างคนต่างอยู่มิรู้ที่จะทำประการใด เล่าปี่จึงตอบเอาใจจูล่งว่า
ท่านกับเรารู้จักกันไว้ครั้งนี้ก็เป็นคนสนิทกัน จงค่อยอยู่กับกองซุนจ้านก่อนเถิด ถ้าชีวิตมิตาย
สืบไปภายหน้าท่านจะได้ทำราชการด้วยเราเป็นมั่นคง จงจำคำนี้ไว้อย่าลืม
แล้วเล่าปี่ยุดมือจูล่งเข้าแล้วก็มีใจเศร้าโศก จูล่งนั้นก็ร้องไห้รักเล่าปี่
แล้วเล่าปี่ลาจูล่งยกทหารเข้าไปเมืองเพงงวนก้วน กองซุนจ้านก็พาจูล่งยกไปเมืองปักเป๋ง
ฝ่ายอ้วนสุดเจ้าเมืองลำหยงครั้นรู้ข่าวว่าอ้วนเสี้ยวผู้พี่ได้เมืองกิจิ๋ว จึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปขอม้าแก่อ้วนเสี้ยวพันหนึ่ง อ้วนเสี้ยวมิได้ยอมให้ดังปรารถนา
อ้วนสุดโกรธพยาบาทอ้วนเสี้ยวผู้พี่ แล้วอ้วนสุดให้มีหนังสือไปขอเสบียงเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว
เล่าเปียวมิได้ให้เสบียงมา อ้วนสุดโกรธมีใจพยาบาทเป็นอันมาก
แล้วอ้วนสุดก็แต่งหนังสือไปถึงซุนเกี๋ยนซึ่งอยู่ ณ เมืองกังตั๋งว่า
เล่าเปียวคุมทหารออกสกัดรบชิงเอาตราหยกนั้นก็เพราะอ้วนเสี้ยวพี่เราให้หนังสือไป
บัดนี้อ้วนเสี้ยวกับเล่าเปียวคิดกันจะไปตีเอาเมืองกังตั๋งชิงเอาตราหยกให้จงได้
ซึ่งท่านจะนอนใจอยู่นั้นไม่ควร จงเร่งยกทหารไปตีเมืองเกงจิ๋วเราจะช่วยแก้แค้นท่าน
เราจะยกไปตีเมืองกิจิ๋วซึ่งอ้วนเสี้ยวอยู่นั้น
ฝ่ายซุนเกี๋ยนแจ้งในหนังสือนั้นแล้วก็มีความยินดี จึงปรึกษาด้วยทหารทั้งปวงว่าผู้ใดจะเห็นประการใด
เทียเภาจึงว่าซึ่งอ้วนสุดให้หนังสือมาทั้งนี้จะเชื่อฟังยังมิได้
ด้วยอ้วนสุดนั้นเป็นคนหยาบช้ามักยุยงแต่จะให้ผู้อื่นผิดกัน
แล้วอ้วนสุดก็เป็นน้องอ้วนเสี้ยวซึ่งจะยกไปรบเมืองกิจิ๋วนั้นข้าพเจ้าเห็นไม่จริง
ซุนเกี๋ยนจึงตอบว่าซึ่งเทียเภาว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่
อันเล่าเปียวเป็นศัตรูเรา ถึงมาตรว่าอ้วนสุดจะไม่มีหนังสือมาถึงเราๆ ก็คิดอยู่ว่าจะยกทหารไปรบ
แลการทั้งนี้ใช่จะเห็นแก่ผู้ช่วยนั้นหามิได้ แล้วให้อุยกายไปจัดแจงเรือรบสรรพไปด้วยเครื่องศัสตราวุธ
กับเรือใหญ่บรรทุกม้าแลเสบียงอาหารให้พร้อมไว้จงมาก ถึงวันดีเมื่อใดจะได้ยกไปทำการสะดวก
Today In The Past Sat , Dec 20th, 2008
On This Day:
1606: The Virginia Company settlers leave London in three ships,
the Susan Constant, Godspeed, and Discovery,
to establish the Jamestown Colony (the first permanent English settlement in America)
1699: Peter the Great orders the Russian New Year changed from September 1st to January 1st 1790: The first successful U.S. cotton mill to spin yarn opens (owned by Samuel Slater in Pawtucket Rhode Island)
1835: The Cherokee tribe of Native americans are compelled to cede their ancestral lands (eventually the tribe is forced to move west of the Mississippi River,
travelling on what is called the “Trail of Tears”)
1850: The Hawaiian post office is established 1879: Thomas Edison privately demonstrates the incandescent light at Menlo Park New Jersey 1880: New York City's Broadway is first lit by electricity and becomes known as the “Great White Way” 1883: The international cantilever railway bridge opens at Niagara Falls linking the U.S. and Canada 1892: Phileas Fogg completes around world trip (in Jules Verne's fictional “Around the World in Eighty Days”)
1892: The pneumatic automobile tire is patented (Syracuse NY) 1919: Canadian Nationall Railways is established (North America's longest - 50,000 km) 1922: 14 republics form the Union of Soviet Socialistic Republics (USSR) 1929: Mount Davidson is dedicated as a San Francisco city park 1963: The Berlin Wall opens for first time to West Berliners, who are allowed one-day visits to relatives in the Eastern sector for the holidays
1976: Israel's Prime Minister Yitzhak Rabin resigns 1977: The world's first “space walk” is made by cosmonaut G Grechko from Salyut 1980: The USSR formally announces the death of Premier Alexei Kosygin 1983: PLO chairman Yasser Arafat & 4,000 loyalists evacuate Lebanon 1989: U.S. troops invade Panama and oust Manuel Noriega (but he eludes capture) 1990: Soviet Foreign Minister Eduard Shevardnadze resigns Born On This Day:
1805: Thomas Graham,
father of colloid chemistry (203 years ago)
1841: Ferdinand-douard Buisson, France, educator (Nobel Peace Prize 1927) (167 years ago)
1886: Hazel Hotchkiss Wightman, CA, tennis player (U.S. Open 1909-11) (122 years ago)
1894: Sir Robert Menzies, Australian PM (1939-41, 1949-66) (114 years ago)
Today Is:
(Taiwan) Bank Holiday
There are 11 days left in this year.
"สามก๊ก" ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ฝ่ายอ้วนเสี้ยวครั้นเห็นดังนั้น
ก็ให้งันเหลียงบุนทิวคุมทหารเกาทัณฑ์นายละพันให้แยกเป็นสองกองซุ่มอยู่ต้นสะพาน
ถ้าได้ยินเสียงประทัดสัญญาแล้วก็ให้ยิงระดมทั้งซ้ายขวา
แล้วให้จ๊กยี่คุมทหารเกาทัณฑ์แปดร้อยกับทหารเลวหมื่นห้าพันเป็นกองหน้าออกรบล่อ
อ้วนเสี้ยวนั้นคุมทหารประมาณห้าหมื่นเป็นกองหลวง ครั้นจัดแจงเสร็จก็ให้ทหารทั้งปวงสงบอยู่
(หน้า ๑๑๑) ฝ่ายกองซุนจ้านให้ยำก๋งคุมทหารเป็นกองหน้า แล้วให้จัดทหารเป็นปีกซ้ายปีกขวา แลกองซุนจ้านนั้นยังไม่รู้จักน้ำใจจูล่ง จึงให้จูล่งคุมทหารเป็นกองหลัง
แล้วให้เอาธงเป็นตัวอักษรปักทองว่าชวยกี้ ภาษาไทยว่าธงสำหรับแม่ทัพ
แล้วก็ยกทหารขึ้นตั้งเป็นกระบวนอยู่บนสะพานศิลานั้น
จึงให้ทหารทั้งปวงตีฆ้องกลองม้าล่อ แล้วโห่ร้องแต่เช้าจนเที่ยง
ทหารในกองทัพอ้วนเสี้ยวนั้นยังสงบอยู่ ยำก๋งซึ่งเป็นกองหน้ากองซุนจ้านเห็นดังนั้นก็ยกทหารรุกจะข้ามไป
ฝ่ายจ๊กยี่กองหน้าอ้วนเสี้ยว คุมทหารรบล่อถอยมาถึงต้นสะพาน เห็นได้ทีแล้วจึงจุดประทัดสัญญาขึ้น แลทหารเกาทัณฑ์แปดร้อยนั้นก็ยิงระดมเป็นสามารถ
ยำก๋งเห็นจะต้านทานมิได้ แลทหารทั้งปวงก็รวนจะถอยออกมา
จ๊กยี่เห็นดังนั้นจึงขับม้ารำง้าวเข้าไล่รบด้วยยำก๋งได้ห้าเพลง ก็เอาง้าวฟันถูกยำก๋งตกม้าตาย
ปีกซ้ายปีกขวากองซุนจ้านยกทหารจะเข้าช่วยรุมแก้กัน
งันเหลียงบุนทิวคุมทหารซ้ายขวาซึ่งซุ่มอยู่ต้นสะพานนั้นก็ให้ทหารยิงเกาทัณฑ์กราดไว้
ทหารกองซุนจ้านเข้าช่วยมิได้ จ๊กยี่คุมทหารทั้งปวงไล่ฟันไปถึงหน้าม้ากองซุนจ้าน
แล้วจึงเอากระบี่ฟันธงนั้นหักลง กองซุนจ้านเห็นจะทานมิได้ก็คุมทหารกลับหน้าลงจากสะพานหนีไป
จ๊กยี่นั้นขับม้าคุมทหารไล่ฟันตะลุมบอน ทหารกองซุนจ้านแตกกระจัดกระจายไป
ขณะนั้นจูล่งซึ่งเป็นกองหลังเห็นดังนั้น จึงขับม้าเข้ารบด้วยจ๊กยี่ให้ห้าเพลงก็เอาทวนแทงจ๊กยี่ตกม้าตาย
แล้วจูล่งขับม้าเข้าไล่แทงอยู่ในกลางทหารจ๊กยี่
จูล่งขับม้าไปข้างขวาก็ขวาแตก ไปข้างซ้ายก็ซ้ายแตก หาผู้ใดจะต้านทานมิได้
กองซุนจ้านเห็นดังนั้นก็คุมทหารกลับเข้ามาช่วยจูล่งรบ ทหารจ๊กยี่ก็แตกไป
ขณะเมื่อจ๊กยี่ฟันธงสำหรับแม่ทัพหัก กองซุนจ้านแตกลงไปจากสะพานนั้น มีทหารคนหนึ่งมาบอกอ้วนเสี้ยวว่าทัพกองซุนจ้านแตกแล้ว อ้วนเสี้ยวได้ยินดังนั้นมีความยินดีนัก
จึงพาเตียนห้องกับทหารถือทวนประมาณสามร้อย ถือเกาทัณฑ์ห้าสิบ ออกมาแลดูนอกค่าย
เห็นสมคำทหารมาบอก อ้วนเสี้ยวก็ตบมือหัวเราะแล้วว่ากองซุนจ้านนั้นเป็นคนหาชำนาญศึกไม่
แต่เราคิดทำเพียงนี้ก็รบแตก อ้วนเสี้ยวก็มีใจประมาท
ฝ่ายจูล่งกับกองซุนจ้านรีบยกทหารข้ามสะพานไป แต่จูล่งนั้นขับม้าเข้าไล่แทงทหารอ้วนเสี้ยวตายเป็นหลายคน
กองซุนจ้านก็รีบยกทหารเข้าวกหลังอ้วนเสี้ยวไว้แล้วยิงเกาทัณฑ์ระดมไป
เตียนห้องเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า ครั้งนี้จะเสียทีแก่ศัตรู ท่านจงเข้าแอบอยู่ริมตลิ่งหนีให้พ้นภัย อ้วนเสี้ยวจึงตอบว่าเป็นชาติทหารจะกลัวตายไย
แล้วร้องให้ทหารทั้งปวงเข้ารบพุ่งต้านทานไว้ เหล่าทหารทั้งปวงนั้นก็รบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ
แลงันเหลียงเห็นกองซุนจ้านกับจูล่งเข้ารบอยู่ ก็คุมทหารตีกระหนาบหลังเข้าด้านหนึ่ง
ทหารอ้วนเสี้ยวที่แต่งให้รบล่อซึ่งแตกไปนั้น ครั้นกลับมาเห็นก็คุมกันเข้าตีกระหนาบไว้อีกด้านหนึ่ง
จูล่งรบอยู่ในทัพกระหนาบเห็นจะทานมิได้ก็พากองซุนจ้านกับทหารรบฝ่าออกมาจะข้ามสะพานไป
อ้วนเสี้ยวแลงันเหลียงก็คุมทหารไล่ไปถึงต้นสะพาน ได้ฆ่าฟันทหารกองซุนจ้านตกน้ำตายเป็นอันมาก
อ้วนเสี้ยวกับงันเหลียงคุมทหารข้ามสะพานไล่กองซุนจ้านจูล่งไปทางประมาณห้าสิบเส้น
พ่อ พ่อ (หน้า ๘๗)
บาปกรรมของบิดานั้น ย่อมตกแก่บุตรให้พลอยรับบาปกรรมนั้นไปด้วย (สมรรรถภาพแห่งความคิด น.419) เจ้าเป็นดวงใจที่ให้ชีวิตพ่อ ยิ้มอันไร้เดียงสาของเจ้า ทำให้พ่อทนทานกับความทุกข์ยาก (รวมนิยายจากเชกสเปียร์ น. 14) |
|
|